ชีวิตคือความเจ็บปวด

posted on 28 May 2013 14:33 by porglon in An-article
 
 

ช่วงนี้ถ้าใครอ่านหนังสือพิมพ์สตาร์ซ็อกเกอร์ จะพบกับคำคำหนึ่งที่ระบาดอยู่หลายคอลัมน์ก็คือคำว่า ‘เจ็บปวด’ อันที่จริงแล้วคำคำนี้ดูเหมือนจะใช้กันอยู่บ้างพอสมควร เพียงแต่ว่าปีที่ผ่านมาดูเหมือนจะถูกใช้กันเยอะ ตัวอย่างเช่น อกหักมันเจ็บปวดว่ะ ส่งงานไม่ผ่านมันเจ็บปวด ทำความฝันไม่สำเร็จมันเจ็บปวด แอดมิดชั่นไม่ติดมันเจ็บปวด มีปัญหามากมายในชีวิตมันช่างเจ็บปวด ฯลฯ

วันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่สนามเวมบลีย์ประเทศอังกฤษ ภายหลังเกมนัดชิงชนะเลิศยูฟ่าแชมเปี้ยนลีก ระหว่างบาร์เยินมิวนิกกับโบรุสเซียดอทมุนต์จบลง หลังจากบาร์เยินชนะไป 2 ประตูต่อ 1 ก็มีการใช้คำว่า ‘เจ็บปวด’ ในหลายมุมมอง นอกจากความมันส์ระดับโลกที่ทั้งสองทีมเปิดเกมแลกกันอย่างดุเดือดแล้ว บาร์เยินมิวนิกก็ได้ยกแอกความเจ็บปวดออกจากบ่าได้สำเร็จ หลังจากปีที่แล้วพบกับความผิดหวังซ้ำซากเพราะได้รองแชมป์ถึง 3 รายการ คือรองแชมป์บุนเดสลิกา รองแชมป์ยูฟ่าแชมเปี้ยนลีก และรองแชมป์เดเอฟเบโพคาล ขณะที่ปีนี้พวกเขากวาดแชมป์ไปแล้วถึงสองรายการ และรอลุ้นแชมป์อีกหนึ่งถ้วย ซึ่งคาดว่าจะกลายเป็นทริปเบิลแชมป์ให้สมการยกย่องว่าพวกเขาเป็นทีมที่ดีที่สุดในโลกขณะนี้

ความเจ็บปวดในปีที่แล้วของบาร์เยินมิวนิกถูกนำมาใช้ในการสร้างทีมปี 2013  โดยเปลี่ยนความผิดหวังมาเป็นแรงผลักดัน ทั้งๆ ที่ตัวผู้เล่นส่วนใหญ่ยังคงเป็นหน้าเดิม เพียงแต่ว่าปีนี้มีความมุ่งมั่นมากกว่าเก่าและไม่คิดจะผิดพลาดอีกเหมือนกับปีที่แล้ว ขณะที่อาร์เยน ร็อบเบน ปีกชาวฮอลแลนด์ของบาร์เยินมิวนิก ผู้เคยเป็นรองแชมป์บอลโลกปี 2010 รองแชมป์ยูโร 2012 และเป็นเจ้าพ่อรองแชมป์ทุกรายการก็ยกคำสบประมาทว่า เขาไม่เคยได้แชมป์ออกไปจากชีวิตได้ เมื่อเขายิงหนึ่งจ่ายหนึ่งในเกมดังกล่าว

แม้ตอนแรกร็อบเบนจะพลาดโอกาสงามๆ ไปถึง 3 ครั้ง เพราะว่าประตูดอทมุนเหนียวหนึบยิ่งกว่ากาวตราช้าง แต่เมื่อเขาไม่ล้มเลิก สองนาทีสุดท้ายรอบเบนส์ก็วิ่งไปฉกบอลมายิงประตูชัยได้สำเร็จ ปิดประตูตอกฝาโลงส่งต่อความ ‘เจ็บปวด’ ในปีนี้ ไปให้ดอทมุนท์ที่เล่นได้ดีมากทว่ายังไม่ดีพอ ถึงขนาดที่ เจอเก้น คลอปส์ โค้ชของดอทมุนต์ได้กล่าวว่า “เกมนี้ทุกอย่างยอดเยี่ยมไปหมด ยกเว้นผลการแข่งขัน” ที่นี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าปีหน้าดอทมุนต์จะนำความเจ็บปวดที่ว่ามาเป็นแรงผลักดันหรือว่าจะนำมันมาลดค่าตัวเองลง

ความ ‘เจ็บปวด’ นั้นมีอยู่จริงในชีวิต แต่อยู่ที่ว่าใครจะเลือกนำมาใช้กันแบบไหน เพราะชีวิตของคนเรามีทั้งแพ้และชนะสลับกันไป สิ่งสำคัญก็คือ ไม่ว่าจะสถาณการณ์จะเลวร้ายเพียงใด เราต้องไม่ปล่อยให้ความเจ็บปวดนั้นเข้ามารุกรานและลดค่าตัวตนของเราได้ ในสมรภูมิแห่งชีวิตเราอาจต้องเปิดเกราะปกป้องหัวใจอันบอบบาง เพราะหากมันแหลกสลายก็คงยากที่จะนำมาต่อติดกันดังเดิม

ถ้าหากใครเคยเล่นเกม DOT A คงรู้จักฮีโร่ที่ชื่อ Abandon ผู้มีท่าไม้ตายสุดโหดคือ ยิ่งเขาถูกโจมตีมากเท่าไหร่พลังชีวิตก็จะเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น และที่เจ็บปวดสุดๆ ก็คือ เขายังสามารถนำความเจ็บปวดที่ว่ามาเป็นค่าโจมตีศัตรูกลับได้อีกด้วย

อาร์เยน รอบเบน และบาร์เยินมิวนิกนำความเจ็บปวดที่ว่ามาเป็นแรงผลักดันในชีวิต แทนที่พวกเขาจะเศร้าโศกเสียใจจนไม่เป็นอันทำอะไร แต่เขาเลือกที่จะเล่นให้ดีขึ้น ฝึกซ้อมให้มากกว่าเดิม เพิ่มความมุ่งมั่นและความดุดันให้ถึงขีดสุด จนสามารถเอาชนะยอดทีมอย่างบาร์เซโลน่าได้ในรอบรองชนะเลิศที่ผ่านมา ด้วยสกอร์ 4-0 และ 3-0 แบบไปกลับทั้งในและนอกบ้าน  มีคนเคยบอกว่า ไม่มีใครชนะตลอดไปขณะที่ไม่มีใครพ่ายแพ้ตลอดไป ผมคิดว่าโลกคงหมุนไปแบบนั้น วันนี้บาร์เยินมิวนิกและอาร์เยน ร็อบเบนส์ทำให้ดูแล้วว่า ในช่วงเวลาที่ชีวิตถูกกดดันเหมือนสปริงถูกกดมันไม่ได้สูญเปล่า แต่เป็นช่วงเวลาของการรอคอยที่จะเด้งกลับคืนมา

แล้วเมื่อวันนั้นมาถึงคุณจะโบยบินไปสู่ท้องฟ้ากว้างไกล

 

 

(เครดิตภาพ www.talksport.co.uk)

            พวกเราในสังคมสมัยใหม่นั้นล้วนกำลังเหนื่อยอ่อนและใช้ชีวิตอยู่ด้วยความหมดหวัง ปัญหาหลายสิบรุมเร้าจนทำให้มองไม่เห็นทางออก ทั้งปัญหาส่วนตัว สังคม รถติด ชีวิตเร่งรีบ เพื่อนร่วม หัวหน้า แย้งกันกินแย้งกันใช้ ชีวิตสมัยใหม่กำลังฉีกกระฉากเราออกเป็นชิ้นๆ ทำให้ไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปพึ่งใครดี เพราะผู้นำสังคมทุกสมัยก็ไม่ได้มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาการมีชีวิตที่ดีของผู้คนในระยะยาว เน้นแต่การเล่นเกมการเมือง ลดแลกแจกแถม มองเห็นผู้คนไม่ต่างจากผู้บริโภคที่เอาโปรโมชั่นมาล่อ หรือเป็นผู้ใหญ่ที่เอาของรางวัลมาหลอกเด็ก ไม่นับปัญหาคอรัปชั่นที่เริ่มกลายเป็นวัฒนธรรม แม้แต่เด็กๆ ก็ยังโกงข้อสอบกันอย่างสนุกสนาน

            ซึ่งสังคมไทยไม่มีไอดอลที่จับต้องเป็นรูปธรรมได้ เราอาจมีไอดอลที่ประสบความสำเร็จในสาขาวิชาชีพของตน แต่ว่าเรายังไม่มีไอดอลที่เป็นผู้นำของคนจากทุกสาขาอาชีพได้ ไอดอลหลายๆ คนที่เห็นล้วนบอกเราเสมอว่าให้ทำตามอย่างพวกเขาแล้วจะประสบความสำเร็จ ทว่าคนแต่ละคนต่างมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองและมีต้นทุนที่ไม่เท่ากัน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครจะคัดลอกความสำเร็จของกันและกันได้ ซึ่งการใช้ชีวิตโดยไร้ความหวังก็ไม่ต่างจากเครื่องยนต์ขาดน้ำมันหล่อลื่น อาจวิ่งไปได้สักพักหนึ่งแต่ไม่นานเครื่องคงพังแน่ๆ ดังนั้นคำถามที่น่าสนใจคือ พวกเราควรจะหันหน้าไปพึ่งใคร

            ในหนังสือหลายๆ เล่มพูดเรื่องการมีจุดมุ่งหมายในชีวิต นักคิดนักเขียนหลายคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้าอยากจะมีชีวิตที่ดีต้องมีเป้าหมายอะไรสักอย่างหนึ่ง เพราะจะกลายเป็นจุดมุ่งหมายให้เราเดินทางไปถึง ต่างจากการใช้ชีวิตโดยไม่มีเป้าหมายเพราะจะทำให้สับสนงุนงงและไร้ทิศทาง วอชิงตัน เออร์วิง เคยกล่าวไว้ว่า “คนฉลาดมีเป้าหมาย คนอื่นๆ มีแต่ความปรารถนา” เพราะว่าเป้าหมายเป็นส่วนช่วยให้เรามีแรงผลักดันในชีวิตเพื่อเริ่มทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จ ต่างจากความปรารถนาที่เต็มไปด้วยความอยากที่อาจไม่นำไปสู่การลงมือทำ บ่อยครั้งเราจะจึงมักจะได้ยินได้ฟังผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตพูดเรื่องเป้าหมายที่ชัดเจน ฝันเห็นได้ จนกลายมาเป็นหลักในการดำเนินชีวิตประการหนึ่ง

            แล้วถ้าชีวิตไม่มีเป้าหมายล่ะจะผิดไหม อันที่จริงก็ไม่น่าจะผิดอะไร ถ้าหากใครคนนั้นใช้ชีวิตด้วยความเบิกบาน อารมณ์ดี และมีความสุขได้ตลอด แสดงว่าเขาคนนั้นต้องมีต้นทุนชีวิตที่ดีในระดับหนึ่ง มีทัศนคติชีวิตที่ดี อยู่กับปัจจุบันขณะได้โดยไม่ฟุ้งซ่านกังวลถึงอดีตที่ผ่านมาแล้ว และคาดหวังถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึง แต่สำหรับใครทีชีวิตไม่มีความสุข รู้สึกทุกข์ทรมาน ไม่เป็นไปตามความต้องการของตัวเอง เริ่มซึมเศร้าและหมดหวัง เป้าหมายอะไรสักอย่างหนึ่งจะช่วยให้อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป และหากเป้าหมายท้าทายต่อความสามารถแบบยากง่ายกำลังดี ก็จะทำให้มีชีวิตสนุกสนานไม่ต่างจากการผจญภัยหรือเล่นเกมสักเกมหนึ่ง ราล์ฟ วอลโด อีเมอร์สัน เคยกล่าวไว้ว่า “ไม่ว่าใครจะเล่นเกมอะไรกับเรา เราต้องไม่เล่นเกมกับตัวเอง” ผมเชื่อในตรรกกะนี้แต่คิดว่าเราควรต้องฝึกเล่นเกมกับตัวเองบ้าง หากชีวิตประจำวันไม่สนุกสนานก็คงไร้แรงใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป ถ้าทำได้เราจึงควรเล่นเกมกับตัวเอง มองชีวิตเป็นด่านๆ อัพเลเวล สะสมความสามารถ ซื้อตำรา ไอเทม และสร้างพันธมิตรกันไป เมื่อถึงเวลาก็ชวนกันไปรับเควสล้มบอสใหญ่ๆ สักทีหนึ่ง

            เป้าหมายนั้นสำคัญพอสมควรเพราะเป็นจุดเริ่มต้นของการกำหนดทิศทาง ปล่อยวางความสับสน และตัดเรื่องไม่สำคัญทิ้งไป ทำให้เราโฟกัสชีวิตได้ชัดเจนมากขึ้น หากเป็นการเดินทาง การรู้ทิศทางของดวงดาวหรือมีเข็มทิศย่อมดีกว่าการไม่รู้อะไรเลย อย่างน้อยจะได้ไม่เดินหลงไปตลอดชีวิต ปัญหาและอุปสรรคในชีวิตก็จะกลายเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไปที่เข้ามาชั่วครั้งชั่วคราว เพราะขณะที่เรามุ่งหน้าไปสู่เป้าหมายเรื่อยๆ เราก็จะปืนข้าม เดินอ้อม หรือสร้างสะพานข้ามผ่านมันไปในที่สุด

            ทว่าคงไม่ดีแน่หากเราจะหวังให้สังคมหรือสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่ในขณะนี้มาส่งผลและผลักดันเรา เพราะสังคมปัจจุบันกำลังป่วยไข้ไม่ต่างจากแผลอักเสบที่กลายเป็นหนอง หมักหมมไว้ด้วยปัญหานานานัปประการ รอวันแตกระเบิดออกมาเพื่อเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง นี่คือรอยต่อของยุคสมัย ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงจากยุคดิจิตอลไปสู่ยุคความคิดใหม่(Conceptual Age) ที่อีกไม่นานคนรุ่นเก่าจะผ่านพ้นไปและคนรุ่นใหม่จะเข้ามามีบทบาท ซึ่งเราต้องรอคอยและมีความหวังต่อตัวเองว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะคนเราควรจะมีชีวิตที่ดีขึ้นในทุกวัน แม้วันละเล็กละน้อยก็ยังดี เพราะท้ายที่สุดเล็กๆ น้อยๆ นั่นแหละจะรวมกลายเป็นชีวิตที่ดีขนาดใหญ่ด้วยตัวมันเอง และถ้าชีวิตของเราดีขึ้นทุกวัน ครอบครัวของเราก็จะดีขึ้น และสังคมเราก็จะดีขึ้นโดยอัตโนมัติ

            สุดท้ายแล้วเราไม่จำเป็นต้องหันหน้าไปพึ่งใคร เพราะคนที่ฝากความหวังได้อยู่ในตัวเราเอง

             

           ภาพประกอบ:http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1348802282&grpid=03&catid=03           

 

เกมของโลกสมัยใหม่

posted on 13 Dec 2012 10:16 by porglon in people

“เพราะเงื่อนไขทางสังคมมันเป็นอะไรที่ไม่เคยง่ายลงเลย

ถ้าคุณไม่เคยลำบากยากเข็ญในชีวิต คุณก็ต้องยอมรับแรงกดดัน

ที่มาจากความคาดหวัง พวกเราทุกคน ทุกรุ่น ทุกยุคสมัย

ต้องอยู่ในเกมของโลกสมัยใหม่ ที่มีความบีบคั้นกันคนละแบบ

จากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกคนรุ่นหนึ่ง ทั้งการแข่งกันในระบบการศึกษา

การหาเงิน หางาน ดังนั้น ผมคิดว่าทุกเจอเนอเรชั่นจะต้องส่งมอบอุดมคติ

ให้กับอีกเจเนอเรชั่นหนึ่งต่อมา คือจงเป็นคนที่ดีกว่า จงเป็นรุ่นที่ดีกว่า”

                                                                                                                                                                        คิมรันโด 


 

(สัมภาษณ์ อ. คิมรันโด จากนิตยสาร GM ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2555 โดย มนตรี บุญสัตย์, ภัททิรา จิตต์เกษม แปลภาษา)

 
ฮอบบิท (พิมพ์ครั้งที่ 11)
มหันตภัยแห่งแหวน (พิมพ์ครั้งที่ 19)
หอคอยคู่พิฆาต (พิมพ์ครั้งที่ 15)
กษัตริย์คืนบัลลังก์ (พิมพ์ครั้งที่ 13 )
 
มหากาพย์แห่งการผจญภัยอันน่าตื่นเต้นและมหัศจรรย์
 
หนังสือที่ได้รับการยกย่อง
ว่าเป็นหนึ่งในวรรณกรรมที่ดีที่สุดในโลก
 
 

 แลร์รี เพจ หนึ่งในผู้ก่อตั้งกูเกิล

 

            ไอเดียดีๆ นั้นมีมูลค่ามหาศาล ก็เหมือนกับไอเดียเรื่องเมาส์และการแสดงผลแบบกราฟิกบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ศูนย์ซีร็อก ที่สตีฟ จอบส์ เอามาสร้างแอปเปิลจนสำเร็จ ถ้ามันถูกนำมาปฏิบัติจนลุล่วง ความสำเร็จย่อมตามมาแน่นอน

            ไอเดียดีๆ นั้นเกิดได้กับทุกคนไม่จำกัดเพศและวัย จริงๆ แล้วคนที่คิดอะไรได้ดีที่สุดมักจะเป็นเด็กเล็ก เพราะพวกเขามีคำถามแปลกๆ มาให้เราประหลาดใจเสมอ แต่ข้อเสียเท่าที่รู้ก็คือ ไอเดียดีๆ นั้นตายง่ายมาก เพียงแค่มีใครสักคนพูดว่า “ยังไม่น่าสนใจพอ” “ทำไม่ได้หรอก” “เป็นไปไม่ได้” “ลืมมันไปซะเถอะ” แม้จะเป็นไอเดียมูลค่า 10 ล้าน หรือ 100 ล้านก็จะหายวับไปกับตา หากเจ้าของไอเดียไม่เชื่อมันในตัวเองแต่ไปเชื่อคนอื่นแทน

            บางคนเคยมีความคิดหลายอย่างที่น่าสนใจเกิดขึ้น แต่เมื่อพ่อ แม่ เพื่อน เจ้านาย และคนรักบอกว่า “คิดอะไรบ้าๆ” “ไม่เป็นจริงหรอก” “อย่าเพ้อฝันไปหน่อยเลยนา” เราก็มักจะล้มเลิกความคิดนั้นโดยง่าย แม้ตัวเองจะเชื่อว่าเป็นความคิดที่ดีมากแน่ๆ แต่เพราะไม่กล้าพอที่จะยืนยัน มันก็ไม่ต่างจากการโยนชีวิตที่ใฝ่ฝันหรือเช็กมูลค่าหลายสิบล้านทิ้งไป

            เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงเวลาผู้หญิงไปซื้อเสื้อผ้ากันเป็นกลุ่มแล้วชอบลองชุดให้เพื่อนดู 
 

            “แกว่าชุดนี้เหมาะกับชั้นปะ” คนลองนำเสนอด้วยความมั่นใจ

            “อีทุเรศ แกใส่มาได้ไงว่ะ ป้ามาก ไปเปลี่ยนเลย” เพื่อนสาวคนหนึ่งตะโกนตอบมา

            “แต่ชั้นว่าโออยู่นะ” หญิงสาวยืนยันกลับไป

            “ชั้นว่าไม่เหมาะกับแกว่ะ เรียบไปหน่อย” เพื่อนคนเดิมบอก (ต้องยืนยันความคิดตัวเอง เพราะพูดโดยไปแล้วโดยไม่คิด เดี๋ยวจะดูไม่ Self แต่จริงๆ ชุดนั้นก็สวยอยู่)

            “เออ ไม่เหมาะเลย” อีกคนบอกเพราะอยากให้เพื่อนเซ็กซี่ตามเทรนด์ หนุ่มๆ จะได้มองกลุ่มเธอตามเป็นมัน

            “พวกแกว่างั้นเหรอ” คนลองชุดเริ่มไม่มั่นใจ

            “เออ” สองเสียงตอบพร้อมกัน 
 

            ทำไมถึงไม่ยอมเชื่อใจตัวเองก่อนละครับ บางครั้งคนหมู่มากก็ไม่ได้ถูกเสมอไป ชาวเยอรมันหลายล้านสนับสนุนการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ชาวยิวก็ไม่ได้หมายความว่าเขาถูกต้องหรอก คนหมู่มากอาจจะผิดก็ได้ ทำไมถึงไม่ยอมเชื่อใจตัวเองก่อน คนใส่ก็คือตัวเราเอง ไม่มีใครรู้หรอกว่าชุดไหนเหมาะกับเราที่สุด แฟชั่นนั้นบางครั้งก็ต้องตาม แต่บางครั้งก็แค่รอเฉยๆ เดี๋ยวมันก็วนกลับมาใหม่

            บางชุดที่เหมาะกับชมพู่ อารียา หรือเหมาะกับณเดช ก็ไม่เหมาะกับเราหรอก ถ้าเจอชุดที่ดี คิดว่าใช่แล้วทำไม่ไม่ซื้อ แถมในอนาคตจะเป็นคำถามค้างคาใจไปตลอดว่า ถ้าวันนั้นซื้อชุดดังกล่าวมาใส่จะเป็นยังไง? อาจจะมีชายหนุ่มบางคนถูกใจเดินเข้ามาขอเบอร์ เพราะเห็นชุดแล้วเชื่อมโยงไปถึงพี่สาว น้องสาว ที่ชอบแต่งตัวเรียบๆ แบบนั้น เลยอยากชวนมาเป็นคนในครอบครัวบ้างก็ได้ แต่เพราะไม่เชื่อใจตัวเอง คู่แท้ที่จะเจอกันก็จากไปแล้วไปได้แบดบอยสุดก้าวร้าวที่ชุด xxx ไปล่อมาแทน ต้องทุกข์ทรมานไปอีก 5 ปีกว่าจะเอือมระอากับความเจ้าชู้ถึงเลิกกับมันได้

            เรื่องไอเดียดีๆ ก็เหมือนกัน บางครั้งเกิดขึ้นมาแล้วก็ต้องปกป้องและประคับประคองไปจนกว่ามันจะโต ทำให้คนไม่เชื่อเห็นว่าจริงๆ แล้วมันเป็นไปได้ สิ่งที่พวกเขาคิดผิด พวกเขาก็แค่คนที่ไม่กล้าใช้ชีวิต ไม่มีไอเดียและความคิดสร้างสรรค์ เพราะว่าเคสแบบนี้คนที่ถูกโลกจดจำได้ล้วนผ่านมาแล้วทุกคน

            และคนต่อไปก็อาจจะเป็นคุณนั่นเอง

 

 

 

            หมายเหตุ – ขณะที่ แลร์รี เพจ และเซอร์เกย์ บริน เอาไอเดียกูเกิลไปเสนอเพื่อหาผู้ร่วมทุน ไอเดียของพวกเขาถูกปฏิเสธหาว่าเป็นเพียงความคิดไร้สาระของเด็กมหาวิทยาลัยเท่านั้น