ตอนนี้ชีวิตของคุณกี่โมงแล้ว?
posted on 17 Jan 2012 11:38 by porglon in Life13 มกราคม 2555
สวัสดีกาตู้
ขอบคุณสำหรับจดหมายจากกรุงเวียนนา การได้รับจดหมายจากเพื่อนเก่าเป็นความรู้สึกที่ดี ขอบคุณอีกครั้งที่เขียนจดหมายมาหาผมด้วยความยาวถึง 2 หน้ากระดาษ ในจดหมายลงวันที่ 6 มกราคม 2555 แต่ผมเพิ่งได้อ่านเมื่อวันที่ 13 นี่เอง ขออภัยที่ตอบด้วยความล่าช้า อยากรู้เหมือนกันว่าบรรยากาศการเรียนสถาปัตยกรรมที่นั่นเป็นอย่างไร ทว่าตลอดสองหน้ากระดาษ คุณไม่ได้เล่าให้ฟังเลย แต่เข้าใจดีเรื่องนั้นเล่าให้ฟังเมื่อไหร่ก็ได้ ดังนั้นในโอกาสต่อไปถ้าพอมีเวลา ฝากคุณบ่นเรื่องราวเหล่านั้นให้ฟังสักหน่อย ถือเป็นวิทยาทานให้ผม ที่ยังคงชื่นชมงานสถาปัตยกรรมอยู่เช่นเดิม ห้าปีที่เรียนในมหาวิทยาลัยผมสนุกสนานไม่แพ้คุณ เพียงแต่ไม่สามารถเลือกเส้นทางเดินเดียวกับคุณได้ หากมีโอกาสมันก็ยังเป็นสาขาที่ผมอยากเรียนต่อถึงแม้จะไม่ได้เอามาใช้ประกอบ วิชาชีพก็ตาม
ผมยังจำวันที่เลี้ยงส่งคุณไปเวียนนาได้ดี เป็นงานเลี้ยงเล็กๆ น่ารัก ที่มีเพื่อนพ้องเพียงเจ็ดแปดคน ตอนนั้นคุณเพิ่งกลับจากสิงค์โปร์หลังจากเป็นสถาปนิกอยู่ที่นั่นสามปี ผมไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมคุณถึงเลือกเวียนนาแต่คิดว่าคงมีความเกี่ยวพันกับ ศิลปะและดนตรีคลาสสิกไม่น้อย ในรุ่นของเรานั้นผมชื่นชมคุณมาก ที่ไปทำงานเก็บเงินสามปีที่สิงค์โปร์แล้วไปตามฝันต่อที่เวียนนา และชื่นชม R อีกคนที่เป็นคนแรกที่หาทางไปสิงค์โปรก่อนใคร จนเพื่อนๆ และรุ่นน้องตามกันไปเป็นขบวน (ก่อนที่ R จะหนีไปตามฝันครั้งใหญ่ที่เยอรมัน )
ในแง่ของการใช้ชีวิต ผมยืนยันว่าพวกคุณสองคนได้ใช้ชีวิตอย่างมีเต็มที่ มีเป้าหมาย และมันส์ถึงใจที่สุดแล้ว จึงอยากให้มั่นใจในเส้นทางที่เลือกเดินต่อไป เพื่อนพ้องที่ประเทศไทยทำได้เพียงเป็นกำลังใจให้ เพราะพวกเราเองต่างต้องสู้กับทัศนคติและความเชื่อแบบดั้งเดิมของไทย ยอมรับว่ากระอักเลือดและไม่ง่ายเหมือนกัน มีหลายสิ่งที่ผมเชื่อว่าดีแต่ยังทำไม่ได้อยู่มากมาย ทำได้เพียงคล้อยตามผู้ใหญ่ไปก่อนชั่วคราว แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนผ่านในอนาคต ผมเชื่อมั่นว่าน่าจะนำสิ่งที่เคยคิด เคยเชื่อ แต่ผู้ใหญ่ไม่เชื่อกลับมาปัดฝุ่นใช้ได้
ซึ่งบางครั้งเราต้องยอมรับว่า ขณะนี้ในทุกวงการของบ้านเราเหมือนอยู่ในภาวะนิ่งเงียบมาหลายปี ทั้งวงการละคร เกมโชว์ ศิลปะ นิตยสาร ภาพยนตร์ ฟุตบอล(อันนี้หนักเลย) การเมือง(อันนี้หนักสุด) หรือแม้แต่สถาปัตยกรรม ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่า ฉายาเสือแห่งเอเชียตัวที่ห้าในสมัยก่อนจะไม่เหลือ ดูเหมือนเราจะกลายเป็นเพียงแมวตัวเล็กๆ ไปเรียบร้อยแล้ว ดีไม่ดีอาจจะแพ้เวียดนามในอนาคตก็ได้
แล้วเหตุฉะไหน พวกเราถึงต้องยอมเชื่อฟังผู้ใหญ่รุ่นก่อนหน้า(ที่ทำให้ประเทศพังและถอย หลัง)หมดหัวใจด้วยล่ะ(ขออภัยที่หัวรุนแรง) คนรุ่นผมอาจจะลืมความเจ็บปวดเรื่องการลอยเงินค่าเงินบาทในวิกฤติต้มยำกุ้ง เพราะการเอื้อประโยชน์ภายในของผู้บริหารในอดีตไปหมดแล้ว ทว่าผมยังไม่ลืมบาดแผลสาหัสครั้งนั้นและยังเป็นอุทาหรณ์อันแสบสันต์ให้เข้าใจความเป็นไทยมากขึ้น แน่นอนว่าขณะนี้ผู้ใหญ่เหล่านั้นยังมีอำนาจอยู่เยอะ แต่ข่าวล่าสุดเกี่ยวกับผู้บริหารโทรทัศน์ช่องหนึ่ง ที่ทำละครไทยให้ย่ำอยู่ กับที่มาหลายสิบปีถูกปลดจากหน้าที่ ก็เป็นแสงสว่างอย่างหนึ่งที่ทำให้ผมเชื่อว่าหากคนรุ่นใหม่พร้อมที่จะอดทนรอ มันก็พอมีโอกาสในอนาคต เช่นเดียวกันที่ผมฝากความหวังว่าคุณและ R กลับมาจะมาช่วยกันต่อสู้กับระบบและวัฒนธรรมดั้งเดิม อะไรที่ควรคงอยู่ก็คงอยู่ อะไรที่ควรปรับมันก็ควรปรับ อย่าให้มันไร้ความหวังแบบนี้เลย
นอกเรื่องไปไกลกลับมาที่เรื่องของคุณดีกว่า (เดี๋ยวจะเครียดเกินไป) คุณเล่าว่าช่วงที่ผ่านมาเป็นช่วงที่คุณสมองดับคิดอะไรไม่ออก งานออกแบบไม่เดิน ไม่แน่ใจว่าเกี่ยวกับ mid life crisis? หรือเปล่า ตอบตามตรง ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าใช่หรือไม่ บอกได้แค่ว่าอายุ 29 เป็นช่วงสำคัญ เป็นช่วงเวลาที่เจ้าชายสิทธัตถะตั้งคำถามกับชีวิตแล้วหนีออกไปแสวงหาความ จริง เป็นช่วงที่ลุงมูราคามิออกหนังสือเล่มแรกในชีวิต เป็นช่วงที่สตีฟ จอบส์มีปัญหาใหญ่ที่แอปเปิลก่อนเขียนจดหมายลาออก เป็นช่วงที่พี่คุ่นปราบดาได้รางวัลซีไรท์ เป็นช่วงที่คุณคริสหอวังโด่งดังเป็นพลุดแตกกับรถไฟฟ้ามาหานะเธอ เป็นช่วงที่ผู้หญิงทุกคนเริ่มคิดเรื่องการแต่งงาน เป็นช่วงที่คุณไปเวียนนา เป็นช่วงที่โอเมก้าเพื่อนของเราออก ‘เจระข้อ’และได้เป็น นักวาดการ์ตูนตามที่ฝันไว้
ช่วงนี้มันคงเป็นช่วงที่ทำให้เรากลับมาทบทวนชีวิต ว่าช่วงที่ผ่านมาใช้ชีวิตกันยังไง เหมือนจะเป็นช่วงเวลาที่หลายคนประสบความสำเร็จในชีวิตไปเรียบร้อยแล้ว แต่ทว่าเราล่ะทำไมยังดูว่างเปล่ากันอยู่ ในเรื่องนี้ผมอาจจะไม่มีคำตอบดีๆ หากไม่ได้อ่านหนังสือที่กำลังทำที่ชื่อ ‘เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด’ (งานแปลจากเกาหลี เขียนโดย อ.คิมรันโด) ที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการค้นหาตัวเองของเด็กหนุ่มสาววัย 20 ปี มีบทหนึ่งที่เอาชีวิตของคนเราไปเปรียบเทียบกับนาฬิกาในหนึ่งวัน โดยให้ทุกคนมีค่าเฉลี่ยชีวิตอยู่ที่ 80 ปีและตั้งคำถามว่า ขณะนี้ชีวิตของคุณกี่โมงแล้ว ซึ่งอยู่ในบทแรก “นาฬิกาชีวิต: ตอนนี้ชีวิตของคุณกี่โมงแล้ว” สรุปได้ประมาณว่า
ถ้าหากตอนนี้คุณอายุ 20 ปี นาฬิกาชีวิตของคุณจะอยู่ที่ 6 โมงเช้า เป็นช่วงเวลาที่พระอาทิตย์เพิ่งขึ้นพอดี
ถ้าคุณอายุ 30 ปีนาฬิกาชีวิตของคุณจะอยู่ที่ 9 โมงเช้า เป็นเวลาของการเริ่มทำงาน
ถ้าคุณอายุ 40 ปีนาฬิกาชีวิตของคุณจะอยู่ตอนเที่ยงตรง เป็นช่วงเวลาพักสั้นๆ ก่อนกลับไปสู่กับชีวิตอีกครั้ง
ถ้าคุณอายุ 60 ปี นาฬิกาชีวิตจะอยู่ที่ 6 โมงเย็น เป็นช่วงเวลาหลักเลิกงาน สามารถมองเห็นพระอาทิตย์กำลังอัสดง
และถ้าคุณอายุ 70 ปีจะเป็นช่วงเวลาสามทุ่มที่คุณเตรียมตัวเข้านอน....
จากการเปรียบเทียบที่เข้าใจง่ายนี้จะพบว่า ทุกคนมีเวลาให้ค้นหาตัวเองและตามหาความฝันได้มากกว่าที่คิดไว้ เพราะถ้าคุณอายุ 30 ปีขณะนี้เพิ่งจะเป็นเวลาช่วงเช้าเอง
ดังนั้นจึงไม่มีอะไรต้องเครียด ไม่มีอะไรต้องกังวล อายุ 29 นั้น วัยหนุ่มเพิ่งเริ่มต้นเองนะครับกาตู้
ด้วยรักและมิตรภาพอันงดงาม
พอกลอน ซาเสียง
ปล. ส่วนที่คุณตั้งข้อสงสัยอีกสองเรื่องไว้ตอบฉบับหน้านะครับ
///////////////
หมายเหตุ - ช่วงนี้ไม่ได้เขียนบทความอะไรเลยครับ (จึงไม่มีเรื่องอัพบล็อกนั่นเอง) แต่คิดว่าจดหมายฉบับนี้จะมีประโยชน์บ้าง โดยเฉพาะแนวคิดสั้นๆ ของ อ. คิมรันโด ที่เขียนหนังสือตีแสกหน้าประเทศเกาหลีเรื่องการตามหาความฝันและการประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว(ที่กลายเป็นกระแสและสร้างความป่วยไข้ให้นักศึกษาจำนวนมากของประเทศ) เพราะอ.คิมรันโด เชื่อว่าทุกคนล้วนมีช่วงเวลาผลิบานต่างกันเหมือนดอกไม้แต่ละชนิด ที่จะบานเฉพาะในเดือนของตน จนหนังสือเล่มนี้กลายเป็นหนังสือที่นักศึกษาเกาหลียกให้เป็นหนังสืออันดับหนึ่งในดวงใจ (เมื่อปีที่แล้ว)