13 มกราคม 2555

สวัสดีกาตู้

 


            ขอบคุณสำหรับจดหมายจากกรุงเวียนนา การได้รับจดหมายจากเพื่อนเก่าเป็นความรู้สึกที่ดี ขอบคุณอีกครั้งที่เขียนจดหมายมาหาผมด้วยความยาวถึง 2 หน้ากระดาษ ในจดหมายลงวันที่ 6 มกราคม 2555 แต่ผมเพิ่งได้อ่านเมื่อวันที่ 13 นี่เอง ขออภัยที่ตอบด้วยความล่าช้า อยากรู้เหมือนกันว่าบรรยากาศการเรียนสถาปัตยกรรมที่นั่นเป็นอย่างไร ทว่าตลอดสองหน้ากระดาษ คุณไม่ได้เล่าให้ฟังเลย แต่เข้าใจดีเรื่องนั้นเล่าให้ฟังเมื่อไหร่ก็ได้ ดังนั้นในโอกาสต่อไปถ้าพอมีเวลา ฝากคุณบ่นเรื่องราวเหล่านั้นให้ฟังสักหน่อย ถือเป็นวิทยาทานให้ผม ที่ยังคงชื่นชมงานสถาปัตยกรรมอยู่เช่นเดิม ห้าปีที่เรียนในมหาวิทยาลัยผมสนุกสนานไม่แพ้คุณ เพียงแต่ไม่สามารถเลือกเส้นทางเดินเดียวกับคุณได้ หากมีโอกาสมันก็ยังเป็นสาขาที่ผมอยากเรียนต่อถึงแม้จะไม่ได้เอามาใช้ประกอบ วิชาชีพก็ตาม

            ผมยังจำวันที่เลี้ยงส่งคุณไปเวียนนาได้ดี เป็นงานเลี้ยงเล็กๆ น่ารัก ที่มีเพื่อนพ้องเพียงเจ็ดแปดคน ตอนนั้นคุณเพิ่งกลับจากสิงค์โปร์หลังจากเป็นสถาปนิกอยู่ที่นั่นสามปี ผมไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมคุณถึงเลือกเวียนนาแต่คิดว่าคงมีความเกี่ยวพันกับ ศิลปะและดนตรีคลาสสิกไม่น้อย ในรุ่นของเรานั้นผมชื่นชมคุณมาก ที่ไปทำงานเก็บเงินสามปีที่สิงค์โปร์แล้วไปตามฝันต่อที่เวียนนา และชื่นชม R อีกคนที่เป็นคนแรกที่หาทางไปสิงค์โปรก่อนใคร จนเพื่อนๆ และรุ่นน้องตามกันไปเป็นขบวน (ก่อนที่ R จะหนีไปตามฝันครั้งใหญ่ที่เยอรมัน )

            ในแง่ของการใช้ชีวิต ผมยืนยันว่าพวกคุณสองคนได้ใช้ชีวิตอย่างมีเต็มที่ มีเป้าหมาย และมันส์ถึงใจที่สุดแล้ว จึงอยากให้มั่นใจในเส้นทางที่เลือกเดินต่อไป เพื่อนพ้องที่ประเทศไทยทำได้เพียงเป็นกำลังใจให้ เพราะพวกเราเองต่างต้องสู้กับทัศนคติและความเชื่อแบบดั้งเดิมของไทย ยอมรับว่ากระอักเลือดและไม่ง่ายเหมือนกัน มีหลายสิ่งที่ผมเชื่อว่าดีแต่ยังทำไม่ได้อยู่มากมาย ทำได้เพียงคล้อยตามผู้ใหญ่ไปก่อนชั่วคราว แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนผ่านในอนาคต ผมเชื่อมั่นว่าน่าจะนำสิ่งที่เคยคิด เคยเชื่อ แต่ผู้ใหญ่ไม่เชื่อกลับมาปัดฝุ่นใช้ได้

            ซึ่งบางครั้งเราต้องยอมรับว่า ขณะนี้ในทุกวงการของบ้านเราเหมือนอยู่ในภาวะนิ่งเงียบมาหลายปี ทั้งวงการละคร เกมโชว์ ศิลปะ นิตยสาร ภาพยนตร์ ฟุตบอล(อันนี้หนักเลย) การเมือง(อันนี้หนักสุด) หรือแม้แต่สถาปัตยกรรม ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่า ฉายาเสือแห่งเอเชียตัวที่ห้าในสมัยก่อนจะไม่เหลือ ดูเหมือนเราจะกลายเป็นเพียงแมวตัวเล็กๆ ไปเรียบร้อยแล้ว ดีไม่ดีอาจจะแพ้เวียดนามในอนาคตก็ได้


            แล้วเหตุฉะไหน พวกเราถึงต้องยอมเชื่อฟังผู้ใหญ่รุ่นก่อนหน้า(ที่ทำให้ประเทศพังและถอย หลัง)หมดหัวใจด้วยล่ะ(ขออภัยที่หัวรุนแรง) คนรุ่นผมอาจจะลืมความเจ็บปวดเรื่องการลอยเงินค่าเงินบาทในวิกฤติต้มยำกุ้ง เพราะการเอื้อประโยชน์ภายในของผู้บริหารในอดีตไปหมดแล้ว ทว่าผมยังไม่ลืมบาดแผลสาหัสครั้งนั้นและยังเป็นอุทาหรณ์อันแสบสันต์ให้เข้าใจความเป็นไทยมากขึ้น แน่นอนว่าขณะนี้ผู้ใหญ่เหล่านั้นยังมีอำนาจอยู่เยอะ แต่ข่าวล่าสุดเกี่ยวกับผู้บริหารโทรทัศน์ช่องหนึ่ง ที่ทำละครไทยให้ย่ำอยู่ กับที่มาหลายสิบปีถูกปลดจากหน้าที่ ก็เป็นแสงสว่างอย่างหนึ่งที่ทำให้ผมเชื่อว่าหากคนรุ่นใหม่พร้อมที่จะอดทนรอ มันก็พอมีโอกาสในอนาคต เช่นเดียวกันที่ผมฝากความหวังว่าคุณและ R กลับมาจะมาช่วยกันต่อสู้กับระบบและวัฒนธรรมดั้งเดิม อะไรที่ควรคงอยู่ก็คงอยู่ อะไรที่ควรปรับมันก็ควรปรับ อย่าให้มันไร้ความหวังแบบนี้เลย

            นอกเรื่องไปไกลกลับมาที่เรื่องของคุณดีกว่า (เดี๋ยวจะเครียดเกินไป) คุณเล่าว่าช่วงที่ผ่านมาเป็นช่วงที่คุณสมองดับคิดอะไรไม่ออก งานออกแบบไม่เดิน ไม่แน่ใจว่าเกี่ยวกับ mid life crisis? หรือเปล่า ตอบตามตรง ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าใช่หรือไม่ บอกได้แค่ว่าอายุ 29 เป็นช่วงสำคัญ เป็นช่วงเวลาที่เจ้าชายสิทธัตถะตั้งคำถามกับชีวิตแล้วหนีออกไปแสวงหาความ จริง เป็นช่วงที่ลุงมูราคามิออกหนังสือเล่มแรกในชีวิต เป็นช่วงที่สตีฟ จอบส์มีปัญหาใหญ่ที่แอปเปิลก่อนเขียนจดหมายลาออก เป็นช่วงที่พี่คุ่นปราบดาได้รางวัลซีไรท์ เป็นช่วงที่คุณคริสหอวังโด่งดังเป็นพลุดแตกกับรถไฟฟ้ามาหานะเธอ เป็นช่วงที่ผู้หญิงทุกคนเริ่มคิดเรื่องการแต่งงาน เป็นช่วงที่คุณไปเวียนนา เป็นช่วงที่โอเมก้าเพื่อนของเราออก ‘เจระข้อ’และได้เป็น นักวาดการ์ตูนตามที่ฝันไว้

            ช่วงนี้มันคงเป็นช่วงที่ทำให้เรากลับมาทบทวนชีวิต ว่าช่วงที่ผ่านมาใช้ชีวิตกันยังไง เหมือนจะเป็นช่วงเวลาที่หลายคนประสบความสำเร็จในชีวิตไปเรียบร้อยแล้ว แต่ทว่าเราล่ะทำไมยังดูว่างเปล่ากันอยู่ ในเรื่องนี้ผมอาจจะไม่มีคำตอบดีๆ หากไม่ได้อ่านหนังสือที่กำลังทำที่ชื่อ ‘เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด’ (งานแปลจากเกาหลี เขียนโดย อ.คิมรันโด) ที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการค้นหาตัวเองของเด็กหนุ่มสาววัย 20 ปี มีบทหนึ่งที่เอาชีวิตของคนเราไปเปรียบเทียบกับนาฬิกาในหนึ่งวัน โดยให้ทุกคนมีค่าเฉลี่ยชีวิตอยู่ที่ 80 ปีและตั้งคำถามว่า ขณะนี้ชีวิตของคุณกี่โมงแล้ว ซึ่งอยู่ในบทแรก “นาฬิกาชีวิต: ตอนนี้ชีวิตของคุณกี่โมงแล้ว” สรุปได้ประมาณว่า

            ถ้าหากตอนนี้คุณอายุ 20 ปี นาฬิกาชีวิตของคุณจะอยู่ที่ 6 โมงเช้า เป็นช่วงเวลาที่พระอาทิตย์เพิ่งขึ้นพอดี

            ถ้าคุณอายุ 30 ปีนาฬิกาชีวิตของคุณจะอยู่ที่ 9 โมงเช้า เป็นเวลาของการเริ่มทำงาน

            ถ้าคุณอายุ 40 ปีนาฬิกาชีวิตของคุณจะอยู่ตอนเที่ยงตรง เป็นช่วงเวลาพักสั้นๆ ก่อนกลับไปสู่กับชีวิตอีกครั้ง    

            ถ้าคุณอายุ 60 ปี นาฬิกาชีวิตจะอยู่ที่ 6 โมงเย็น เป็นช่วงเวลาหลักเลิกงาน สามารถมองเห็นพระอาทิตย์กำลังอัสดง

            และถ้าคุณอายุ 70 ปีจะเป็นช่วงเวลาสามทุ่มที่คุณเตรียมตัวเข้านอน....


            จากการเปรียบเทียบที่เข้าใจง่ายนี้จะพบว่า ทุกคนมีเวลาให้ค้นหาตัวเองและตามหาความฝันได้มากกว่าที่คิดไว้ เพราะถ้าคุณอายุ 30 ปีขณะนี้เพิ่งจะเป็นเวลาช่วงเช้าเอง

            ดังนั้นจึงไม่มีอะไรต้องเครียด ไม่มีอะไรต้องกังวล อายุ 29 นั้น วัยหนุ่มเพิ่งเริ่มต้นเองนะครับกาตู้

       


ด้วยรักและมิตรภาพอันงดงาม
พอกลอน ซาเสียง

 

ปล. ส่วนที่คุณตั้งข้อสงสัยอีกสองเรื่องไว้ตอบฉบับหน้านะครับ

///////////////

หมายเหตุ - ช่วงนี้ไม่ได้เขียนบทความอะไรเลยครับ (จึงไม่มีเรื่องอัพบล็อกนั่นเอง) แต่คิดว่าจดหมายฉบับนี้จะมีประโยชน์บ้าง โดยเฉพาะแนวคิดสั้นๆ ของ อ. คิมรันโด ที่เขียนหนังสือตีแสกหน้าประเทศเกาหลีเรื่องการตามหาความฝันและการประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว(ที่กลายเป็นกระแสและสร้างความป่วยไข้ให้นักศึกษาจำนวนมากของประเทศ) เพราะอ.คิมรันโด เชื่อว่าทุกคนล้วนมีช่วงเวลาผลิบานต่างกันเหมือนดอกไม้แต่ละชนิด ที่จะบานเฉพาะในเดือนของตน จนหนังสือเล่มนี้กลายเป็นหนังสือที่นักศึกษาเกาหลียกให้เป็นหนังสืออันดับหนึ่งในดวงใจ (เมื่อปีที่แล้ว)

 

 

“ปีหน้าฉันจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง” เป็นปณิธานที่เรามักใช้ในวันปีใหม่ จดใส่สมุดบันทึกบ้าง เขียนแปะข้างฝาบ้าง จดใส่ปฏิทินบ้าง สัญญากับตัวเองว่าเราจะทำสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นกับชีวิต ทั้งในเรื่องเล็กและเรื่องใหญ่  เช่น

“ฉันจะลดน้ำหนักให้ได้”

“ฉันจะตั้งใจเรียนมากขึ้น”

“ฉันจะขยันทำงาน”

“ฉันจะเล่นเกมน้อยลง”

“ฉันจะเขียนบันทึกทุกวัน”

“ฉันจะจดบัญชีรายรับ-จ่าย

“ฉันจะไม่โกรธหรือหงุดหงิดง่ายอีกต่อไป”

“ฉันจะไม่เอาแต่ใจ”             

“ฉันจะเก็บเงินจริงจัง”

“ฉันจะทำฝันให้เป็นจริง”

“ฉันจะเขียนหนังสือสักเล่ม”

“ฉันจะเปลี่ยนงานใหม่”

“ฉันจะมีแฟนสักคน”

“ฉันจะไปเที่ยวต่างประเทศ”

“ฉันจะวาดการ์ตูนให้จบสักเรื่อง”

“ฉันจะเรียนต่อปริญญาโท”

“ฉันจะยิ้มบ่อยๆ”

“ฉันจะอารมณ์ดีมากขึ้น”

“ฉันจะไปวิ่งทุกเสาร์อาทิตย์”

“ฉันจะเลิกบุหรี่”

“ฉันจะเลิกจับผิดคนอื่น”

“ฉันจะมองโลกในแง่ดี”

“ฉันจะ... ฉันจะ... และฉันจะ....”

 

เชื่อไหมครับว่าเราเขียนสิ่งนี้กันมาทุกปี ตั้งใจจะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในชีวิต แต่สุดท้ายแล้วไม่เคยสำเร็จเลย เพราะทำไปได้แค่ 3 วัน 7 วัน หรือ 15 วันก็มีอันต้องล้มเลิกไปก่อน แถมปลอบใจตัวเองด้วยว่า “ไม่เป็นไรหรอกนา ปีหน้าค่อยเอาใหม่” ทว่าปีหน้าก็เข้าสูตรเดิมอีก คือ ตั้งปนิธารอย่างแรงกล้าในวันสิ้นปี แต่ลงมือทำไปได้แค่ 3 วันแล้วก็ล้มเลิก เป็นอย่างนี้กันทุกปี

บางคนอายุยังน้อยก็พอบอกกับตัวเองได้ว่ายังมีเวลาเหลือเฟือ

แต่สำหรับบางคน (โดยเฉพาะคนที่อายุ 29 ปีขึ้นไป) เราใช้ข้ออ้างเหล่านั้นไม่ได้อีกต่อไปแล้วนะครับ เพราะสิบปีที่ผ่านมา การปลอบใจตัวเองว่ายังมีเวลาเหลือเฟือไม่เคยช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย และหากยังเป็นแบบนี้ต่อไป อีกสิบปีข้างหน้าก็คงไม่ต่างไปจากเดิม

แต่ช่วงเวลาแห่งความล้มเหลวมักสอนอะไรดีๆ ให้เราเสมอ เพราะคนที่ประสบความสำเร็จหลายคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ช่วงเวลาแห่งความล้มเหลว เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด

และนี่คือ 8 หัวข้อที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงตัวเองในวันปีใหม่ไม่สำเร็จครับ

 

1)      เยอะเกินไป

เป้าหมายปีใหม่ของบางคนเยอะจนจดใส่กระดาษเอสี่ไม่หมด เขียนยาวยิ่งกว่าสารบัญหนังสืออีก ทั้งที่เยอะขนาดนั้นน่าจะจัดให้เป็นเป้าหมายชีวิตในระยะยาวมากกว่า ดังนั้นเป้าหมายปีใหม่ควรคัดเลือกเน้นๆ ระหว่าง 1-3 ข้อ ถ้าใครยิ่งมีน้อย โอกาสทำได้จริงก็สูงมาก เพราะได้โฟกัสเป็นข้อๆ มากกว่า

แต่ถ้าใครเ ขียนแค่ 1-3 ข้อไม่ได้จริงๆ เพราะเป็นสายเยอะ ทำอะไรต้องเยอะตลอด แนะนำให้คัดไว้ 10 ข้อ โดยแบ่งเป็น  ง่าย  3 กลาง 3 ยาก 3 โคตรยาก 1 ครับ

 

2)      ยากเกินไป

เป้าหมายปีใหม่บางคนใหญ่ระดับเดียวกับความฝันชิ้นเอก ที่บางครั้งต้องใช้เวลาบ่มเพาะเหมือนปลูกมะม่วงที่ 10 ปีถึงให้ผล ดังนั้นต้องระวังให้ดี ต้องจัดหมวดหมู่ให้ถูก ที่จริงเป้าหมายปีใหม่ควรมีขนาดกำลังดี ไม่ยากเกินไป สามารถทำได้จริงระยะสั้นเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ชีวิตครับ

 

3)      ทำต่อเนื่องน้อยเกินไป

เมื่อเราเขียนเป้าหมายที่จะทำได้แล้วประมาณสัก 1-3 ข้อ ด่านต่อไปที่ต้องผ่านให้ได้คือ หลังปีใหม่จะทำได้สักกี่วัน? เช่น จะจดบัญชีรายรับ-จ่ายได้กี่วัน? จะวิ่งได้กี่วัน? จะลดชั่วโมงเล่นเกมได้กี่วัน? ด่านนี้คนส่วนใหญ่จะทำได้ประมาณ 3-15 วัน ก็จะเริ่มแพ้ภัยตัวเอง เพราะด้านมืดในตัวมันจะมากระซิบข้างหูว่า “เลิกเถอะ” “เลิกดีกว่า” “ทำไปเดี๋ยวก็ล้มเหลวเหมือนเดิม” “เลิกตอนนี้เลยดีกว่าไม่ต้องอดทนไปอีกเป็นเดือนๆ หรอก” ฯลฯ

แต่ถ้าใครทำเป้าหมายต่อเนื่องมาถึงจุดนี้ได้ อันดับแรกอยากบอกว่า ยินดีด้วยครับ คุณเดินทางมาถึงประตูด่านสุดท้ายแล้ว แม้คุณจะคิดว่าเร็วเกินไปและมองไม่เห็นความต่างว่ามาถึงเมื่อไหร่ แต่นี่คือด่านสุดท้ายจริงๆ ครับ ถ้าคุณยอมแพ้และล้มเลิกทุกอย่างก็จะเหมือนเดิม และคุณจะจินตนาการไปเองว่าหนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล แต่ถ้าคุณอดทนทำต่ออีกสักหน่อยโดยไม่ฟังเสียงกระซิบไร้ที่มานั้นจะพบว่า ด่านสุดท้ายอยู่ตรงนี้เอง แค่มีอะไรบางอย่างมาบังตาไว้ไม่ให้เรารู้ว่าเราเดินมาสุดทางแล้ว แถมพอมาถึงกลับมีเสียงกระซิบชักชวนให้เราไม่ไปต่ออีก

ตำราฝรั่งจึงบอกว่าให้อดทนทำไปให้ครบ 21 วัน (จากกฎ 21 วัน) เพราะผลการวิจัยบอกว่า การที่คนๆ หนึ่งทำสิ่งเดิมซ้ำๆ กัน 21 วันมันจะกลายเป็นนิสัยใหม่ที่ติดตัวไปตลอด แต่เท่าที่สังเกตุดู ผมว่าถ้าทำต่อเนื่องกัน 30 วันจะดีที่สุด ชัวร์กว่า ดังนั้นถ้าต้องการผ่านด่านนี้ไม่มีอะไรมากครับ นอกจากอดทนทำให้ครบ 30 วัน ถ้าข้ามผ่านมาได้รับรองว่า วันที่ 31 พอไม่ทำ ร่างกายมันจะงงๆ แล้วเราจะรู้สึกว่าลืมทำอะไรสักอย่างไป

 

4)      เนี๊ยบเกินไป

จากข้อสาม บางครั้งมันก็พลาดได้ครับ อาจลืมทำไปสักวันสองวันเพราะมีเรื่องฉุกละหุก เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นได้ แนะนำว่า อย่าคิดว่ามันต้องเพอร์เฟค หากพลาดเพราะสุดวิสัยจริงๆ ต้องกลับมาให้ได้ครับ ขอเพียงแค่เริ่มทำใหม่อีกครั้ง ไอ้ที่สะสมไว้มันไม่หายไปไหนหรอก ต่อมันให้ติด หลายคนจะล้มเลิกเพราะคิดว่าถ้าไม่เพอร์เฟคแล้วจะล้มเหลว อันนี้ไม่จริงครับ

 

5)      เตะตาน้อยเกินไป

บางทีแค่จดใส่สมุดมันไม่พอ ต้องเขียนเป้าหมายสีแดงตัวโตๆ แปะฝาห้อง ให้ตื่นมาเจอทุกๆ เช้า แบบในการ์ตูน มุ่งหน้าสู่โคชิเอ็ง หรืออินเตอร์ไฮก็ว่ากันไป

 

6)      มารผจญเยอะเกินไป

นอกจากเสียงกระซิบภายในตัวเองที่จะคอยขัดขวางไม่ให้เราเปลี่ยนแปลงตัวเองแล้ว เท่าที่สังเกตมาเวลาตั้งใจทำอะไรดีๆ มักจะมีอุปสรรคเข้ามาเป็นระลอก ทำให้สิ่งที่มุ่งหวังไปไม่ถึงไหนสักที ทั้งจากคนในครอบครัวที่จะต้องมีงานด่วนเข้ามาให้ทำ ทั้องจากเพื่อนที่จะชวนไปเที่ยว ทั้งจากแฟนที่มาทะเลาะกันในช่วงนี้ ทั้งจากปัญหาเก่าที่ย้อนมาให้สะสาง ฯลฯ อยากให้ทำใจไว้เลยครับว่าพวกเขามาแน่ๆ มาเป็นระลอก ยังไงถ้าพี่อุปสรรคเค้ามาให้ยิ้มรับและบอกเค้าไปเลยว่า “อันแน่ รู้นะว่าพี่จะมา”

 

7)      เหงาเกินไป

หลายกิจกรรมในโลกคนเยอะยิ่งสนุกครับ ยกตัวอย่างเช่น ผับไหนยิ่งแน่นคนยิ่งไป บล็อคไหนคนอ่านเยอะคนยิ่งเข้า คนเราเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่โคตรเหงาครับ ดังนั้น ถ้าตั้งปณิธานคนเดียวมันเหงาไป แนะนำให้หาเพื่อนร่วมปณิธาน แต่ถ้าไม่รู้จะไปตะโกนบอกใครว่าปีหน้าฉันจะเปลี่ยนแปลงอะไร กล่องสี่เหลี่ยมด้านล่างของบล็อกนี้ตะโกนได้เต็มที่ครับ แล้วปีหน้ากลับมาดูกันอีกทีว่าทำได้ไหม ถ้าตั้งเป้าหมายสิบข้อ ทำได้สักครึ่งหนึ่งก็น่ายินดีแล้วครับ

 

8)      แบ่งเวลาให้มันน้อยไป

วันหนึ่งๆ เราใช้เวลาเพื่อเรียน ทำงาน เดินทาง เล่น ให้เพื่อน คนรัก ทีวี เฟซบุ๊คส์ โทรศัพท์ กันวันละหลายชั่วโมง จะมีสักชั่วโมงไหมที่เราแบ่งมาให้ตัวเอง จัดสรรเวลาเพียงวันละ 1 ชั่วโมงเพื่อมาทำในสิ่งที่อยากทำ เพียงแค่วันละ 1 ชั่วโมงสั้นๆ เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่เราจะได้ไม่เป็นคนอายุ 30 ที่เสียดายช่วงอายุ 20 หรือคนอายุ 40 ที่เสียดายช่วงอายุ 30 ครับ

 

ยังไงก็ขอให้ทุกคนเปลี่ยนแปลงตัวเองได้สำเร็จตามที่หวังนะครับ เป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้

สวัสดีปีใหม่ สุขสันต์ปีที่ตลกที่สุด สองฮ่าฮ่าฮ่า ครับ:)

ตอบคำถามจากทางบ้าน

posted on 19 Dec 2011 15:14 by porglon  in Life-Books

            แอบตามอ่านมาเงียบๆ สักพักแล้วค่ะ ขอถามพี่นิดนึงนะคะ อันนี้อยากรู้จริงๆ และอัดอั้นไม่รู้จะไปถามใคร หนูอยากรู้ว่าช่วงงานหนังสือ สำนักพิมพ์ทำอะไรกันบ้างเหรอคะ เอาแบบกองบรรณาธิการน่ะค่ะ ไม่ใช่ฝ่ายขาย เคยไปทำพาร์ทไทม์มาพอนึกภาพออกบ้าง (ชอบหนังสือมากจริงๆ ค่ะ 55) แต่ไม่เข้าใจว่าช่วงงานหนังสือกองบอกอเค้าทำอะไรจริงๆ ค่ะ ได้ข่าวมาว่ายุ่งมาก ยุ่งนี่คือทำอะไรบ้างคะ พิมพ์หนังสือ พิจารณาต้นฉบับ หรืออะไร ไม่รู้จริงๆ 

            แล้วก็อยากรู้เรื่องเกี่ยวกับการทำหนังสือด้วยค่ะ พวกขั้นตอนเค้าทำกันยังไง ถ้าพี่ว่างๆ มีเวลามานั่งเล่าก็ดีนะคะ ชอบอ่านที่พี่เขียนมากเลยค่ะ ภาษาสละสลวย อ่านง่าย แอบฮาในบางที ที่พูดมาคือเสนอเป็นไอเดียเฉยๆ นะคะ เผื่อพี่ไม่มีอะไรจะเขียน แต่ถ้าเขียนไปแล้วหนูก็ขอโทษด้วยนะคะ เพราะหนูหาไม่เจอ เอนทรี่พี่เยอะมาก โฆษณาหนังสือก็เยอะอ่ะ (อุ๊ย ไม่ได้ว่านะคะไม่ได้ว่า หนังสือที่พี่ทำหนูก็อ่านค่ะ แหะๆ) ยังไงจะตามอ่านต่อไปนะคะ :)

ความลับจุ๊ๆ 

 

................

 

 สวัสดีน้องความลับจุ๊ๆ ครับ

 

            ตอบเลยก็แล้วกันเน้อ

            เหตุที่ช่วงงานหนังสือหลายๆ สำนักพิมพ์ยุ่งเพราะต้องเร่งปิดต้นฉบับให้ทันกำหนดครับ เรียกเป็นช่วงนรกแตกก็พอได้ เพราะทุกสนพ.มักเลือกออกหนังสือใหม่กันช่วงนี้ ถ้ากำหนดการของงานออกมาแล้ว ยังไงก็ต้องปิดเล่มให้ทันงานก่อนสัก 2-3 อาทิตย์เป็นอย่างต่ำ เพราะต้องเผื่อเวลาให้โรงพิมพ์พิมพ์งานออกมาเพื่อส่งไปยังศูนย์สิริกิตติ์ แต่ว่าในช่วงนี้เองโรงพิมพ์เกือบทุกแห่งก็จะเจอภาวะงานล้นจนต้องทำงาน 24 ชั่วโมง ดังนั้นโอกาสหนังสือเลทก็มีสูง หนังสือหลายเล่มจากหลายสำนักพิมพ์จึงเข้าไม่ทันงานวันแรก ทางสนพ.เอง ที่ประกอบไปด้วย บรรณาธิการสนพ.  ผู้ช่วยบรรณาธิการ บรรณาธิการเล่ม กองบรรณาธิการ พิสูจน์อักษร ศิลปกรรม นักออกแบบปก และนักวาดภาพประกอบ จึงต้องเร่งทำงานให้ทันเวลา

            แต่ว่าน้องความลับจุ๊ๆ คงมีคำถามในใจว่า ทำไมไม่ทำงานเตรียมไว้ล่วงหน้าล่ะ น่าจะง่ายกว่าตั้งเยอะ? เรื่องนี้ก็ตอบได้ว่ามันแล้วแต่เล่มไป เพราะต้นฉบับบางเรื่องก็พร้อม ต้นฉบับบางเรื่องก็ไม่พร้อม เล่มไหนพร้อมก็ดีไป เล่มไหนไม่พร้อมก็ลำบาก ซึ่งมันมาจากหลายสาเหตุ ทั้งจากนักเขียน นักแปล บรรณาธิการเล่ม หรือกราฟิก อย่างเช่น นักเขียนส่งงานไม่ทันกำหนดเดิม บรรณาธิการแก้เยอะเกินไปต้องส่งกลับไปให้นักเขียนดูอีกหลายรอบ ซับเอดิเตอร์ไม่เห็นด้วยกับบรรณาธิการ หรือบก.ส่งงานให้คนวาดภาพประกอบช้า นักแปลมือใหม่แปลไม่ทัน ยังขาดบทสุดท้ายขอทดเวลาบาดเจ็บ ฟอนต์กระโดดเพราะจ้างฟรีแลนซ์มาเลย์งานเลยต้องแก้ใหม่หมด บรรณาธิการไม่ชอบเลย์เอ้าท์ขอปรับอีกนิด กราฟิกดีไซน์ไม่ยอมบอกว่าสวยแล้วไม่ปรับให้หรอก หลังจากนั้นแทนที่จะได้ทำงานก็ดราม่าพาราเซตตามอลกันไป พิสูจน์อักษรก็รอว่าเมื่อไหร่จะปริ๊นมาให้อ่านได้สักที แทนที่จะได้อ่าน 5-6 รอบ ก็เหลือแค่ 3 รอบ แล้วงานพิสูจน์อักษรนั้นก็เป็นงานที่ยากมากกก (ปิดทองหลังพระสุดๆ) เพราะถ้าไม่เว้นระยะเวลาอ่านให้พอดี สายตาคนเรามักจะจับผิดไม่ได้ ยิ่งรีบจะยิ่งแย่  เพราะมันจะชินกับของเดิมทีเคยอ่านไป ยิ่งรีบมันจะยิ่งหลุด หรืออีกกรณีอย่าง ปกที่ทำเสร็จแล้วบรรณาธิการกับฝ่ายศิลป์ถูกใจมาก สวยสุดๆ ใครเห็นก็กรี๊ดแน่ๆ ทว่าท่านผู้บริหารหรือเจ้าของสนพ. บางแห่งบอกว่าไม่ชอบ ไม่เอา เปลี่ยนให้หน่อยสิ งานนี้ก็ยาวเลย ดราม่าพาราเซตามอลกันไปอีก โทรหานักออกแบบปกกันทันที ไม่รู้จะพาราเซตามอลกันอีกรอบไหม  ในขณะที่งานหนังสือก็ใกล้เข้ามาแล้ว ฯลฯ

            ดังนั้นช่วงนี้สำหรับสำนักพิมพ์ส่วนใหญ่ของบ้านเราจึงไม่มีการพิจารณาต้นฉบับใดๆ ทั้งสิ้นนะครับ เพราะบรรณาธิการไม่ว่าง ยกเว้น สนพ.แจ่มใส่+เอนเตอร์บุ๊คส์ที่เป็นสนพ.เดียวที่มีกองบรรณาธิการคัดสรรต้นฉบับคอยดูแลส่วนนี้อยู่(เท่าที่รู้มา)

            ส่วนเรื่องเกี่ยวกับการทำหนังสือและขั้นตอนต่างๆ ขอยกยอดไว้โอกาสต่อไปนะครับ

            ขอบคุณที่ชอบหนังสือ และถามมาครับ ยินดีตอบให้เสมอ :)

            

            ตอนเป็นเด็กเราจะรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเชื่องช้าเหมือนแมวบิดขี้เกียจ แต่พอเป็นนักศึกษาเราจะรู้สึกว่าเวลา 4 ปีในมหาวิทายาลัยนั้นแค่แป๊บเดียวเอง "ใช้ชีวิตให้คุ้ม" จึงเป็นคำแนะนำสุดฮิตในช่วงเวลานั้น อยากทำอะไรทำ อยากเป็นอะไรเป็น อยากฝึกอะไรฝึก เก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้มากที่สุด ทั้งในและนอกห้องเรียน

            ยิ่งพอเข้าสู่วัยทำงานโตเป็นผู้ใหญ่ เราจะพบว่าเวลาผ่านไปไวเหมือนติดจรวด

            4 ปีของการทำงานเร็วกว่า 4 ปีในมหาวิทยาลัยอย่างเทียบกันไม่ติด ที่สำคัญการทำงานช่วงต้นเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อว่าเราจะทำ หรือจะเป็นอะไรกันแน่ในระยะยาว เพราะการค้นหาตัวเองหรือเปลี่ยนสายงานมากเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องดี เพราะทุกครั้งต้องนับหนึ่งใหม่เสมอ(หากไม่มีผลงานชิ้นโบว์แดงหรือเส้นสาย) หลายคนที่เรียนจบมาตรงตามสายที่ตัวเองชอบ แล้วทำงานตามสายงานนั้นจึงไปได้ไกลกว่าปกติ เหมือนเลือกเส้นทางที่ถูกตั้งแต่แรก "เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง" จึงเป็นสัจธรรม ปัญหาส่วนใหญ่ที่คนทั่วไปเหล่านั้นพบก็เป็นเรื่องทั่วไปอย่าง งานหนัก งานเร่ง คนดราม่า หัวหน้าด่า ลูกน้องไม่เชื่อฟัง ทำงานไม่มีระบบ

            สิ่งเดียวที่ต้องรับมือ คือ จัดการกับความเครียดและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ให้คั่งค้างทบต้นในวันต่อไป

            ส่วนอีกเคส น่าจะเป็นคนที่เรียนจบมาในสายที่ตัวเองไม่ชอบ แล้วทำงานสายนั้นมาหลายปี บางครั้งการเปลี่ยนงานใหม่ในช่วงเวลาที่ผิดรูปเช่นนี้ ก็อาจแลกมาด้วยการสูญเสียหลายสิ่งหลายอย่าง ทั้งเงินเดือนที่สูงลิบ ความมั่นใจ และพลังอำนาจ คนส่วนใหญ่จึงเลือกทำงานที่ไม่ชอบต่อไป การทำงานที่ไม่ชอบไม่ใช่เรื่องผิดร้ายแรง แต่จะผิดมากที่สุด หากคุณทำมันไปด้วยทัศนคติที่ว่าเกลียดงานที่ทำอยู่

            ทัศนคิตประมาณว่า "ไอ้งานบ้านกรูเกลียดเมิง"

            เพราะว่าความคิดนี้มันจะสะสมและฝั่งลงไปในสมองทุกวัน ก่อนจะลดทอนศักยภาพในการทำงานวันแล้ววันเล่า แล้วสะท้อนกลับมาเป็นความเครียดพร้อมโรคร้ายในอนาคต สิ่งเดียวที่คนกลุ่มนี้ต้องเปลี่ยน(หากไม่เปลี่ยนงาน ) ก็คือ ปรับทัศนคติใหม่ โยนทัศนคติเปลี่ยนข้ามฟาก ถึงไม่ชอบงานที่ทำก็ไม่เป็นไร แค่ลองทำมันให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ เหมือนนกบางชนิดที่กกไข่ให้ลูกคนอื่นโดยไม่หวังผล เหมือนทหารที่ถูกเกณฑ์ไปรบในสงคราม ในเมื่อหลีกหนีไม่ได้แน่แล้ว ก็ทำมันให้ดีที่สุดไปเลย ด้วยทัศนคติดีๆ ที่ตื่นเช้าขึ้นมาพร้อมรอยยิ้ม เตรียมออกสู่สนามรบ ไปทำสงครามแห่งชีวิต เอาตัวรอดให้ได้จนกว่าสงครามจะจบ หากยังมีชีวิตอยู่ วันหนึ่งคุณจะได้กลับบ้าน ซึ่งนี่เป็นเพียงทางออกหนึ่งที่อยากแนะนำ แต่ถ้าใครสามารถเปลี่ยนไปทำงานที่ชอบได้ก็จะดีที่สุด

             แต่หากใช้ชีวิตมาเยอะในระดับหนึ่ง เราจะพบว่าแต่ละคนมีเงื่อนไขในชีวิตที่ต่างกันไป เช่น บางคนบ้านอาจรวยเว่อร์ บางคนเป็นแค่ชนชั้นกลาง บางคนไม่มีจะกิน บางคนต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ บางคนต้องส่งน้องเรียน บางคนเลี้ยงดูเฉพาะตนเอง แต่ละคนจึงต้องแก้ปัญหาด้วยวิธีแตกต่างกัน เพราะโจทย์ต่างกันอย่างสิ้นเชิง วิชาชีวิตจึงไม่มีคำตอบสำเร็จรูป

            ส่วนเคสสุดท้ายนั้น น่าจะเป็นคนที่เรียนมาอย่างหนึ่ง แต่เลือกทำงานอีกอย่างหนึ่ง (สายนี้มีทั้งแบบประจำและฟรีแลนซ์) ก็มีเรื่องให้ต้องคิดมากกว่าปกติ เพราะปริญญาไม่ได้ช่วยอะไรเลย ว่าด้วยผลงาน พอร์ทฟอลิโอ และประสบการณ์ล้วนๆ หากเป็นนักยิมนาสติกคงถือเป็นท่ายาก หากพลาดคะแนนอาจติดลบ หากทำได้ก็แค่เสมอตัว เพราะกรรมการไม่มีคะแนนพิศวาสให้เหมือนรุ่นพี่ร่วมคณะ หรือเพื่อนร่วมวิชาชีพที่จบมาจากที่เดียวกัน

            "ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั้น" จึงเป็นคำพูดธรรมดาๆ ที่คนกลุ่มนี้เลือกใช้และได้ผลชะงัดในระยะยาว ยิ่งประกอบกับวิธีคิดแบบ Proactive (http://porglon.exteen.com/20111024/entry อ่านได้ในเอนทรี่นี้) ก็ทำให้ท่ายากดังกล่าวไม่ยากเกินไป

            เวลาในชีวิตนั้นผ่านไปไวเหมือนโกหกจริงๆ หากใครยังค้นหาตัวเองไม่เจอก็ลองถามตัวเองดีๆ อีกที เพราะ "เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง" ครับ

 

 

 

 
ในบรรดาฟอร์เวิร์ดเมลที่ส่งต่อกันไปเรื่อยๆ นั้น
เมื่อสิบปีก่อนมีฟอร์เวิร์ดเมลหนึ่งที่ผมชอบเป็นพิเศษ 
ปัจจุบันยังคงแพร่หลายอยู่ในอินเตอร์เน็ต
หลายคนคงมีโอกาสได้อ่านแล้ว ทว่าหลายคนคงลืมไปบ้างแล้ว
ยังไงก็อยากชวนทุกคนกลับมาระลึกถึงฟอร์เวิร์ดเมลนี้อีกครั้งครับ 
 

From: Clickk Satira@loxinfo.co.th
Subject: Reality

ลองจินตนาการว่ามีธนาคารแห่งหนึ่งเข้าบัญชีให้คุณทุกเช้าเป็นเงิน 86,400 บาท
ไม่มีการยกยอดคงเหลือไปวันรุ่งขึ้น
ทุกตอนเย็นจะลบยอดคงเหลือทั้งหมดที่คุณไม่ได้ใช้ระหว่างวัน 
คุณจะทำอย่างไร แน่นอนที่สุดคุณต้องถอนมาใช้ทุกบาททุกสตางค์ใช่ไหม
เราทุกคนมีธนาคารอย่างนั้นเหมือนกันหมด ธนาคารแห่งนี้ชื่อว่า ‘เวลา’
มันเข้าบัญชีให้คุณ 86,400 วินาทีทุกคืนมันจะถูกล้างบัญชี ถือว่าขาดทุนตามจำนวนที่คุณพลาดโอกาสที่จะลงทุนในสิ่งดี ๆ
มันไม่สะสมยอดคงเหลือ
ไม่ให้เบิกเกินบัญชี ในแต่ละวันจะเปิดบัญชีใหม่ให้คุณ
ทุกค่ำคืนจะลบยอดคงเหลือของทั้งวันออกหมด
ถ้าคุณเสียโอกาสที่จะใช้ประโยชน์ในระหว่างวัน ผลขาดทุนเป็นของคุณ
ไม่สามารถถอยหลังกลับไปได้ ไม่มีการถอนของ ‘วันพรุ่งนี้’ มาใช้ได้
คุณต้องมีชีวิตอยู่กับปัจจุบันด้วยยอดเงินฝากของวันนี้
ให้ลงทุนจากเงินฝากเหล่านี้เพื่อได้ผลตอบแทนมาสูงสุด
ไม่ว่าจะเป็นเพื่อสุขภาพ ความสุข และความสำเร็จ
นาฬิกากำลังเดิน ทำวันนี้ให้ดีที่สุด
คุณจะรู้ถึงคุณค่าของเวลาหนึ่งปี ให้ไปถามนักเรียนที่สอบตกต้องซ้ำชั้น
คุณจะรู้ถึงคุณค่าของเวลาหนึ่งเดือน ให้ไปถามคุณแม่ที่คลอดลูกก่อนกำหนด
คุณจะรู้ถึงคุณค่าของเวลาหนึ่งสัปดาห์ ให้ไปถามนักเขียนหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์
คุณจะรู้ถึงคุณค่าของเวลาหนึ่งชั่วโมง ให้ไปถามคนรักที่กำลังรอคอยตามนัดหมาย
คุณจะรู้ถึงคุณค่าของเวลาหนึ่งนาที ให้ไปถามคนที่เพิ่งพลาดขบวนรถไฟ
คุณจะรู้ถึงคุณค่าของเวลาหนึ่งวินาที ให้ไปถามคนที่เพิ่งรอดหวุดหวิดจากอุบัติเหตุ
คุณจะรู้ถึงคุณค่าของเวลาเสี้ยววินาที ให้ไปถามคนที่เพิ่งชนะได้รางวัลเหรียญทองโอลิมปิค
ทำทุกขณะที่คุณมีให้มีคุณค่า!
และทำให้มีคุณค่ามากขึ้นไปอีก เพราะคุณใช้มันร่วมกับคนพิเศษบางคน
ให้พิเศษเพียงพอที่จะใช้เวลาของคุณ
และจำไว้เสมอว่าเวลาไม่คอยใครแม้สักคนเดียว เมื่อวานเป็นอดีต 
พรุ่งนี้ยังยากที่จะอธิบาย วันนี้เป็นของขวัญ
นั่นไงทำไมมันถึงถูกเรียกว่า ‘Present’
 
 
 

ความสุขทุกวี่วัน?

posted on 24 Nov 2011 21:54 by porglon  in Life

       

           เราจะมีความสุขเมื่อไหร่และเวลาไหนกัน?

            ผมเคยถามคำถามนี้กับตัวเอง

            ความคิดแวบแรกในสมองก็คงตอบเหมือนกับคนส่วนใหญ่

            คือ เราน่าจะมีความสุขเมื่อเอนทรานซ์ติด เมื่อเรียนจบ เมื่อรับปริญญา เมื่อมีแฟน

            เมื่อได้ทำงานที่ชอบ เมื่อซื้อเพลย์สามมาเล่น เมื่อมีไอโฟน5 เมื่อแต่งงาน เมื่อซื้อบ้าน เมื่อซื้อรถ

             หรือเมื่อประสบความสำเร็จอะไรสักอย่างในชีวิต ฯลฯ

            ผมคิดว่า เราน่าจะมีความสุขในช่วงเวลาเหล่านี้แน่ๆ

            เคยคิดเหมือนกันไหมครับ

            "ต้องมีความสุขมากแน่ๆ"

            "ต้องมีความสุขมากแน่ๆ"

            "ต้องมีความสุขมากแน่ๆ"

            อะไรบางอย่างกำลังสะกดจิตเราอยู่

            แต่คำถามที่น่าสนใจคือ แล้วหลังจากผ่านเหตุการณ์เหล่านั้นแล้ว มีความสุขไหมล่ะ

            ตอบแบบไม่เสแสร้ง คือ มันก็มีล่ะครับ เป็นความสุขที่ก็สุขอยู่

            แต่ที่สังเกตุได้คือ ความสุขที่ว่ามันอยู่กับเราไม่นาน อาทิตย์ต่อมาก็ไม่เห็นมีความสุขแล้ว

             ความสุขหายไปไหนไม่รู้ เหมือนมันแวะมาอยู่กับเราแป๊บเดียว

             อารมณ์เดียวกับตอนเห็นของที่อยากได้ตอนสิ้นเดือน

             ตังค์ก็ไม่มี บัตรเครดิตก็ไม่อยากใช้ เงินเก็บก็ไม่อยากยุ่ง

            ทว่าสุดท้ายก็สติแตกกดเอทีเอ็มซื้อของกลับบ้านอย่างมีความสุข

            ลั้นลาปาจิงโกะมาก

            ทว่าหลังจากนั้นไม่กี่วัน ความสุขที่เกิดขึ้นก็จางหายไปอีกครั้งอย่างรวดเร็ว

            คำถามคือ นี่เราต้องรอคอยที่จะมีความสุขแบบนี้ไปตลอดชีวิตเลยรึนี่

            ต้องเฝ้ารอคอยให้สิ่งที่หวังเป็นไปตามต้องการเพื่อจะมีความสุขอีกครั้ง

            ก่อนมันจะจางหายไปครั้งแล้วครั้งเล่า

            ฮ้วย!!

            ผมเชื่อว่าหลายคนที่เคยเจอเหตุการณ์เหล่านี้ก็คิดได้ว่ามันไม่ถูกต้อง

            มันต้องไม่ใช่เส้นทางที่เราควรมุ่งไปแน่ๆ

            แล้วทางเส้นไหนล่ะ คือ คำตอบที่ถูกต้อง

            ขณะที่สงสัยอยู่ ผมบังเอิญได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งเขาบอกไว้ว่า

             "ให้เรามีความสุขเดี๋ยวนี้ ขณะนี้เลย ไม่ต้องรอที่จะมีความสุขในอนาคตหรอก"

            เฮ้ย! ผมอึ้งไปประมาณสามวินาที เพราะเจอทฤษฎีสวนกระแสคนส่วนใหญ่เข้าไป

            ซึ่งบางครั้งผมก็พบว่า สิ่งที่คนส่วนใหญ่ในสังคมเชื่อกัน ไม่ถูกต้องเท่าไหร่

            ขณะเดียวกันก็นึกถึงตัวหนังสือที่พี่โน้สอุดม เคยเขียนไว้ในไดอารี่ว่า

            "ถ้าเราคิดว่ามีความสุข เราก็มีความสุข ถ้าเราคิดว่าไม่มีความสุข เราก็ไม่มีความสุข"

            ด้วยศรัทธาอันแรงกล้าในชนกลุ่มน้อยที่คิดไม่เหมือนชาวบ้านแล้วได้ดี

            ผมจึงเริ่มสงสัยว่า บางทีความสุขที่คนส่วนใหญ่นิยามอาจจะไม่ถูก

            บางทีความสุขมันอาจจะง่ายกว่าที่เราเชื่อก็ได้

            หลังจากนั้นเป็นต้นมา ผมจึงลองหัดมีความสุขทันที

            โดยบอกตัวเองว่า ตอนนี้ผมมีความสุขแล้วนะ มีความสุขพอสมควร

            นึกถึงตัวเองที่มีตังค์กินข้าว มีที่ซุกหัวนอน มีหนังสืออ่าน มีงานทำ มีเงินให้พ่อกับแม่

            มีเพื่อนสนิท มีความคิด มีสติ มีพลัง มีความกล้า มีแรงบันดาลใจ มีที่ให้เตะบอล

            เออ แปลกดีครับ ที่พอคิดไปเรื่อยๆ ความสุขมันก็เริ่มเอ่อออกมาเอง

            หลังจากนั้นผมก็เลยทดลองต่อ เริ่มหัดมีความสุขขณะชงกาแฟ(ปกติจะคิดแต่เรื่องอื่น)

            มีความสุขขณะจัดโต๊ะที่รก(ปกติใจจะลอย)

            หัดมีความสุขขณะเตะบอล(ปกติจะคิดว่าเย็นนี้กินไรดี)

             มีความสุขขณะประชุม(ปกติจะคิดว่างานยังไม่เสร็จเลย)

            มีความสุขขณะทำงาน(ปกติจะอยากเล่น)

            มีความสุขขณะฟังเพลง(ปกติจะคิดเรื่อยเปื่อย)

            มีความสุขขณะรถติด ดูผู้คนไปเรื่อย (ปกติจะด่ารัฐบาลในใจ)

            เริ่มไม่สนใจกับอดีตเพราะกลับไปแก้ไขไม่ได้แล้ว (ใช่ไหมล่ะ จะคิดให้กลุ้มทำไม)

            เริ่มไม่สนใจอนาคตเพราะยังมาไม่ถึง (แถมคาดหวังไปก็กังวล และเครียดเปล่าๆ)

            เป็นครั้งแรกที่ผมความสุขกับปัจจุบันได้ อยู่กับปัจจุบันเป็น

            (ปกติความคิดในสมองมันชอบนั่งไทม์แมชชีนโดเรมอนตลอด)

            จู่ๆ ผมก็พบว่า คนเรามีความสุขง่ายกว่าที่คิดกันไว้มาก

            และสิ่งที่ไม่น่าเชื่อคือ เหมือนความสุขเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้มันสะสมได้เหมือนเศษตังค์ด้วย

            ที่ทุกเย็นๆ พอเราโยนใส่กระป๋องไว้แบบไม่ใส่ใจ ทว่าวันหนึ่งมันกลับเต็ม!

            และบังเอิญที่หลังจากนั้นผมได้อ่านหนังสือ เปิดห้องเรียนวิชาความสุข เพิ่มเติมเข้าไปอีก

            เฮ้ย! ทำให้ทัศนคติเรื่องความสุขของผมพลิกกลับจากหน้ามือเป็นหลังเท้า เพราะได้รู้ว่า คนเรานั้นมี 4 ประเภท คือ

           หนึ่ง คนส่วนใหญ่ที่ทำตัวเป็นหนูถีบจักร ทำงานหนัก (สนใจแต่อนาคต) ผิดจริงๆ ด้วย

           สอง คนส่วนใหญ่ที่ทำตัวเป็นคนเจ้าสำราญ ช่างเที่ยวเล่น (สนใจแต่ปัจจุบัน ไม่สนอนาคตเลย) ผิดจริงๆ ด้วย

            สาม คนส่วนใหญ่ที่ทำตัวเป็นคนหมดอาลัยตายอยาก พร่ำบอกตัวเองว่าล้มเหลว(สนใจแต่อดีต) ผิดจริงๆ ด้วย

            และสี่ คนส่วนน้อยที่มีความสุขกับปัจจุบันขณะ (และต่อยอดไปอนาคตได้) ต่างหากล่ะ ที่ถูก!

            ส่วนคุณอยากเป็นคนประเภทไหน เลือกได้ตามใจชอบเลยครับ!!

 

         

            ตอน สิ่งที่นักอยากเขียนน่าจะรู้ไว้(หน่อย)

 

            1. นักเขียนมืออาชีพส่วนใหญ่รักการเขียนจริงๆ ชอบเขียนเป็นชีวิตจิตใจ เหมือนเป็นโรคคันไม้คันมือตลอดเวลา ถูกห้ามก็เขียน ไม่ห้ามก็เขียน ก่อนจะเป็นนักเขียนก็เขียน เป็นนักเขียนแล้วก็เขียน เข้าโรงพยาบาลก็เขียน ก่อนเสียชีวิตก็เขียน ส่วนใหญ่จะเขียนหนังสือเกือบทุกวัน อย่างน้อยสัปดาห์ละสามครั้งไม่แพ้การออกกำลังกาย คือ ทุกคนชอบเขียนกันมากจริงๆ นะ

 

            2. นักเขียนมืออาชีพเขียนเยอะกว่าอ่าน เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการเขียน แต่ว่านักเขียนบางคนนั้นเติบโตมาจากการอ่านหนังสือเยอะๆ จากนั้นจึงเริ่มเขียน แต่นักเขียนที่ไม่ชอบอ่านก็มี ทว่ามีเรื่องเล่าอยู่ในหัวอยู่แล้ว (อยากเล่าออกมา) ดังนั้นการอ่านเป็นพาร์ทเสริมมากกว่า ทว่าการเขียนเป็นพาร์ทหลัก

 

            3. นักเขียนไทยรุ่นใหญ่(มาก)อย่าง ปู่รงค์ผู้ล่วงลับ ย่าทมยันตี ปู่พนมเทียน ฯลฯ เขียนหนังสือกันมากกว่าร้อยเล่ม ดังนั้นถ้าคิดว่าเริ่มเขียนตอนอายุ 25 ถึง 75 ปี รวม 50 ปี ดังนั้นต้องเขียนหนังสือปีล่ะ 2 เล่มเป็นอย่างต่ำ ดังนั้นนักอยากเขียนทุกคน หากเขียนต้นฉบับเรื่องหนึ่งจบแล้วก็ซัดเล่มต่อไปได้เลยไม่ต้องรอเวลา เพราะเวลาไม่คอยท่า ไอ้เรื่องที่จะรอว่าเขียนเล่มเดียวดังแบบเจเคโรลลิ่งนั้น ซื้อหวยอาจโดนง่ายกว่า

 

            4.นักเขียนไทยรุ่นใหญ่(กำลังดี)อย่างป๋าวินทร์ เขียนขณะนี้น่าจะถึง 40 เล่มแล้ว ดังนั้น 100 เล่มมาแน่นอน

 

            5. นักเขียนไทยรุ่นกลางอย่างพี่นิ้วกลม เขียนขณะนี้เกือบ 30 เล่ม(ใน 7-8 ปี) แล้ว และพี่กิ่งฉัตรก็น่าจะถึง ดังนั้น 100 เล่มไม่ใช่เรื่องยาก

 

            6. ส่วนใครจะเอาอย่างน้าชาติ กอบจิตติ ที่มีงานประมาณ 15 เล่มก็ได้ แต่จำเป็นต้องมีดับเบิ้ลซีไรท์ และทำ สนพ.เองนะ (ทว่าป๋าวินทร์ ที่ดับเบิลซีไรท์ และทำสนพ.เอง ก็ยังสนุกกับการเขียนหนังสือทุกวันอยู่ครับ)

 

            7. นักเขียนรุ่นใหม่จำนวนมากที่ปล่อยงานเล่มแรกออกไปแล้ว ประสบปัญหาขายไม่ได้เยอะมาก เพราะปัญหาหลายอย่างจากทั้งเรื่องการแข่งขันที่สูง เนื้อหาไม่โดน บรรณาธิการไม่เก่ง ปัญหาการจัดจำหน่าย หน้าร้าน เรื่องของสนพ. ทำให้อนาคตดับเอาดื้อๆ หรือหมดกำลังใจเขียนต่อไปเลย แถมสนพ. ที่พิมพ์ก็เจ๊งไปอีก ผมหวังว่าถ้าใครเจอเหตุการณ์นี้อยู่ คุณจะข้ามผ่านมันได้นะ

 

            8. อาชีพนี้วัดกันที่ความรักและความอึดเป็นหลัก(แต่ถ้าคุณมีข้อ 1 ก็น่าจะไหวแน่) เพราะผมเห็นนักเขียนหน้าใหม่หลายพันคนทุกปีเหมือนระลอกคลื่นกระทบฝั่ง ผ่านไปสิบปีก็เยอะอยู่ ทว่าสิบปีผ่านไปนักเขียนที่ยังคงชื่อไว้ได้มีประมาณร้อยคนเองมั้ง(ถ้าไม่เชื่อ ลองเขียนชื่อนักเขียนที่ทำงานสิบปีที่คุณรู้จักดูว่าจะเกินร้อยคนไหม ผมลองทำแล้วยากเหมือนกันนะ ที่อยู่ในหัวก็นักเขียนนอกทั้งนั้น) เพราะนักเขียนไทยนอกจากจะต้องแข่งกับตัวเองแล้ว แข่งกับเพื่อนนักเขียนไทยด้วยกันแล้ว ยังต้องแข่งกับนักเขียนนอก ซึ่งพาเรดกันเข้ามาเยอะมาก แถมโหดอีกต่างหาก เหมือนแข่งกับนักเขียนทั่วโลกเลยก็ได้มั้ง ดังนั้นความรักและความอึดสำคัญจริงๆ

            ปล. ถ้าพูดให้หล่อ เท่ และดูดีก็ต้องบอกว่า ไม่ต้องแข่งกับใคร แข่งกับตัวเองก็พอ (แต่ก็อย่าลืมว่านักเขียนนอกถ้าเป็นทีมบอลก็ระดับพรีเมียร์ลีกอะนะ ทีมชาติไทยเจอก็โดนหลายลูกเหมือนกัน ข้ามผ่านกันให้ได้เน้อ)

 

            9. สนพ. ไทยมีทั้งขนาดจิ๋ว เล็ก กลาง และใหญ่  แต่ละที่มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป แต่ถ้ามีโอกาสแนะนำให้ออกกับสนพ. ระดับกลาง หรือที่มีอายุเกิน 5 ปีขึ้นไปครับ จะได้หายห่วงได้บ้าง เพราะเขาจะทำการตลาดให้เราได้พอสมควร ยิ่งถ้าไปออกกับที่มีนิตยสารในเครือก็ช่วยให้คนรู้จักได้มากขึ้น ค่าตอบแทนก็สูงขึ้นตามศักยภาพสำนักพิมพ์

 

            10. ทุก สนพ. ทั้งเล็กและใหญ่ต้องการเพชรเม็ดงามเสมอ ทุกสนพ.รอคอย ต้นฉบับที่โดนๆ ที่วางแผงแล้วสร้างทอล์กออฟเดอะทาวน์ ดังนั้นโอกาสจึงเปิดตลอดเวลา แถมไม่มีใครรู้ด้วยว่าต้นฉบับไหนจะเบสเซอเลอร์กันแน่ อยู่ที่ใครจะวิ่งเข้าใส่โอกาสที่ว่านี้หรือเปล่า  

 

            11. บ้านเรามีหนังสือวางแผงปีหนึ่งประมาณ 14,000 เรื่อง การที่จะขอเป็นแค่สักเล่มใน 14,000 เรื่องนี้ ผมว่ามันไม่พอ น่าจะคิดฝันไปเลยว่าขอติด 1 ใน 10 ของประเทศอะไรประมาณนี้ จะได้ท้าทายพลังสมอง หรือใครเขียนให้คนไม่ชอบอ่านหนังสือมาซื้อได้นี่เทพสุดๆ

 

            12. ได้ข่าวว่า ก่อนที่พี่นักเขียนชื่อดังคนหนึ่งจะเป็นคอลัมนิสต์ในนิตสารชื่อดังเล่มหนึ่งได้ พี่เค้ามักเอาต้นฉบับปริ้นใส่กระดาษเข้าไปเสนอและคุยกับบก.ที่ออฟิศบ่อยๆ(เวลานั้นคนใช้อีเมลกันแล้วนะ แต่พี่เค้าใช้วิธีเข้าไปหา) ตรงหัวมุมขวาจะมีรอยดินสอเขียนกำกับว่าเรื่องนี้พูดถึงอะไร ฝากทิ้งไว้ แล้วก็เอาเรื่องใหม่ที่เขียนเข้าไปคุยอีก เจอคำวิจารณ์ต่างๆ นานา ปรับเรื่องต่างๆ นานา พอเข้าไปบ่อยๆ จนพี่ บก. ออกแนวทนไม่ไหวในความพยายามเลยชวนเขียนคอลัมน์ซะเลย ซึ่งก็เป็นการเสนอต้นฉบับที่เล่นเกมรุกมาก(แนะนำให้เอาเยี่ยงอย่างครับ) ปัจจุบันพี่เค้ามีงานเขียนเกือบสามสิบเล่มแล้ว

 

            13. ส่วนเด็กรุ่นใหม่นั้นเรื่องส่งต้นฉบับทางไปรษณีย์นี่แทบไม่เอาเลย จะส่งกันแต่อีเมลท่าเดียว ไม่คิดจะบุกทะลวงออฟฟิศ ก็อาจต้องรอต่อไป เพราะเป็นการเสนอต้นฉบับแบบเน้นเกมรับมากเกินไป แค่นี้ก็แพ้คนที่ส่งต้นฉบับมาทางไปรณีย์แล้ว ความตั้งใจต่างกันมาก อืม ก็รู้ว่าเปลืองนะ แต่ว่าเวลาลงทุน(เสียเงิน)คุณก็จะตั้งใจเต็มที่ เขียนต้นฉบับเต็มที่ พอต้นฉบับไม่ได้รับการตอบรับ หรือถูกปฏิเสธแล้วก็จะจุกเต็มที่ มานั่งครุ่นคิดหาสาเหตุกันอย่างหนักว่าเกิดอะไรขึ้น ทำให้ได้เรียนรู้จากมันเต็มที่

            (ปล. แต่บางคนก็กล้าเกินไปนะ มาหากันแบบไม่มีต้นฉบับ มีแต่ไอเดีย ที่สำคัญถามอะไรไปนี่ไม่รู้เลย(น้องที่ไม่กล้ามาบางคนน่าจะมีความรู้มากกว่า) เลยต้องนั่งแนะนำไป อืม ความกล้าก็ดีครับ แต่อย่าให้สุดโต่งไป ยังไงก่อนมากรุณามีต้นฉบับและโทรนัดด้วย เพราะบางทีบก.ก็ว่าง บางทีก็ไม่ว่าง แต่ถ้า บก. ให้ส่งต้นฉบับทางเมลก็ค่อยว่ากัน ก็ค่อยขอคำแนะนำจากทางนั้นก็ได้ ส่วนพวกไม่กล้าเพราะเป็นคนถ่อมตัว อยากเก็บฝีมือไว้ไม่ชอบอวดใครก็ดีครับ แต่ว่าอย่าให้มันมากไป ช่วยเอาทางสายกลางกันหน่อยเถิด อย่าสุดโต่งคนละขั้วแบบนี้เลย มันไม่ได้อะไร กล้าไปก็ไม่ดี ถ่อมตัวไปก็ไม่ดีนะ)

 

            14. มีนักเขียนตะวันตกชื่อดังรุ่นเดียวกับแฮมมิงเวย์ ชื่อ เออร์สกิน คอลด์เวลล์ บอกไว้ว่า หากต้นฉบับเรื่องใดถูกปฏิเสธเกิน 6 สนพ. เขาจะเผาทิ้ง แล้วไม่เขียนแนวนั้นอีกเลย ไม่แปลกที่เขาจะกลายเป็นหนึ่งในห้านักเขียนของอเมริกายุคนั้นได้ (ช่างน่าเอาเยี่ยงอย่างจริงๆ)

 

            14. ต้นฉบับเล่มแรกของนักเขียนหลายคนมักจะได้พิมพ์หลังๆ ไอ้ต้นฉบับที่เขียนหลังๆ ดันได้พิมพ์ก่อน สตีเฟ่น คิงส์ เป็นหนึ่งในนั้น 

 

            15. ต้นฉบับเรื่องริงคำสาปมรณะกว่าจะได้พิมพ์ก็ 5 ปีหลังจากที่เขียนเสร็จ แฮรรี่ พอตเตอร์ก็เช่นกัน

           

 

 

            ปล. เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านครับ:)