1. กรรมพันธ์ทางความคิดที่ไม่พึงประสงค์ เช่น ใครก็ตามที่มาจากสภาพแวดล้อมที่คิดว่า การทำความฝันให้เป็นจริงเป็นเรื่องยากและต้องใช้ความสามารถมาก ก็มักจะต้องต่อสู้กับกรอบความคิดของตัวเองอย่างยากลำบากก่อน

             2. ขาดจุดหมายในชีวิตที่ชัดเจน หรือเป้าหมายที่จะบากบั่นมุ่งไป

             3. ขาดแรงบันดาลใจ (ที่จะไปให้สูงกว่าระดับธรรมดา)

             4. ขาดวิชาความรู้

             5. ขาดวินัยในตัวเองและการรับรู้ความรู้สึกของผู้อื่น ซึ่งโดยทั่วไปจะเห็นได้จากพฤติกรรมต่างๆ ที่เกินเลยจากความเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรับประทานอาหารที่มากเกินไป การดื่มที่มากเกินไป และการบ่นที่มากเกินไป

             6. สุขภาพไม่ดี (ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากสาเหตุที่ป้องกันได้ โดยใช้การออกกำลังกายและกินอาหารที่มีประโยชน์)

             7. สภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมเมื่อตอนเด็ก อันเป็นวัยแห่งการพัฒนาบุคลิกภาพ ทำให้เกิดอุปนิสัยที่เลวร้ายในด้านความคิดและการกระทำ กล่าวคือ คิดว่าการได้สิ่งที่ยิ่งใหญ่มาต้องมาจากกระบวนการฉ้อฉล คอรัปชั่น และทุจริตเท่านั้น

             8. การผัดวันประกันพรุ่ง

             9. ขาดความตั้งใจและความกล้าในการตำหนิตัวเองจากความผิดพลาดที่เกิดขึ้น

            10. มีบุคลิกภาพในเชิงลบ

            11. ขาดแรงกระตุ้นที่เหมาะสม

            12. มีความต้องการอันควบคุมไม่ได้ ของความอยากได้สิ่งต่างๆ โดยไม่ต้องทำอะไรเลย ซึ่งมักออกมาในรูปของการติดพนัน หรือเสี่ยงโชค 

            13. ไม่ยอมตัดสินใจ

            14. มีความกลัวอย่างหนึ่ง หรือมากกว่าหนึ่งอย่างในความกลัวพื้นฐาน 6 ประการ คือ กลัวความยากจน / กลัวการถูกตำหนิติเตียน / กลัวความเจ็บป่วย / กลัวสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก / กลัวความแก่ชรา และ กลัวความตาย

            15. เลือกคนรักผิด

            16. ความกลัวเกินกว่าเหตุ ที่ทำให้การริเริ่มและความมั่นใจในตัวเองหายไป

            17. เลือกพันธมิตรทางธุรกิจผิด

            18. ความเชื่องมงายและอคติ

            19. เลือกอาชีพผิด

            20. ใช้พลังแบบเรื่อยเปื่อย เพราะขาดความเข้าใจเรื่องกฎแห่งการจดจ่อ (โฟกัส)

            21. ใช้จ่ายเกินตัว (ทำให้เกิดหนี้และต้องว้าวุ่น ห่วงหน้าพะวงหลัง)

            22. ขาดความกระตือรือร้น

            23. ไม่ยอมรับความแตกต่าง

            24. ตามใจตัวเองมากเกินไป ในเรื่องการกิน ดื่ม เที่ยวเล่น และความขี้เกียจ

            25. ไม่สามารถทำงานร่วมกับคนอื่น ในแบบที่สอดคล้องประสานกัน

            26. มีอำนาจโดยไม่ได้ใช้ความพยายามของตัวเอง หรือไม่ได้มาจากการสั่งสมประสบการณ์ (เช่น การรับมรดก หรือได้รับตำแหน่งโดยไม่ได้มาจากความสามารถที่เหมาะสม)

            27. ไม่ซื่อสัตย์

            28. หลงตัวเองและหยิ่งยโส

            29. ใช้การคาดเดา มากกว่าใช้ความคิด

            30. คิดแต่ไม่ลงมือทำ

 

 

(October 26, 1883 – November 8, 1970)

             ขอเวลาใน: นโปเลียน ฮิลล์ เป็นนักเขียนและคนทำนิตยสาร ผู้เคยสัมภาษณ์ โทมัส อัลวา. เอดิสัน(ผู้ประดิษฐ์หลอดไฟคนแรก) , พี่น้องตระกูลไรท์(ผู้สร้างเครื่องบิน) , แอนดรู คาเนกี้(เจ้าของโรงงานผลิตเหล็กอันดับหนึ่งของอเมริกา) , เฮนรี่ ฟอร์ด(ผู้สร้างรถยนต์) , คิง ยิลเลตต์ (ผู้ประดิษฐ์ที่โกนหนวด เจ้าของยิลเลตต์ เซ็นเซอร์) , อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ (ผู้คิดค้นโทรศัพท์) และบุคคลอีกมากมายในยุคนั้น

 
“คุณสามารถเอาทุกสิ่งทุกอย่างไปจากมนุษย์ได้
ยกเว้น...เสรีภาพสุดท้ายของมนุษย์ ที่จะเลือกมีทัศนคติต่อสถานการณ์ต่างๆ
ซึ่งก็คือการเลือกทางเดินของตนเอง

 วิกเตอร์ แฟรงเคิล (1905-1997)

 

            พ่อของผมชื่อ วิกเตอร์ แฟรงเคิล

            เออ...อันที่จริงผมก็ไม่ได้เป็นลูกแท้ๆ ของเขาหรอกนะครับ แค่ยกให้เขาเป็นพ่อบุญธรรมเท่านั้นเอง เป็นพ่อบุญธรรมคนที่...ต่อจากไอน์สไตน์

            ใช่แล้วครับ ผมมีพ่อหลายคน จะเรียกพ่อทูนหัวก็ได้มั้ง

            พ่อคนนี้เป็นชาวยิว เป็นนักจิตวิทยาในยุคที่ฮิตเลอร์เรืองอำนาจ แน่นอนครับว่าพ่อถูกจับไปเหมือนกับชาวยิวคนอื่นๆ ถ้าใครเคยอ่าน บันทึกลับของแอน แฟรงก์ คงจะนึกภาพตามได้ไม่ยาก แต่แอน แฟรงก์ เขียนบันทึกลงไดอารี่ ขณะหลบซ่อนอยู่สองปีก่อนจะโดนจับได้ ส่วนพ่อผมโดนจับได้ ก่อนที่จะไปจิ๊กเศษกระดาษจากผู้คุมมาเขียนหนังสือ!

            เท่าที่จำได้แอน แฟรงก์ เสียชีวิตที่ค่ายเอาสวิตช์ตอนอายุ 15 ลือกันว่าเป็นโรคไทฟอยและหมดกำลังใจจากการเห็นแม่และพี่สาวตายไปต่อหน้า เหลือเพียงพ่อของเธอ ออตโต แฟรงก์ ที่รอดชีวิตและนำบันทึกที่ซ่อนไว้มาตีพิมพ์

            ส่วนพ่อวิกเตอร์ แฟรงเคิลของผมรอดชีวิตออกมาจากค่ายกักกันได้สำเร็จ ก่อนลาโลกไปในปี 1997

            คำถามคือ พ่อผมโชคดีเลยรอดชีวิต? เปล่าเลยครับ

            เท่าที่ทราบพ่อก็ทุกข์ยากและลำบากเหมือนคนอื่นๆ ต้องถูกลงโทษ ต้องเห็นเพื่อนตาย ต้องลากศพเพื่อนไปทิ้ง เป็นสถานการณ์เลวร้ายที่สุดเท่าที่มนุษย์จะทำกับมนุษย์ได้ พ่อเกือบหมดกำลังใจและตายตามเพื่อนๆ ไป ทว่าพ่อค้นพบสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้รอดชีวิตมาได้

             ในสถานการณ์ที่แสนเลวร้าย ถูกลงโทษ โดนนาซีถีบ และได้ยินเสียงเพื่อนนักโทษร้องคร่ำครวญ หมดอาลัยตายอยากทุกวันๆ พ่อได้คนพบหลักความจริงข้อหนึ่ง คือในขณะที่อยู่ในค่ายกักกันนั้นแม้ร่างกายจะเจ็บปวดทรมาน อยากร้องไห้ออกมา พ่อพบว่าในเสี้ยววินาทีสั้นๆ นั้นมีทางเลือกของจิตใจอยู่สองทาง คือ

             หนึ่ง เลือกทุกทรมานกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โกรธ เกลียด และเศร้าใจไปกับชีวิตและโชคชะตาอย่างที่นักโทษส่วนใหญ่ทำกัน

              หรือสอง เลือกที่จะให้อำนาจสุดท้ายกับตัวเองดู (แม้จะน้อยนิด) เลือกให้จิตใจอยู่เหนือสภาพแวดล้อม แม้ร่างกายจะทนทุกข์ แต่ไม่อินกับมัน เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ และจินตนาการถึงภาพที่ตัวเองรอดชีวิตกลับไปยืนบรรยาย และเขียนหนังสือเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในค่ายกักกัน

            “ผมพยายามหลายครั้งที่จะสร้างระยะห่างระหว่างตัวเองกับความทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้นรอบตัว โดยการแยกตนเองออกมาจากสถานการณ์โดยรอบ ผมจำได้ว่าขณะกำลังเดินแถวจากค่ายกักกันไปยังไซต์งานในเช้าวันหนึ่ง โดยแทบจะทนไม่ได้ต่อความหิว ความหนาว และความเจ็บปวดจากเท้าที่แข็งเป็นนำแข็งและเป็นหนอง ซึ่งยังบวมจากอาการบวมน้ำเพราะความหิวโหย และต้องยัดเท้าที่บวมนั้นลงในรองเท้า สถานการณ์ของผมดูเปล่าเปลี่ยว ถึงกับไร้ความหวังเสียด้วยซ้ำ

             จากนั้นผมก็จินตนการว่าผมยืนอยู่ที่แท่นในห้องโถงอันใหญ่โตสวยงาม และอบอุ่น ผมกำลังจะบรรยายให้ผู้ฟังที่สนใจในหัวข้อ ‘ประสบการณ์จิตบำบัดในค่ายกักกัน’ (ซึ่งต่อมาได้ใช้ชื่อนี้จริงๆ ในการประชุมครั้งนั้น) ในการบรรยายที่จินตนาการขึ้นนั้น ผมได้เล่าถึงสิ่งที่ผมกำลังใช้ชีวิตฝ่าฟันอยู่ในตอนนี้ เชื่อผมเถอะ คุณสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ ณ ชั่วเวลานั้น ผมไม่กลัวที่จะหวังว่า วันหนึ่งจะเป็นโชคของผมที่ได้ไปบรรยายให้หัวข้อดังกล่าวจริงๆ ด้วยซ้ำ”

(จากหนังสือ Viktor Frankl Recollections: An Autobiography โดย วิกเตอร์ แฟรงเคิล)

            ซึ่งพ่อเลือกทางเลือกที่สอง และบอกสิ่งนี้ให้เพื่อนๆ ในค่ายกักกันฟังจะได้ไม่จมอยู่กับความทุกข์มากเกินไป พร้อมจัดตั้งกลุ่มบำบัดทางจิตวิทยาในค่ายกักกันโดยไม่ให้ผู้คุมรู้ ที่เด็ดที่สุด คือ ให้เพื่อนสองคนสัญญากันว่าจะเล่าเรื่องตลกทุกวันโดยมีฉากหลังเป็นสถานที่ข้างนอก ภายหลังจากพวกเขาได้รับการปลดปล่อยแล้ว เพื่อเป็นความหวังและกำลังใจ เพราะสภาพแวดล้อมในค่ายนั้นคือนรกดีๆ นี่เอง

            โดยพ่อไม่รู้เลยว่าสิ่งที่ค้นพบนั้น บังเอิญตรงกับสิ่งที่พุทธศาสนาค้นพบเช่นกัน

            พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล เคยบอกไว้ว่า “เกิดอะไรขึ้นกับเราไม่สำคัญหรอก สำคัญที่ว่าเราจะจัดการกับมันอย่างไร ถ้าจัดการด้วยปัญญาก็ดีไป แต่ถ้าจัดการด้วยกิเลส(ความโกรธ เกลียด และอิจฉา)ก็วุ่นวายกันไป”

            เรื่องนี้อธิบายผ่านการนั่งสมาธิในพุทธศาสนาได้พอสมควร

            ด่านแรกที่คนนั่งสมาธิใหม่ๆ ต้องเจอ คือ ความคิดสับสนและวุ่นวาย ที่ทำให้นั่งนิ่งๆ เพียง 5-10 นาทีไม่ได้ แต่ถ้าใครผ่านด่านนี้ได้ก็จะเจอกับอาการคัน(หลอก)ตามร่างกาย ซึ่งถ้าอดทนห้ามใจไม่เกา(คือไม่สนใจ) อาการคันจะหายไปเอง เฉกเช่นเดียวกับความทุกข์ ถ้าเราไม่เกามัน โอกาสที่จะลามก็ไม่มี เปรียบดั่งไฟที่ไม่มีเชื้อที่รอเวลาดับไปเอง แต่ปกติคนเราส่วนใหญ่ชอบเกา เพราะว่ามันเจ็บๆ คันๆ มันส์ๆ ดี (ใช่ไหมล่ะ)

           พุทธศาสนาที่แท้จึงให้ความสำคัญกับความคิดค่อนข้างมาก ถ้าเปลี่ยนความคิดได้ คำพูดหรือการกระทำก็จะเปลี่ยนไปด้วย และสภาพแวดล้อมก็จะค่อยๆ เปลี่ยนตาม แต่คนส่วนใหญ่(รวมผมด้วย)ก็มักจะคิดในเรื่องที่ชอบเป็นหลัก (เอาแต่ใจ เอาสบายเข้าว่า) ซึ่งมักจะไม่เกิดประโยชน์ และหลายความคิดที่แว่บเข้ามาก็มักจะเป็นความคิดที่ไม่เข้าท่านัก พระพุทธเจ้าเลยทรงเตือนพวกเราไว้ว่า “สิ่งที่เราเป็น คือผลพวงจากความคิดเราเอง ทุกอย่างอยู่ที่ใจ เราเป็นไปตามที่ใจเราคิด”

           หรือถ้าลองย้อนกลับไปยังแนวคิดทางฝั่งตะวันตกดู จะพบว่า เรอเนอ เดการ์ต นักคิดผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่ 17 ก็กล่าวไว้คล้ายๆ กันว่า “ฉันคิด ฉันจึงมีอยู่”

           ซึ่งบางทีอาจจะอธิบายความหมายเพิ่มได้ว่า ฉันคิดดี ฉันจึงมีอยู่ดี ฉันคิดร้าย ฉันจึงมีอยู่ร้าย

           ขณะที่โซโลมอน กษัตริย์องค์ที่สามแห่งอาณาจักรอิสราเอลบอกไว้ว่า “เพราะมนุษย์คิด ในหัวใจของเขา เขาจึงเป็นเช่นนั้น”

           ส่วนมาคัส ออเรียลเรียส ผู้สร้างกรุงโรมให้ยิ่งใหญ่บอกไว้ว่า “ชีวิตของมนุษย์ คือ สิ่งที่ความคิดของเขาสร้างขึ้น”

            ทว่าคนส่วนใหญ่อาจจะรู้สึกว่าการเปลี่ยนความคิดไปในทางที่ดีและสร้างสรรค์เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก หากอยู่ในบ้าน มหาวิทยาลัย หรือที่ทำงานที่ไม่ดีพอ เราจะคิดสิ่งดีๆ ได้อย่างไร แต่ทว่าพ่อบุญธรรมของผมไม่ใช่แค่อยู่ในบ้าน มหาวิทยาลัย หรือที่ทำงานที่ไม่ดีเท่านั้น แต่เขาอยู่ในนรกบนดินก็ว่าได้ นรกที่ถูกกังขังและไม่มีอิสระอยู่เลย ทว่าเขากลับค้นพบสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่กลายเป็นวาทะระดับโลก

           “คุณสามารถเอาทุกสิ่งทุกอย่างไปจากมนุษย์ได้

            ยกเว้น...เสรีภาพสุดท้ายของมนุษย์ ที่จะเลือกมีทัศนคติต่อสถานการณ์ต่างๆ

            ซึ่งก็คือการเลือกทางเดินของตนเอง

 

(จากหนังสือ Man’s Search for Meaning)

 

 -------------------------------------------------------------------------------------------

ขอเวลาใน:

         -หนังสือ Man’s Search for Meaning ฉบับภาษาไทยชื่อ มนุษย์ ความหมาย และค่ายกักกัน พิมพ์โดยสนพ. โอ้มายก๊อด วางขายเมื่อปี 2549 หนังสืออายุเกินห้าปีสายส่งน่าจะทำการคืน สนพ. ไปหมดแล้ว ผมยังไม่มีเป็นของตัวเอง หายากสุดๆ ใครเจอฝากบอกหน่อยนะครับ และถ้าใครอยากอ่านเลยอาจจะต้องเพิ่งเว็บมือสองหรือรองานหนังสือตุลา (แหม แรไอเท็มจริงๆ)

         -อ่านเรื่องราวของหนังสือ Man’s Search for Meaning เพิ่มเติมได้ที่

           http://www.faylicity.com/book/logos.html

           http://www.onopen.com/2007/02/1720

           http://preechasil.blogspot.com/2011/10/blog-post_28.html

          -ในหนังสือ Prisoners of Our Thoughts ฉบับภาษาไทยชื่อ แหกคุกความคิด โดย ดร.อเล็กซ์ แพตทอคอส เขียนขึ้นเพื่อเป็นการคาราวะต่อ วิกเตอร์ แฟรงเคิล ถ้าสนใจลองหาอ่านดูได้ครับ

          -เจอร์รี ลอง นักจิตวิทยาที่เป็นอัมพาตแบบที่ใช้แขนและขาไม่ได้เมื่อตอนอายุ 17จากอุบัติเหตุดำน้ำ ที่เป็นแฟนหนังสือ Man’s Search for Meaning เคยเขียนบทความไว้อาลัย ดร. วิกเตอร์ แฟรงเคิล ไว้ว่า

           “ครั้งหนึ่ง หลังจากที่ผมไปพูดให้กลุ่มผู้ฟังกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่ง มีคนถามผมว่า ผมรู้สึกเศร้าไหมที่ผมไม่สามารถเดินได้อีกแล้ว ผมตอบว่า ศาสตราจารย์แฟรงเคิลมองแทบไม่เห็น ส่วนผมไม่สามารถเดินได้เลย แล้วพวกเราหลายคนที่นี่แทบจะรับมือกับชีวิตตัวเองไม่ได้ แต่สิ่งสำคัญที่เราควรระลึกไว้คือ เราไม่ได้ต้องการแค่ดวงตาของเรา ขาของเรา หรือแค่จิตใจของเรา ทั้งหมดที่เราต้องการ คือปีกแห่งจิตวิญญาณของเรา และพวกเราก็จะบินไปพร้อมๆ กัน”

          

Review หนังสือเพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด

เขียนโดย Sunday Afternoon

(ที่มา: http://www.facebook.com/sundayafternoonbooks)

 

หนังสือ เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด

คิมรันโด เขียน วิทิยา จันทร์พันธ์ แปล

สำนักพิมพ์ springbooks ราคา 199 บาท 


ความเรียงเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่วัยรุ่นต้องพบเจอ แปลมาจากภาษาเกาหลีที่ชื่อ 아프니까 청춘이다 (อ่านไม่ออก) เขียนโดย คิมรันโด ผู้เขียนเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยโซล นำประสบการณ์เกี่ยวกับชีวิตของตนเอง ความคิด ความเข้าใจที่ผ่านจากการอ่าน รวมทั้งบทเรียนชีวิตของลูกศิษย์ หรือคนมีชื่อเสียง มาเรียบเรียงให้อ่านง่ายเป็นบทสั้นๆ สะท้อนแง่มุมต่างๆ ของการใช้ชีวิตวัยรุ่น

ดูจากเนื้อหาก็ไม่น่าจะมีอะไรแปลกใหม่ แต่เมื่อได้ลองอ่านแล้ว เราคิดว่าคนแปลทำงานได้เนี้ยบมาก อ่านแล้วไม่มีสะดุด ที่สำคัญก็คือ การวิเคราะห์เรื่องราว ความคิด ความรู้สึกของเด็กวัยรุ่นได้อย่างเข้าใจและหลายมิติ

ผู้เขียนให้ความเห็นว่า สิ่งที่คนหนุ่มสาวขาดไป ไม่ใช่ความสามารถ แต่คือการทบทวนตัวเอง และสิ่งที่สำคัญคือประสบการณ์ นั่นคือต้องลงมือทำจริง ต้องอ่านหนังสือ ต้องพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ต้องออกไปท่องเที่ยว ฯลฯ

เรื่องที่ผู้เขียนต้องการย้ำหนักย้ำหนาในหนังสือเล่มนี้ เท่าที่เรารู้สึกก็คือ การมีความฝันและกอดความฝันนั้นไว้ และการทำผิดพลาดดีกว่าการไม่ลงมือทำอะไรเลย เราว่าสองประเด็นนี้แหละที่ทำให้เราประทับใจความคิดของผู้เขียนเป็นอย่างมาก

จริงๆ หนังสือเล่มนี้ก็ไม่น่าจะมีไว้ให้แค่วัยรุ่น (เด็กมหา'ลัย) อ่านหรอก เราอยากให้เด็กมัธยมได้อ่านคนที่ทำงานแล้วได้อ่าน คนที่ทำงานแล้วแต่รู้สึกว่ามันยังไม่ใช่ จนรู้สึกเคว้งคว้าง ฯลฯ เพราะอ่านแล้วได้ทบทวนชีวิตตัวเองทั้งในอดีตและปัจจุบัน มีหลายๆ ประโยคในหนังสือเล่มนี้ที่ทำให้เราคิดย้อนกลับไปมองตัวเอง ทั้งในแง่บวกและลบ เราว่าผู้เขียนใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และจิตวิทยา มาเป็นพื้นฐานในการสนับสนุนความคิดของเขาได้อย่างลงตัว

ลองยกตัวอย่างที่ชอบมาหนึ่งเรื่อง ซึ่งอยู่ตอนต้นของเล่ม ผู้เขียนลองสมมติว่าชีวิตของมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนตายมีค่าเท่ากับ 24 ชั่วโมงในหนึ่งวัน แล้วคำนวณว่าตอนนี้ชีวิตของตัวเองน่าจะตรงกับเวลาอะไร ถ้ากำหนดให้อายุขัยอยู่ที่ 80 หลักการคำนวณคือ 1 ปีมีค่าเท่ากับ 18 นาที อย่างเราเดือนหน้าจะอายุ 33 ก็แสดงว่านาฬิกาชีวิตเราจะอยู่ที่เวลา 9 โมง 9 นาที อ๊ะเลขดีจังเลย .... แต่ความหมายลึกๆ ที่ซ่อนอยู่คือ มันเป็นช่วงวัยของการทำงานไง เพราะฉะนั้นแปลว่า สิ่งสำคัญในตอนนี้ก็คือ การทำงาน งาน งาน (ขอเล่นด้วยได้ป่าว อิอิ) 

ส่วนบทที่ชอบที่สุดคือ วิธีใช้ "คาร์เพ เดียม" (Carpe diem) ถ้าใครเคยดูหนังเรื่อง Dead Poets Society ก็คงจะเข้าใจกับความหมายนี้กันแล้ว สำหรับใครที่ยังไม่รู้ มันมาจากภาษาละตินที่มีความหมายประมาณว่า Seize the day ซึ่งก็มีคนตีความแตกต่างกันไป สำหรับผู้เขียน เขาคิดว่า...

"ถ้าเราตั้งใจจะใช้ชีวิตโดยยึดหลัก "คาร์เพ เดียม" จะต้องมีความเชื่อมั่นในตัวเองอย่างลึกซึ้ง แม้ว่าสิ่งที่วาดฝันยังไม่เป็นรูปเป็นร่างชัดเจน ก็ต้องเชื่อมั่นว่าจะทำให้มันเป็นจริงได้ในสักวันหนึ่ง ความดื่มด่ำเช่นนี้จะทำให้เรารู้สึกเพลิดเพลินกับปัจจุบัน..." (หน้า 166 - 167)

เล่าคร่าวๆ เท่านี้ก่อน เรารู้สึกว่าไม่น่าแปลกใจเลย ว่าทำไมหนังสือเล่มนี้ถึงขายดีที่เกาหลี และมียอดขายถล่มทลายไปแล้วกว่าหนึ่งล้านเล่ม

ป.ล. ปกจริงสีส้มสะท้อนแสงงง

 

  

หมายเหตุ: ขออนุญาตหยิบ Review ของพี่ฝน ปาลิดา พิมพะกร มาแปะเผื่อใครจะสนใจหนังสือเล่มนี้ครับ คำพูดที่ว่าหนังสือดีๆ เปลี่ยนชีวิตคนได้นั้นมีจริง ซึ่งผมในฐานะบรรณาธิการผู้บังเอิญ(และโชคดีมาก)ได้ทำหนังสือเล่มนี้ โดนก่อนใครเพื่อนเลย!!