40 ปีชีวิตในขวัญเรือน 

 

"ไม่ว่าจะเป็นช่วงเริ่มต้น ช่วงกลาง หรือว่า ณ ปัจจุบัน ทุกช่องมีทั้งยากและง่าย จะแตกต่างกันก็เพียงแค่ยากมากหรือยากน้อย"

 

"เราทุกคนมีจังหวะชีวิตของตัวเอง จังหวะชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน"

 

"นโยบายการทำหนังสือขายสมัยก่อนนั้น การตลาดเป็นไปอย่างเรียบง่ายตามธรรมชาติบนพื้นฐานของสามัญสำนึกและประหยัด"

 

"หนังสือช่วยเติมช่องว่าชีวิตให้เต็มได้ ช่วยเปิดปัญญาให้เราได้รู้ทุกอย่างที่อยากรู้ และหนังสือยังช่วยเปิดหูเปิดตาให้เห็นโลกกว้างภายนอกได้ทุกซอกทุกมุม"

 

"คนเราหากคิดจะทำอาชีพอะไรก็แล้วแต่ ถ้ามีความมุ่งมั่นตั้งใจจริง มีความขยัน อดทน และพร้อมเสมอที่จะเรียนรู้งานนั้นๆ อย่างจริงจังไม่ท้อถอย โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในอาชีพอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอน"

 

"คนจีนอพยพยุคนั้นเขาจะประหยัดกันมากเลยค่ะ เงินทุกบาททุกสตางค์มีค่ามหาศาลสำหรับเขา จะไม่ค่อยซื้ออะไรกิน ใช้จ่ายเท่าที่จำเป็นอย่างเดียว เขาประหยัดกันสุดตัวเพื่อสร้างฐานะให้กับตนเองและครอบครัว พร้อมกับสร้างชื่อเสียงขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ"

 

"เมื่อผู้ใหญ่ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี ลูกๆ หลานๆ ก็จะได้เห็นแบบอย่างนั้นและซึมซับเข้าเป็นนิสัยไปโดยธรรมชาติ"

 

"พ่อเป็นคนเข้มงวดในเรื่องดูแลการเงินที่รับผิดชอบมาก แม้แต่สตางค์แดงเดียวก็ไม่มีปล่อยหลุดจากบัญชี ทุกบาททุกสตางค์ที่ขายได้ลูกๆ จะหยิบฉวยไปใช้โดยไม่บอกกล่าวนั้นไม่มีทางเลย"

 

"การทำธุรกิจต้องค่อยเป็นค่อยไป อย่าเร่งร้อนขยายงานด้วยการกู้เงินธนาคาร กำไรเท่าไหร่ ดอกเบี้ยจะกินหมด ให้เรายืนอยู่ได้ด้วยตัวเองดีที่สุด"

 

"เมื่อมีกำลังใจการจะก้าวไปข้างหน้าหรือทำสิ่งต่างๆ ก็ย่อมง่ายขึ้น"

 

"ผู้อ่านคือลมหายใจของหนังสือ ถ้าไม่มีผู้อ่านหนังสือเล่มนั้นๆ ก็ไม่มีทางอยู่รอดได้"

           

"คนสมัยก่อนเขาซื้อขายกันด้วยเงินสดอย่างเดียวค่ะ"

 

"แม่จะสอนลูกๆ อยู่เสมอว่าให้รู้จักขยันทำมาหากินและต้องรู้จักเก็บออมเงินที่หามาได้ไว้ใช้จ่ายยามฉุกเฉิน"

 

"งานอะไรก็แล้วแต่ถ้าทำด้วยความสนุกเนื้องานก็จะฉายอารมณ์สนุกออกมาด้วย"

 

"ความจริงใจเป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่จะยึดเหนี่ยวมิตรภาพให้ยืนยาว"

 

"ถ้าเราไม่วิ่ง ก็จะถูกทิ้งระยะห่างออกไปเรื่อยๆ ที่สุดเราก็นำใครไม่ได้ตามใครไม่ทัน"

 

"ความหมายของคำว่าแฟชั่นคือการก้าวล้ำไปข้างหน้า"

 

"ถึงแม้จะตั้งกรอบกลุ่มเป้าหมายไว้ แต่บางครั้งต้องหลุดออกจากกรอบบ้าง มิฉะนั้นจะเกิดความซ้ำซาก เหมือนไม่เปิดรับสิ่งใหม่ๆ ทำให้หนังสือล้าสมัยไม่น่าหยิบจับอ่าน"

 

"งานอะไรก็แล้วแต่ถ้าเราทำแบบย่ำอยู่กับที่และไม่คิดพัฒนาตัวเอง เราจะไปไม่ถึงไหน"

 

"ความไม่หยุดนิ่งและไม่ย่ำอยู่กับที่ทำนองนี่แหละที่ทำให้ขวัญเรือนยืนยาวมาได้ถึง 40 ปี"

 

           "การทำงานอะไรก็ตาม ควรทำอย่างมุ่งมั่น ตั้งใจจริง และอย่ามองว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นไม่สำคัญ หรือเป็นเพียงแค่ส่วนประกอบเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้หาคุณค่าความหมายอะไรไม่ได้ เพราะวันหนึ่งข้างหน้า สิ่งที่คิดว่าเล็กๆ น้อยๆ นั้นอาจจะแตกกิ่งก้านสาขาสร้างประโยชน์และคุณค่าให้กับชีวิตทำงานได้"

 

           "เราจะทำอะไรก็แล้วแต่ ถ้ามีศรัทธา สิ่งที่ทำก็จะเกิดผลดีตามมาอย่างแน่นอน"

 

            "คำว่า ศรัทธา สามารถสร้างได้ แต่กว่าผลจะมาเต็มๆ ใช่ว่าจะสร้างกันด้วยเวลาเพียงสั้นๆ ปีสองปี ต้องสั่งสมด้วยวิริยะอุตส่าหะเนิ่นนาน สม่ำเสมอ อาจจะเป็น 10 ปี 20 ปี 30 ปี"

 

           "ยิ่งระยะเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ถ้าเราสามารถรักษาศรัทธานั้นไว้ให้คงที่ได้ สิ่งที่เราสั่งสมมาก็จะยิ่งมีคุณค่าและมีความหมายมากขึ้น"

 

            "คนเราอยู่กับความจริงในชีวิตประจำวันอย่างเดียวไม่ได้หรอกค่ะ เราต้องมีฝัน มีจินตนาการ เพื่อปรับสมดุลการใช้ชีวิตด้วยสมองทั้ง 2 ซีกที่ธรรมชาติให้มา"

 

            "ถ้าคนเราไม่มีฝัน ไม่มีจินตนาการ คงเหมือนมนุษย์ที่มีชีวิตแต่ไร้ชีวาเป็นหุ่นยนต์เคลื่อนไหวตามระบบอย่างเดียว"

 

            "ผู้หญิงทุกคนฝันอยากเป็นนางเอกทั้งนั้นแหละค่ะ ทุกคนมีฝันที่สวยงามและอยากสมหวัง ไม่มีใครอยากเป็นนางร้ายผิดหวัง"

 

            "ศิลปะกับวิทยาศาสตร์สองศาสตร์นี้อยู่คู่กัน มีโลกแห่งความจริงก็ต้องมีโลกแห่งความฝันด้วยจึงจะสมดุล"

 

"การทำงานไม่ว่าจะเป็นงานใหญ่ยักษ์หรืองานเล็กๆ ทุกงานมีความยากง่ายอยู่ในตัวของงานเอง"

 

           

 

...........................................................................................................................

หมายเหตุ -เรื่องโดย พนิดา ชอบวณิชชา / เรียบเรียงโดย ชุติมา ศรีทอง / สำนักพิมพ์ a book

               -คำนิยมโดย พนมเทียน, กฤษณา อโศกสิน และทมยันตี            

               -และนี่คือ 1 ใน 10 หน้งสือดีเด่นประจำปี 2552 โหวตโดย พอกลอน ซาเสียง ครับ

ความคืบหลัง

posted on 21 Oct 2009 18:29 by porglon  in Life

 

 


 

พอกลอน ซาเสียง ถาม

พอกลอน ซาเสียง ตอบ

 

3 2 1

 

ทำไมหายไปหลายวัน

            ไปโรงพยาบาลคามิลเลียนมาฮะ

 

ป่วยหนัก

            เปล่าไปให้หมอตรวจ ตรวจเสร็จแล้วก็กลับฮะ

 

ป่วยเป็นอะไร

            ความจริงก็คือกินข้าวไม่ตรงเวลา แล้วกรดในกระเพาะก็เลยไหลออกมามั่วไปหมด

 

โรคกระเพาะใช่ไหม

            อืม ใช่

 

หายหรือยัง

            หายแล้ว แต่พอหายปุ๊บก็กลับมากินข้าวไม่ตรงเวลาอีกทันที(ยิ้มอยู่คนเดียว)

 

เซ็งตัวเองไหม

            ในระดับหนึ่ง แต่มั่นใจว่าเรื่องง่ายๆ แบบนี้จะไม่แพ้แน่ๆ เพราะปกติไม่เคยเป็นเลย

 

เลยเป็นสาเหตุที่ทำให้ไม่ได้อัพบล็อก

            เปล่า ไม่เกี่ยวกัน 

 

หมายความว่าไม่มีเรื่องจะเขียน

            ประมาณนั้น แต่จริงๆ ก็ไม่ใช่หรอก ก็แค่เขียนมานานเกินไปแล้ว ควรจะเขียนน้อยลงบ้าง

 

นานนี่นานแค่ไหน

            ประมาณ 4 ปี

 

ทำไมถึงต้องเขียนน้อยลง

            เผื่อจะได้มีเวลาคิดมากขึ้นไง แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่หรอก เพราะตั้งใจเอาเวลาไปทำอย่างอื่นมากกว่า

 

ทำอะไร

            อะไรสักอย่างที่อยากทำ(มากๆ)

 

บอกได้ไหมว่าคืออะไร

            อยากบอกเหมือนกัน แต่ภาพมันยังไม่ชัดเท่าไร คงต้องให้มันชัดกว่านี้

หมายความว่าจะไม่อัพบล็อกแล้ว

            เปล่าก็ยังคงอัพอยู่ แต่อาจจะไม่เยอะจำนวนและไม่มั่วประเด็นเหมือนเดิมแล้ว ก็คงทิ้งช่วงมากขึ้น เพราะ บล็อกที่ดีควรมีประเด็นชัดๆ ให้คนอ่านยึดเหนี่ยว ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าจะทำดีหรือเปล่า  และตอนนี้สนุกกับการอ่านของคนอื่นมากกว่า

 

แล้วอย่างนั้นบล็อกขอบคุณควรใช้เรื่องอะไรเป็นหลักให้คนยึดมากที่สุด

            เท่าที่เขียนมาก็คงจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับหนังสือแล้วก็ค่อยแตกประเด็นออกไป คิดว่าคนที่อ่านจะไม่สับสนที่สุด

 

แล้วทำไมไม่ทำ

            รู้สึกว่าการที่จะต้องเป็นคนที่มีมิติชัดเจนแบบบล็อกเกอร์ที่ดีนั้นมันใช้พลังงานมาก ความจริงผมเป็นพวกสนใจหลายอย่าง หรือจับจดนั้นเอง

 

ทำให้ตรรกะในชีวิตมั่วไปหมด

            คือตัวผมเองไม่มั่วหรอก เพราะรู้ในสิ่งที่คิดและสนใจอยู่ แต่คนที่มารับสารต่อจากผมน่าจะมึนไปหลายวัน

 

อธิบายให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นได้ไหม

            (นิ่งคิด) มันก็แบบว่า

            ผมเป็นคนที่ชอบหนังอาร์ตจากคานส์พอๆ กับชอบซีรี่ย์เกาหลี

            ผมเป็นคนที่ชอบวงอย่างเรดิโอเฮด แต่พยายามจะเต้นเพลง sorrysorry ของซูปเปอร์จูเนียร์ให้ได้(ตอนนี้กำลังฝึกอยู่)

            ผมอ่านหนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว แต่นิยายโรแมนติกที่เอามาทำเป็นละครช่อง 7 ก็อ่าน

            ผมชอบเรื่องวิทยาศาสตร์ล้ำๆ พอๆ กับการหุงข้าวด้วยฝืน

(อยากบอกว่าผมหุงข้าวแบบเช็ดน้ำได้ดีที่สุดในทุกค่ายที่ไปมา)

ผมชอบเรื่องธุรกิจพอๆ กับปรัชญาเซน

 

ซึ่งเรื่อง 2 สไตล์นี้มันควรอยู่ตรงข้ามกันมากกว่า

            ใช่ ถ้าพูดกันตามจริงเป็นแบบนั้น แฟนคลับของตัวอย่างที่ผมยกมาเนี่ยอยู่คนละฝั่งกันชัดเจน (เรียกว่าเกลียดกันก็ได้)

 

แล้วคุณว่าไงล่ะ

            ผมไม่รู้เหมือนกัน คนอื่นมาเห็นก็คงบอกว่าผมมันเป็นพวกไม่มีจุดยืน แต่ผมว่าผมมีจุดยืนนะ คือผมโลภไง

 

โลภที่จะรับสิ่งที่ดีที่สุดของ 2 อย่างที่ต่างกันมา

            ใช่โลภแบบนั้น แล้วมันจะกลับมากลางเอง(อันนี้คิดเอาเองนะ)

 

ฟังดูแปลกนะ

            อืมแปลกแหละ แต่แปลกแล้วไม่เกิดประโยชน์ก็อย่าเอาเยี่ยงอย่างเลย

 

แล้วคุณคิดว่าบล็อกของคุณเนี่ยเป็นอย่างไง

            ถ้าเป็นธุรกิจ ผมว่าเติบโตพอประมาณ แต่ในเชิงการแข่งขันถือว่าล้มเหลว

 

ควรต้องปรับปรุง

            ถ้าเป็นธุรกิจจริงๆ ก็ต้องเปลี่ยนแปลง ไม่งั้นก็ปิด แล้วไปลงทุนในธุรกิจอื่น

 

เช่น?

            เอาเวลาที่นั่งเขียนบล็อกไปขายกิฟฟารีนประมาณนั้น (อืมอันนี้ล้อเล่นนะ)

 

พูดเรื่องนี้ขึ้นมา แล้วคุณล่ะเคยไปฟังธุรกิจขายตรงไหม

            จะเหลือเรอะ  แต่ครั้งนั้นบังเอิญมากกว่า เพราะญาติผู้ใหญ่บังคับให้ไปไง วันนั้นกลับมาผมทำอย่างที่พวกหัวหน้ากลุ่มสาธิตโชว์ได้เลยนะ เอากระดาษมากาง วาดกราฟ  นำเสนอว่าถ้าคุณเป็นสมาชิกใหม่ จะทำเงินได้ยังไง กลุ่ม a กลุ่ม b กลุ่ม c แล้วต้องเอาอะไรมาจูงใจสมาชิกใหม่บ้าง

 

คุณจำมาหมด

            แน่นอนเพราะมันก็คือการทำเงินรูปแบบหนึ่งที่ต้องเรียนรู้  ผมก็เลยเอามานั่งวิเคราะห์เล่น แล้วยิ้มอยู่คนเดียว

 

แล้วสรุปว่าเขาหลอกลวงไหม

            ธุรกิจตัวนี้ไม่หลอกนะ เพราะว่ามันมีสินค้าจริง แต่เขาเน้นการหาสมาชิกใช้สินค้าเพิ่ม และเน้นการขายด้วย ขายมากได้มาก แต่ว่าถ้าเราไม่ได้เชื่อในสินค้าจะไปขายทำไมละครับ

 

ครั้งเดียวที่คุณไปฟัง

            ใช่ครั้งเดียว แต่ครั้งต่อมาพวกเขามาถึงที่เลยครับ หิ้วโน๊ตบุ๊กแมคฯ มาเลย แต่งตัวหล่อมากจนตกใจ แต่คนละเจ้ากัน (เพื่อนของเพื่อน) ความฮาคือ วิธีนำเสนอเนื้อหาแม่งเหมือนกันเลย ตอนนั้นได้แต่นึกในใจว่า พวกคุณครับช่วยคิดมุกใหม่ๆ หน่อยได้ใหม่ พล็อตแบบนี้มันซ้ำแล้วนะ  แล้วที่ฮาสุดคือทุกคนที่ทำแล้วประสบผลสำเร็จต้องถ่ายรูปคู่กับเบนซ์แล้วก็บ้านจัดสรรราคา 10-20 ล้านไง

 

คุณก็เลยคล้อยตาม

            จะบ้าเรอะ ผมยิ่งสงสัยว่า ถ้ารวยจริง ยิ่งทำยิ่งรวย ทำไมไม่มีสักคนถ่ายรูปคู่กับ เฟอรารี่ คันละ 17 ล้าน ไม่งั้นก็เครื่องบินเจ็ท แล้วก็ซื้อบ้านที่ออกแบบโดยสถาปนิกดังๆ สักคน

 

ซึ่งถ้าในรูปเป็น เฟอรารี่ จริงล่ะ

            มันก็จะไม่ประสบผลสำเร็จไง เพราะในสมองคนไทยส่วนใหญ่(ที่เขาอยากได้มาเป็นสมาชิก)(โดยเฉพาะคนต่างจังหวัด)ถูกฝังไว้แล้วว่า คนรวยขับเบนซ์เท่านั้น ถ้าขับเฟอรารี่เนี่ยคงรวยไม่มากหรอก รถไรว้า รูปร่างแปลกๆ ไม่รู้จักเลยสักนิด

 

งั้นแล้วถ้าในรูปบ้านเป็นดีไซน์แปลกๆ ล่ะ ราคาแพงหูฉี่ล่ะ

            คนส่วนใหญ่ก็คิดว่าไม่รวยหรอก เพราะมันไม่เหมือนในละครหลังข่าวไง จะราคา 100 ล้านออกแบบโดยสถาปนิกระดับโลกก็เถอะ ก็มันไม่เห็นเหมือนที่เคยเห็นมาไง เขาจะไม่เข้าใจ ต้องนั่งอธิบายเพิ่ม แล้วแทนที่จะทำยอดขายสมาชิกเพิ่มได้ก็กลายเป็นว่า นั่งคุยเรื่องบ้านไปแทน ว่าอืมบ้านแบบนี้ดีนะรับลม ไม่ร้อน ไรเงี่ย

 

แล้วคุณว่าคนที่ทำรวยจริงไหม

            รวยจริงสิ เพราะโมเดลธุรกิจมันคิดมาดีมาก ผมว่ามันก็โอเคนะ เพราะถ้าเชื่อในสินค้า ขยันหาสมาชิก ขยันขาย ขยันสร้างทีม โมเดลธุรกิจมันเอื้อยู่แล้ว แต่ถ้าไปทำเล่นๆ แล้วเป็นฐานให้เขาขึ้นไป มันก็ไม่ได้อะไรหรอก อย่างน้อยมันก็ยืนยันทฤษฎีที่ว่าถ้าคุณตั้งใจทำอะไรจริงมันก็มีทางสำเร็จ

 

อ้าวแล้วสมาชิกใหม่มันจะหาได้เรื่อยๆ หรือ มันไม่ตันอย่างนั้นหรือ เพราะรูปแบบมันเป็นแบบปิรามิดนิ

            ไม่ต้องห่วง เพราะมีนักศึกษาจบใหม่ทุกปีไง วัยใสปิ๊งเกิดขึ้นมากมายให้ชักชวน ปีๆ หนึ่งมนุษย์รุ่นใหม่ก็เกิดตลอดนิ เรื่องตันมันยากอยู่แล้ว

 

อืมกำลังคุยสนุกทีเดียว แต่เวลาและพื้นที่หมดแล้ว คงต้องไว้โอกาสหน้า

            เหรอครับ น่าเสียดายมาก

 

งั้นลาแล้วครับ สวัสดีครับ

            สวัสดีเหมือนกันครับ

 

 

 

............................................................................................................................................................................................

 

 

ไม่มีใครหรอกที่ไม่อยาก

posted on 14 Oct 2009 22:45 by porglon  in Word

 

(ขออภัย ลงรูปผิด!!)

 

 

คิดว่าจุดที่วงยืนอยู่ตรงนี้มันเป็นจุดที่พอใจหรือยัง หรือว่ามันควรจะขึ้นไปอีก

 

กิ๊ฟท์ซ่า "อืม ก็ยังไม่ได้พอใจน่ะค่ะ เพราะความสามารถเรามันยังไม่ทะลุไปถึงจุด

ที่เราจะพอใจได้ ณ ตอนนี้ เพียงแต่ว่าความเป็นไปได้มันก็พูดยากค่ะ"

กิ๊บซี่ "คือการทำงานแบบนี้ ถ้าเมื่อไหร่ที่พอใจปุ๊บมันจะหมดการพัฒนาแล้ว

คือเรามองว่าเราต้องไม่พอใจในสิ่งที่เราเป็นอยู่ตลอด มันจะได้แอ๊กทีฟ มันจะได้มี

การสร้างสรรค์มากขึ้น งานแบบนี้ถ้าพอใจมันก็จะอยู่ที่เดิม คนก็จะเบื่อ เราก็ต้อง

ทำตอนนี้ให้ดีที่สุด ถามว่าจุดนี้มันดีไหมมันก็ดีอยู่แล้ว แต่เราอยากให้มันดีที่สุด

มันจะดีขึ้นอีกไหม มันก็เป็นไปได้ สิ่งที่เราทำได้ก็คือ ก็ทำให้ดีที่สุดไปเรื่อยๆ"

 

ที่กิ๊ฟท์ซ่า พูดเรื่องของความสามารถที่ยังไปไม่ทะลุไปถึงจุดที่เราพอใจ

ขยายความหน่อย

 

กิ๊ฟท์ซ่า "ความสามารถมันสามารถพัฒนา ถ้าตอนนี้เราอยู่ระดับประเทศ

แล้วถ้าเราอยากขึ้นไประดับทวีประดับโลก มันไม่ได้อยู่ที่เรา มันอยู่ที่หลายส่วน

มันก็คงตอบยาก"

แนนนี่ "ถามว่าอยากไหม ไม่มีใครหรอกที่ไม่อยาก ทุกคนก็มีความฝัน

แต่องค์ประกอบมันไม่ใช่แค่พวกเราไม่ใช่แบบถ้าเราเก่งมากกว่านี้

แล้วเราจะได้ขึ้นไป มันไม่ใช่ มันก็ต้องมีองค์ประกอบโดยรวมแล้วก็โอกาสด้วยค่ะ" 

 

................................................................................................................................................

ตัดมาจากนิตยสาร สีสัน ปีที่ 21 ฉบับที่ 1 สัมภาษณ์โดย คุณศุภางค์ภัค เศารยะพงศ์