การกระจัดเท่ากับศูนย์
posted on 12 Feb 2007 16:34 by porglon in Lifeกลับมาแล้วคร้าบ
กลับมาแล้วค่า
มันเป็นถ้อยคำสั้นๆง่ายๆที่ผมแอบหลงรัก ทุกครั้งที่ได้ยินได้ฟังหรือได้อ่าน หัวใจจะเต้นผิดจังหวะรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง เสมือนแหล่งพลังงานขาดห้วง ระบบเมตาบอลิซึมหยุดชะงัก ผมไม่รู้สาเหตุบอกได้เพียงว่าชื่นชอบ หลงใหลหัวปักหัวปำ แม้ไม่จำเป็นต้องมีนัยยะซ่อนเร้นหรือปรัชญาแอบแฝง ผมก็ยังชื่นชมอยู่ เพราะใครต่างที่ต้องออกเดินทางไปทำสงครามชีวิตส่วนตัวกัน อาจยาวนานนับปีหรือแสนสั้นเพียงวันหนึ่ง แต่เมื่อถึงเวลาย้อนกลับบ้าน เดินผ่านริมรั่ว หยุดยืนหน้าประตู มีเสียงสุนัขคุ้นเคยครวญคราง แล้วมีใครบางคนที่รออยู่จะโผล่หน้ามาต้อนรับ ประสานสายตาเข้าหาซึ่งกันและกัน จังหวะนี้เองที่ผมพบว่าเป็นฉากชีวิตที่แสนโรแมนติกที่สุด แม้อาจไม่มีถ้อยคำที่ผมชอบฟังแต่ทั้งหมดคือการบอกกล่าวให้รับรู้ ว่าผู้คนที่หมุนวนรายรอบใครแต่ละคนได้กลับมาอย่างปลอดภัยแล้ว กลับมาพบปะเจอะเจอกันอีกครั้ง อย่างน้อยๆก็ยังมีช่วงเวลานี้แหละ ห้วงเวลาอีกสักนิดที่จะอยู่เคียงข้างกันและกัน อาจเพราะผมมั่นใจว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่ผู้คนบนโลกใบนี้ จะได้รับแต่งตั้งให้กลายเป็นบุคคลผู้โดดเดี่ยวโดยสมบูรณ์ เหมือนเช่นดั่งโทนี่ ทาคิตานิ ตัวละครหลักในเรื่องสั้นของฮารูกิ มูราคามิ ได้รับการสถาปนาให้เป็นอย่างสมบูรณ์แบบ
เราชอบการเดินทาง เพื่อนที่รู้จักมักคุ้นดีบอกกับผม ในวันที่แสนธรรมดาวันหนึ่ง ธรรมดามากเสียจนคำพูดส่วนใหญ่ฝ่อเสียไปหมดแล้ว
อืม ผมพยักหน้า นายมักหายตัวไปอยู่เสมอ
เสียงรถราในเมืองหลวงเข้ามาแทรกขัดจังหวะสนทนาอีกครั้ง พาหนะเหล็กยังคงติดขัดกันยาวเหยียดบนถนนจนกลายเป็นเรื่องชินตา ภาพรถที่เห็นไม่ต่างจากการเดินขบวนประท้วงของผู้คนในอดีต ดูเหมือนจะยังมีสิ่งที่ผู้คนต้องการเรียกร้องอยู่ การชุมนุมครั้งนี้จึงถูกจัดขึ้นทุกวัน ในแทบทุกเวลาแทบทุกเมืองใหญ่ของโลก ผมมีส่วนร่วมน้อยครั้งกับการประท้วงครั้งนี้ แต่หากหวนคืนสู่กงล้อทุนนิยมอีกครั้งคงเป็นอีกคนหนึ่งที่ร่วมเรียกร้องโดยไม่รังเกียจ แน่นอนที่ว่าเรื่องทั้งหมดไม่มีข้อสรุปชี้ชัด ยืนยันได้เพียงว่าเป็นเรื่องพื้นฐาน สามัญ กลาดเลื่อน
ทำไมหละ ผมถามในสิ่งที่เพื่อนรอคอยอยู่ หากไม่พูดขึ้นบทสนทนานี้จะกระอักกระอ่วนและตายสนิท ในวันที่ฝนฟ้าไม่เป็นใจต่อเมล็ดคำนัก
อิสระไง มันเป็นเหมือนการหลุดพ้นจากกรอบที่มองไม่เห็น ชายหนุ่มบอกเล่า ทุกครั้งที่เดินทางเราจะรู้สึกเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด
อืม...แล้วการเดินทางเป็นสายตาของนักเขียนนี่จริงไหม ผมหยิบยืมวาทะเด็ดของนักเขียนชื่อก้องนาม รงค์ วงศ์สวรรค์ มาซักไซร้ มองนิยายเล่มล่าสุดของเพื่อนที่วางอยู่บนโต๊ะอีกครั้ง ความอุตสาหะ พยายาม และบากบั่นทางการเขียน ทำให้เขามีงานรางวัลในสายการประกวดบ้านเราอย่างต่อเนื่อง
อือ เราว่ามันช่วยได้ สายตาของเพื่อนเหม่อมองไปริมถนน เพราะมันมีทุกเรื่องราว ไหนจะผู้คน ไหนจะบทสนทนา ความคิดเห็น รวมทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นวัตถุดิบในการเขียนไว้จริงๆ
ไม่ซ้ำซากจำเจ ผมกล่าวเสริม
ใช่ อย่างที่บอกแหละ เขาตอบรับ
เห็นด้วยอย่างยิ่ง ผมต่อขาน
แต่แล้วทั้งผมและเพื่อนก็ต้องหยุดชะงัก มีปรากฎการณ์ความแห้งแล้งเป็นประวัติการณ์ของบทสนทนาที่จะเริ่มต่อไปก่อตัวขึ้น พื้นดินถิ่นฐานหลักของถ้อยคำโดยรอบแตกระแหงอย่างรวดเร็ว ต้นหญ้าความคิดแห้งกรอบ แหล่งน้ำสัมพันธ์ขอดแห้ง ฝูงโคเนื้อหนังของประโยคพากันผอมโซจนเหลือแต่กระดูก ยากเย็นเกินกว่าที่ใครๆจะปลูกถ้อยคำให้แทงกล้าขึ้นมาได้ ไม่มีใครรู้ว่าเพราะอะไร ไม่มีใครเข้าใจ แต่บางครั้งบทสนทนาของใครต่อใครมักยุติลงดื้อๆ ไม่มีทางรับรู้ว่าสิ่งที่พูดคุยกันมาอย่างยาวนานจะจบลงเสียแล้ว ปะติดปะต่อเข้าหากันอีกกี่ครั้งก็ไม่สำเร็จ หากทำได้ก็เป็นเพียงการเสแสร้ง หยิบแผ่นปะหน้าขึ้นมาสวมให้ดูดี แหวกว่ายดำน้ำที่แห้งขอดกันต่อไป ทั้งๆที่แทงค์อากาศด้านหลังไม่เหลือติดก้นถึงอีกแล้ว มีไม่เพียงพอต่อการว่ายกลับขึ้นสู่ผิวน้ำเบื้องบนของคนสองคน ระดับความลึกสุดหยั่งของการพูดคุยตรงนั้น มีแรงดันอากาศมากมายเกินกว่าที่จะปรับระดับและเหลือรอดกลับมาทั้งคู่ ผมคาดเดาว่าเพื่อนคงรับรู้เช่นกัน ถ้าหากยังดันทุรังฝืนต่อไปคงไม่เป็นผลดี เราทั้งสองอาจจบสิ้นในมหันตภัยเงียบที่แฝงเร้นอยู่ในการดำเนินชีวิต และผมรับรู้ว่าเมื่อฤดูกาลเหมาะสมกว่านี้ การพูดคุยจะเต็มไปด้วยเรื่องราว ข้อคิดเห็นที่น่าสนใจ ประโยคที่แตกแขนงต่อยอดไม่หยุด แต่ตอนนี้ที่ผมจะทำได้คือสงบนิ่ง เฝ้ารอคอยกาลเวลาให้เคลื่อนผ่าน
ผู้คนส่วนหนึ่งรักการเดินทาง ผู้คนอีกส่วนรักถิ่นฐาน ผมคาดเดาสุ่มว่าคนทั้งสองประเภทมีจำนวนมากพอกัน จากทฤษฎีสมดุลของนักคิดสักคนหนึ่ง แต่การเดินทางไกลห่างไกลจากผม เวลาส่วนใหญ่ของผมจึงหมดไปที่บ้าน กล่าวสรุปคือผมถูกจำแนกอยู่ในพวกหลัง ซึ่งส่วนใหญ่มักประกอบไปด้วยผู้หญิง เป็นสัดส่วนแห่งการเฝ้าคอย อยู่ตรงจุดศูนย์กลางของเรื่องราวที่เรียกว่าบ้าน ผมยังจดจำข้อความที่เพื่อนอีกคนหนึ่งเขียนไว้ที่ข้างผนังห้องได้ดี เหนือโต๊ะเขียนแบบเก่าคร่ำคร่านั้นมีอักษรตัวโตลายมือขยุกขยุยใจความว่า อย่างไรก็ตามบ้านก็คือบ้าน ข้อดีของบ้านคือไม่มีใครสามรถเปลี่ยนแปลงมันได้ เป็นข้อความเก่าเก็บหนึ่งที่ยังจำได้ติดตา แต่...ไม่ว่าใครจะถูกจัดหรือเลือกเป็นฝ่ายไหน หากขาดฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไป องค์ประกอบคงสูญสิ้น ระบบสมดุลคงล่มสลาย โลกคงเหว้าแหว่งไม่เป็นชิ้นเป็นอัน และผมคงไม่ได้ยินถ้อยคำรื่นหูนั้นอีกแล้ว แต่บางทีโลกคงแอบกระซิบผู้คนอยู่เสมอว่า ไม่ว่าใครก็ตามต่างมีความสำคัญเท่ากันหมด
ผมกลับมาแล้วครับ
โอไกเอริ อย่างนี้เปล่าหว่า?ในภาษาญี่ปุ่น ไม่รู้แฮะ แต่อยากพูดคำนี้จัง
#1 By omega on 2007-02-12 17:11