ความฝันปัดฝุ่น

posted on 29 Jun 2007 10:56 by porglon in Conversation

ถึง กาตู้

หลายเดือนที่ผ่านมาผมเดินทางไปยังบ้านไม้หลังเก่ากลางกรุงนั้นบ่อยขึ้น บ้านหลังที่ใครหลายคนเรียกว่าบ้านบิ๊กบราเธอร์นั้นแหละ แต่สำหรับผมอยากขอเรียกมันว่า บ้านพาเลศ ฟล็อพเฮาส์(กรุงเทพ) เสียมากกว่า เพราะบรรยากาศโดยรวมมันคล้ายแหล่งที่พักพิงในนวนิยายเรื่อง วิมานคนยาก(a cannery row) ของจอห์น สไตน์เบ็ค เลยทีเดียว
ทุกวันนี้บรรยากาศที่มียังคงเหมือนเคย เพื่อนพ้องที่ต่างแยกย้ายไปทำงานยังกลับมาพบกันตลอด เพียงแต่ทุกวันนี้อาจดูเงียบเหงาไปบ้าง เพราะใครหลายคนเริ่มเลือกเดินทางไปทำงานห่างไกลบ้านหลังนี้กันมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเท่าที่ทราบหลายคนกระจัดกระจายห่างไกลกันไปทั่วสยามประเทศ และมีอีกไม่น้อยหลุดลอยไปไกลยังดินแดนต่างถิ่นเกิด(กาตู้เป็นหนึ่งในนั้น) ทั้งๆที่ผมคิดว่า ความจริงเพื่อนทุกคนยังอยากอยู่ร่วมกันเพื่อสร้างสรรค์ความสนุกสนานแบบเหมือนเคยแท้ๆ(อย่างเช่นการเล่นฟุตบอลตอนตีสอง การแก้ผ้าเล่นน้ำตอนฝนตก การเปิดมินิคอนเสิร์ต การตั้งวงสนทนาถกปัญหาโลกแตกที่สุดท้ายก็ไม่มีใครยอมใคร หรือการทดลองเล่นผีถ้วยแก้วทว่าไม่น่ากลัวสักนิด จนถึงการนั่งละเลียดบรรยากาศที่แสนธรรมดานี้แหละ) แต่ดูเหมือนกิ่งก้านสาขาของชีวิตคนเราจะแตกกิ่งก้านกันไปคนละทิศทางอย่างเห็นได้ชัดเสียแล้ว วันนี้แต่ละคนจึงเดินย่ำไปบนเส้นทางที่ร่างไว้จนไกลห่างกันไปทีละนิด บางคนก็รู้ตัวดี แต่อีกบางคนก็ไม่รู้ตัวเลย ว่าวันหนึ่งสายใยแสนบางนั้นจะขาดหายไปจนไม่เหลืออะไรสักอย่าง ผมว่าบางทีหลายคนอาจรู้สึกว่าการที่เราได้มีโอกาสสุ่มมาพบกันในช่วงเวลาหนึ่งเป็นเพียงอุบัติเหตุในระบบความคิดของพระเจ้า ดังนั้นเมื่อถึงเวลาก็แยกย้ายฉีกขาดกันไปง่ายดายเหมือนคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อนก็ไม่เป็นไร แต่ไม่รู้สิสำหรับผมไม่รู้สึกเช่นนั้น เพราะอย่างน้อยที่สุดสำหรับผมเส้นสายเหล่านั้นก็ยังคงมีอยู่ เป็นดั่งเส้นร่างที่แน่นอนที่ถูกระบายทับปิดด้วยสิ่งสาระพันเท่านั้น และเมื่อสังเกตุดีๆ ลองพลิกตะแคงสิ่งระเกะระกะออกไป ก็จะพบเส้นสายแห่งสัมพันธ์ที่เหนี่ยวแน่นเกินกว่าใครจะไปทำลายมันได้
ทว่าทุกวันนี้ทุกคนต่างก็เติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นแล้ว โลกทุนนิยมก็ไม่เคยผ่อนผันให้เรานิ่งเฉยหยุดคิด หรือกำหนดอะไรมาก มีเพียงน้อยคนที่ไม่ไหลไปตามกระแสธารอันเชี่ยวกรากเหล่านั้น ในแต่ละวันหากไม่ก้าวเดินต่อ เพียงเวลาสั้นๆผู้คนมากมายก็จะล้ำหน้าเราไปไกลแสนไกลแล้ว การแข่งขันที่แสนเลวร้ายจึงยังดำเนินต่อไปโดยไม่ยุติ ผมรู้เพียงว่าจนกว่าความเสื่อมของทุนนิยมจะคลืบคลานเข้ามาเหมือนที่ครั้งหนึ่งระบบกษัตริย์ หรือจักวรรดนิยมเคยเรืองอำนาจในอดีต ผลัดใบเป็นระบบการใช้ชีวิตแบบใหม่ที่ตอบโจทย์การมีชีวิตที่เปลี่ยนไปของผู้คนส่วนใหญ่ แน่นอนไม่มีใครรู้ว่าสิ่งดีหรือเลวร้ายแค่ไหนที่รอคอยทุกคนด้วยใบหน้าโอบอ้อมอารีอยู่


ความเปลี่ยนแปลงยังคงเป็นความจริงของทุกสิ่งเสมอ


และขออภัยที่ออกทะเลไถลไปไกล งั้นกลับมาถึงสาเหตุสำคัญของจดหมายฉบับนี้กันดีกว่า
งานสถาปนิกที่สิงค์โปร์เป็นอย่างไรบ้างเล่า ? กับการก้าวเดินไปของชีวิตทางสถาปัตยกรรมในสิ่งแวดล้อมแปลกตา ผมคิดว่าอยากถามเช่นเดียวกับเพื่อนๆในบ้าน พาเลศ ฟล็อพเฮาส์(กรุงเทพ) มากอยู่ จึงหวังว่าจะช่วยชี้แจงแถลงไข(และหลังจากนี้สมาชิกเหล่านั้นคงจะตรึกตรองและตัดสินใจไปทางนั้นอีกไม่น้อย) ถูกใจ ผิดหวัง สนุกสนานมากน้อยแค่ไหนกับวัฒนธรรมการออกแบบที่นั้น แล้วอีกเรื่องคุณภาพชีวิตบนประเทศขนาดกระจุ๋มกระจิ๋มแสนเจ้าระเบียบนั้น ที่สำคัญที่สุดจะถอดทิ้งประเทศไทยที่มีหญิงสาวน่ารักล้นเหลือไปได้ลงคอแค่ไหน(ถ้าหากไม่เป็นความลับก็เล่าสู่กันฟังได้ผมรอข่าวอยู่ทางนี้)


ส่วนทางผมเองทั้งสบายดีและไม่สบายดี(อันนี้ไม่ได้กวนบาทาใคร) เพราะมีเรื่องให้ขบคิดซ้ำไปวนมาไม่รู้จบ ด้วย1 ปีแรกในการทำงาน(ของคนรุ่นผม)ครบรอบสมบูรณ์แล้ว และใครต่อใครก็ได้เปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างก้าวเดินไปข้างหน้ากันพอสมควร ส่วนผมก็ได้มาถึงเส้นกำหนดที่ตัวเองขีดไว้เสียที ว่าถึงเวลาทำงานประจำบ้างแล้ว หลังจากที่ใช้เวลาเพื่อพูดคุยสอบถามกับตัวเองมาตลอดหนึ่งปีว่าสิ่งที่ตนเองสนใจคืออะไร สำหรับเรื่องงานอิสระ(ในสายสถาปัตย์รวมถึงข้างเคียง)แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่น่าสนใจ และเท่าที่สัมผัสผมว่าหลายคนก็ดูเหมาะสมดีแต่สำหรับผมรู้ตัวว่าไม่เหมาะสมเอาเสียเลย หากฝืนทำต่อไปก็จะกลายเป็นผลเสียต่อทุกฝ่ายมากกว่า งานอิสระจึงกลายเป็นคำตอบของคนอื่น ส่วนเรื่องงานสถาปัตยกรรมที่ไม่อิงระบบทุนที่ผมสนใจมากๆ ในตอนนี้ก็บอกได้เพียงว่ายังไม่ถึงเวลาเช่นเดียวกับงานเกษตรกรรมที่ผมจะของดเว้นการพูดคุยไว้ก่อนสักพัก(เพราะเดี๋ยวจะไปชวนคนอื่นเขาทะเลาะขึ้นมาอีก)
และผมว่าถึงเวลาแล้วที่ควรจะลองทำตามความคิดของเด็กน้อยคนนั้นดูเสียที หนึ่งความคิดธรรมดาสามัญที่ไม่มีใครชี้นำ ไม่ได้เป็นกระแส ไม่ถูกใครบีบบังคับ เป็นเพียงความคิดที่บังเอิญแวบผ่านเข้ามาแล้วไม่จากไปไหน ความตั้งใจอันเก่าแก่ที่มีอายุอานามมากกว่า 10 ปี และบังเอิญพอดีที่ผมได้กลับมาอ่านถ้อยแถลงหนึ่งที่น่าสนใจที่ แกรี่ เฮอร์เบิร์ท นักกีฬาเหรียญทองโอลิมปิคเคยกล่าวไว้ว่า
ถ้าไม่ใช่คุณ แล้วใคร ถ้าไม่ใช่เดี่ยวนี้ แล้วเมื่อไหร่

แน่นอนว่าผมยังจดจำความรู้สึกถึงทุกอณูเนื้อนั้นได้ไม่ผิดเพี้ยน ในวันหนึ่งเมื่อ 10 ปีก่อนที่เด็กน้อยไร้เดียงสาคนนั้นจู่ๆก็ฉุกคิดขึ้นมาและประกาศกับตัวเองว่า

จะทำร้านหนังสือ


ปล.แต่ตอนนี้ผมจะขอกระซิบบอก แกรี่ เฮอร์เบิร์ทว่า หลังจากนั้นสิบปีไง เพราะถ้าคุณยังไม่เปลี่ยนใจก็ทำมันได้แล้ว

หมายเหตุ
-ชื่อร้านหนังสือที่ตั้งไว้ตอนนี้คือ Heaven s Bookstore(ร้านหนังสือที่รัก)
-Concept หนังสือคัดสรร หนังคัดเลือก บทเพลงรมรื่น
-พื้นที่ร้านขนาด 2x3 เมตร (ขนาดเล็กมากแต่ค่าเช่าสูงเอาการ ทว่ามีพื้นทีโล่งด้านหน้าสามารถใช้ประโยชน์ได้ดี แต่ข้อเสียคือมันอยู่คนละระดับ-ฮา)
-ที่ตั้งอยู่ในอาคาร Leaning Point (สถาบันสอนภาษา) ตรงข้ามประตูใหญ่มหาวิทยาลัยศิลปากร นครปฐม
-การเดินทางเป็นจุดอับทางสัญจรชั้นเยี่ยม แต่ได้เรื่องความสงบเงียบและไม่พลุกพล่านมาเป็นข้อแก้ตัวได้บ้าง
-เริ่มปฏิบัตการณ์ 3 กรกฎาคม 2550
-กิจกรรมครั้งนี้ใช้หัว(ที่มีอันน้อยสุดๆ) กับการวางแผน(ที่ร่ำเรียนมาบ้าง) และแรงงาน(ที่มีมากเหลือ)มากกว่าใช้ทุน
-และ(อีกครั้ง)ถ้าล้มเหลวเมื่อไหร่จะแจ้งให้ทราบทันที(ฮากว่า)

ด้วยความคิดถึง

..................................................................

สวัสดีพอกลอน ยินดีด้วยที่ทั้งสบายดีและไม่สบายดี

หลังจากอ่านจดหมายของคุณแล้ว ในหัวสมองคล้ายถูกกระทบด้วยวัตถุลึกลับบางอย่างกระแทกเข้าอย่างจัง มันกระแทกเอาส่วนของความทรงจำกระเด็นหลุดตกมากองอยู่ที่หน้าตัก บ้างผมยังจำมันได้ดี บ้างผมก็ลืมมันไปซะตั้งนานแล้ว ผมนิ่งนึกไปไกลถึงกิจกรรมในอดีตที่ผ่านมา(โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเตะฟุตบอลผิดเวลา และการหลับนอนเอาเมื่อฟ้าสาง ตื่นขึ้นมาตอนเที่ยงเพื่อกิน และนอนในตอนบ่ายเก็บแรงไว้เตะบอลในตอนกลางคืน) และก็ หนุกหนาน กับอดีตเหล่านั้นอยู่พักใหญ่ๆ

จริงของคุณที่ตอนนี้พวกเราหลายๆคนแยกย้ายกระจายกันไปตาม กิ่งก้านสาขาแห่งชีวิต บางคนก็คงเลือนรางไปแล้วกับอดีตเหล่านั้นในขณะเดียวกันบางคนก็ยังเก็บความทรงจำนั้นไว้อย่างดี สำหรับผม ความสนุกสนานในอดีตยังคงไหลวนเวียนในร่างกายอยู่ตลอดเวลา (ซึ่งน่าจะเช่นเดียวกับคุณ) แม้เราจะค่อยๆแยกออกห่างกันทีละเล็กละน้อย และแยกย้ายกันตามระบบความคิดของพระเจ้า (ขอลอกข้อความมาใช้ เหอเหอ) แต่การลาจาก มันทำให้การกลับมาพบเจอมีความหมายมากขึ้นไม่ใช่หรือ ผมเห็นด้วยกับคุณทีเดียวว่า เพียงแค่เก็บกวาดเอาสิ่งระเกะระกะออกไป ทุกอย่างจะกลับมาเหมือนเดิมทันที เพราะมันไม่หายเคยไปไหน

ในชีวิตประจำวันที่นี่ (สิงคโปร์) ผมยังคงออกไปเล่นฟุตบอลกับผู้อื่นตามสถานที่ที่จัดไว้เพื่อการออกกำลังกาย (ของประชาชนในประเทศของเขา) ด้วยภาพในอดีตที่ฝังอยู่ในหัวสมองว่า ในสนามฟุตบอลนั้นคงจะเต็มไปด้วยความสนุกสนานเหมือนเมื่อก่อน (ซึ่งแตกต่างเพียงเล็กน้อย เพราะบางอย่างที่พวกเขาสนุกสนานกันนั้น ผมฟังไม่ออก) แต่การได้เล่นฟุตบอลนั้นสนุกจริงๆเพราะสนามฟุตซอลที่โน่น ถูกจัดการไว้เป็นระเบียบ โกล์หรือประตูเป็น ประตูเตี้ยๆ (เท่าๆกับประตูรูหนู) แต่ยาวกว่าสักสองเท่าครึ่ง รอบๆเส้นขอบสนามไม่ใช่ปูนขาวแต่เป็นกำแพงสูงราวเก้าสิบเซนติเมตรรอบทั้งสี่ด้านชนเสมอคานของโกล์ ทั้งสนามถูกครอบไว้ด้วยกรงตาข่าย เพื่อป้องกันการเสียหายกับกิจกรรมรอบข้าง (คุณก็รู้ ประเทศนี้มันมีพื้นที่ให้ใช้ฟุ่มเฟือยและเละเทะเหมือนบางประเทศซะที่ไหน) และทั้งหมดทั้งกรงนั้น ถูกไฟสปอตไลท์ ส่องสว่างอย่างทั่วถึง มันกลายเป็นสังเวียนฟุตซอลที่ดูมีมนต์ขลังขึ้นมาทีเดียวสำหรับผม ฝีเท้าคนที่โน่นก็ใช่ย่อยซะเมื่อไร กรุณาอย่าอิจฉา คุณก็สามารถไปร่วมฟาดแข้งกับพวกเขาได้ ในราคาที่เป็นมิตรภาพ(กับความฟุ่มเฟือย)

อย่างไรก็ตามตอนนี้ผมกลับมาอยู่ในประเทศบ้านเกิดอีกครั้ง ด้วยอุบัติเหตุบางอย่างทำให้ผมไม่สามารถอยู่ทำงานต่อไปได้ แต่ยอมรับว่าเดือนที่ผ่านมานี้ หลายๆอย่างเกี่ยวกับความรู้ทางสถาปัตยกรรม ทัศนคติ ความสนิทสนม ทุกอย่างมีการเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ผมสนุกสนานกับอาชีพ สายหลัก ของคณะที่เคี่ยวกรำเรามามากขึ้น ซึ่งคงจะแลกเปลี่ยนกับคุณ อาจจะเป็นจดหมายฉบับอื่นหรือการนั่งร่วมวงสนทนา เนื่องด้วยมันเป็นเรื่องที่มากด้วยรายละเอียด (และความขี้เกียจของผมเกินพิกัด)

เรื่องธุรกิจ ไม่สิ กิจกรรมที่คุณเลือกทำในช่วงเริ่มต้นของชีวิต (วัยหนุ่ม) โดยการทำร้านหนังสือนั้น ผมชักอยากจะเห็นและร่วมเป็นกำลังทรัพย์ อุ๊บส์ กำลังใจให้เต็มที่ มันอาจจะเริ่มด้วยความเล็กกะทัดรัดพอที่คุณจะดูแลและทำความสะอาดได้ทั่วถึง มีพื้นที่รองรับเพื่อน(ที่)ตกงานได้อย่างเพียงพอ เผื่อเขาคนนั้นต้องการพื้นที่อ่านหนังสือที่ห่างไกลจากความวุ่นวายทั้งปวง

จริงๆแล้วเรื่องของทุนนิยมที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับคุณตลอดมา ผมเริ่มจะเห็นว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องน่าเกลียด ผมได้ยิน หรือ เห็น หรืออ่านมา ก็จำไม่ได้ บอกว่า หากคุณต่อต้านมันไม่ได้ ก็เข้าร่วมมันซะเลย เราอยู่ในเวลานี้ที่กระแสธารหลักในเรื่องต่างๆดำเนินไปด้วยเงินตราและระบบทุน(ที่คุณไม่ค่อยขี้หน้ามันสักเท่าไร)
แต่อย่างไรก็ตามมันเป็นหน้าที่ของเราที่จะเลือกเอาสิ่งต่างๆมาปรับแต่งเพื่อให้เข้าก็เรา ในระดับที่เราพอใจและไม่ทำร้ายความรู้สึกเราเอง นั่นล่ะผมว่าเราก็ไม่ได้หวังจะรวยจากกิจการที่ใหญ่โตขึ้น (จากนั้นนำเข้าตลาดหลักทรัพย์ ขายเลี่ยงภาษี และบินหนีไปนอก) แต่กำไรของมันคือการที่อาจจะพบคนที่ฟังเพลงแบบเรา อ่านหนังสือ(และคอยจับผิด)แบบเรา และได้นั่งสนทนาด่าโน่นด่าหนี้ฟาดงวงงา แค่นี้ก็น่าสนุกมากเหลือเกินแล้ว มันอาจจะตะกุกตะกักบ้าง แต่อย่างน้อย ผมก็รู้สึกคึกคักที่เพื่อนผมจะมีร้านหนังสือตามที่เขาวาดฝันไว้ในอดีตเพื่ออนาคตของเขา

เกี่ยวกับอนาคตที่ยังดูไม่ออก อดีตที่หวานหอม ดูจะเป็นที่พักใจที่ดีทีเดียว

Comment

Comment:

Tweet

คุณเป็นคนอบอุ่นรู้ตัวมั้ย

#11 By kigmeto on 2007-08-01 00:47

งั้นรอวันที่ 09/09/09
ถ้าจะดีไม่น้อย

เลขสวยนะ
เอาละ เตรียม launch RC รวมเล่ม เพิ่มตอนพิเศษเน้นแต่ฮา ภายในเดือน 7 นี่เลยคร้าบ..............บ แฟนๆเตรียมตัวอุดหนุนกันได้ โฮ่โฮ่

#9 By omega on 2007-07-05 15:51

++++เตือน....คุณพอกลอน+++
อย่าริอาจขอความอบอุ่นจากคุณสปาร์ตาเลยเดี๋ยวร้านจะพังด้วยความยิ่งใหญ่...

*ชีเป็นนางแบบ ใครๆก็อยากจะเจอตัวจริงตามมาดูที่ร้านเดี๋ยวร้านจะพังเอา

ยินดีด้วยนะคะกะร้าน(ใหม่) แล้วจะแวะไปหาแน่นอน

#8 By (124.120.227.184) on 2007-07-05 14:37

555
เอาอุ่นขนาดไหนจ๋ะ 555

นี่ถ้า วันที่ 07/07/07 จะดีมาก
วันนี้ดูข่าวเค้าบอกมาว่า คนถือวันนี้แต่งงานกันมากบอกวันดี
แล้วยิ่งปีหน้า 08/08/08

ทำเอาฉันงง มันก้แค่วันน่ะ
งงเลย ฝรั่งก็เชื่อ
อย่างงี้ให้ดีต้องรีบหาแฟนให้ได้ก่อนวันที่ 08/08/08
555

งง เข้าใจว่าชีวิตคนเกิดมาก็มีตัวเลข
แต่ตัวเลขไม่ได้กำหนดชีวิตนะเคอะ
555

#7 By Sprata+ (124.121.42.85) on 2007-07-04 22:00

ขอบคุณสำหรับกำลังใจครับ

ส่วนการ์ตูน rc รวมเล่มทำมือเนี่ยช่วยผลิตออกมาได้ทันทีเลย จะไปแบกมาแล้วช่วยโปรโมทด้วยตัวผมเอง แบบว่าหนังสือทำมือเนี่ยมันมีความคลาสสิคมาก(เพราะผมยังไม่เคยมีสักเล่มเลย)

คือว่าตอนนี้มันเปลี่ยนเป็น 16/07/07 แล้วนะสมขวัญ เนื่องจากเป็นปัญหาของคนอื่น จริงๆเลข 07/07/07 มันก็สวยทีเดียว(เพิ่งสังเกตุเห็น)

แล้วว่างกันวันไหนถ้าร้านยังไม่พังไปก่อนก็แวะมาได้ แต่ขอเตือนก่อนว่าตอนนี้ร้านนี้เล็กจริงๆ (เพราะมันไม่มีที่ว่างอื่นให้เป็นตัวเลือกอะไรเลย)

ขอบคุณกำลังใจอีกหน ส่งกันมาเยอะๆ ช่วงนี้ผมขาดความอบอุ่น เอ้ย!!! กำลังใจ
เปิดเมื่อไหร่ จะไปเยี่ยมนะค่ะ

#5 By ~labyrinth☆waltz~ on 2007-07-01 18:17

อ่านแล้วก็นึกถึงตัวเอง เรากะเพื่อนก็เคยมีร้านหนังสือที่ไปอ่านหนังสือ ไปคุย ไปนั่งเล่นกันเสมอ และเคยวาดฝันจะเป็นเจ้าของมัน แต่ตอนนี้มันหายไปนานพอสมควรแล้ว ร้านนั้นก็ถูกเปลี่ยนไปแล้ว เพื่อนๆก็แยกย้ายกันไปทำอาชีพของตัวเอง แต่เราก็ยังเชื่อว่า ลึกๆแล้วทุกคนก็ยังอยากที่จะเป็นเจ้าของร้านหนังสืออยู่ ก็ขอให้ร้านหนังสือประสบผลตามที่หวังนะ ^^

#4 By adtarus (124.120.118.21) on 2007-07-01 00:56

อ่านแล้ว ซึ้ง พลันภาพตอนอยู่ที่สตูก็ฉายกลับขึ้นมา

เราเป็นอีกคนนึงนะที่อยากให้สายใยบางๆยังคงอยู่

เปิดเมื่อไหร่ จะแวะไปเยือน

#3 By Sprata+ (124.121.41.97) on 2007-07-01 00:38

พอกลอนเคอะ
เราว่ารออีก4วันแล้วเริ่ม 07/07/07
จะเก๋ๆกว่ามั้ย
เหตุผลไม่มี เป็นความชอบส่วนบุคคล
และเป็นวันทานาบาตะ ...
(ยุ่งกะชาวบ้านอีกแล้ว)
ว่าแล้วก็เฮ้อให้กับชีวิตตัวเองหนึ่งที
ช่วงนี้ใช้คำว่าเบื่อเปลืองเหลือเกิน
เหมือนลอยละล่องไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่าจะไปตกที่ตรงไหน
แย่เนอะ...
เปลี่ยนโหมด
ดีใจด้วยนะเรื่องร้านหนังสือ เขยิบเข้าใกล้ความฝันไปเรื่อยๆแล้ว น่าตื่นเต้นจัง
ถ้ามีโอกาส แล้วจะแวะไปเล่นด้วย


#2 By walk my own way ^^ on 2007-06-29 12:48

เรื่องร้านหนังสือ หากจะฝาก RC รวมฮิตเปลี่ยนปก จะรับพิจารณาบ่

อีกเรื่องหนึ่ง ผมไม่เคยมีความคิดว่าจะเป็นสถาปิกเลย ตลอด 5 ปีที่เรียนมา
ผมไม่รู้ตัวว่าทำอะไรอยู่ กับความฝันเกี่ยวกับภาพยนตร์ยังคงเลือนลาง
ผมยังไม่มีที่ไป ยังไม่มีแรงใดผลักไสให้ต่อสู้ วันๆผมฝึกเขียน เขียนและเขียน
เพื่อที่จะรู้ว่าผมควรจะเขียนอะไรดี แต่ก็นั่นแหละ ยังไม่เจอ ยังไม่ใกล้เคียง

ผมทำงานไปทั้งที่ทุกวี่วันนึกถึงแต่ภาพยนตร์ ภาพเหตุการณ์บ้าบอเกิดขึ้น
อีกฟากหนึ่งกับความจริงเสมอ จวนเจียนบ้า แต่ผมก็ยังไม่ถอย
มีแต่หยุดอยู่กับที่ สร้างกระโจมหลังเล็กจากเศษกระดาษ
เพื่อเฝ้ามองอะไรต่อมิอะไรที่ต้องพาลพบ ค่อยๆรับรู้สัจธรรมโลกเรื่อยไป
และแม้ต้องใช้เวลานับสิบปี ก็ยืนยันว่าความฝันจะไม่เปลี่ยนแปลง
ที่เขียนมาก็เพราะอ่านจดหมายแล้วมันสะดุ้งว่าตอนนี้ผมยังห่างจากฝัน
เหลือเกิน และอนึ่งเพื่อบอกย้ำตัวเองว่าอย่ามัวเสียเวลาให้มาก
ผมอาจตายในสองสามวันนี้ก็เป็นได้

#1 By omega on 2007-06-29 11:52