1.

เรือเชื่องช้าสู่เมืองจีนเป็นงานลำดับแรกสุดในรวมเรื่องสั้นชุด "A Slow Boat to China" (เรือเชื่องช้าสู่เมืองจีน) ของนักเขียนญี่ปุ่นนาม ฮารูกิ มูราคามิ งานชุดนี้ตีพิมพ์รวมเล่มครั้งแรกที่บ้านเกิดในปี ค.ศ. 1983 แต่กลับใช้เวลาถึง 24 ปีในการเดินทางจากดินแดนปลาดิบมาลงหลักปักฐานที่ประเทศไทย จึงจัดเป็นงานเขียนยุคเริ่มต้นด้วยสำนวนบุกเบิกเริ่มแรกของฮารูกิ มูาคามิ ในช่วงที่ยังไม่มีชื่อเสียงเทียบเท่าภายหลังการเขียนนวนิยายอิงชีวประวัติเรื่อง "Norwegian Wood" ในปีค.ศ. 1987

เรือเชื่องช้าสู่เมืองจีน เล่าเรื่องราวในห้วงคิดคำนึงของโบคุ ผู้พยายามไขย้อนประวัติศาสตร์ความทรงจำโบราณของตน เศษเสี้ยวที่ฉุดกระชากออกมาได้จะเป็น ความทรงจำสองเรื่องสมัยประถม คือความสัมพันธ์กับคนจีนและอุบัติเหตุระหว่างเล่นเบสบอลในช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน ซึ่งเป็นสองเรื่องราวที่ร่วมเวลาใกล้กันแต่ไม่เกี่ยวข้องกันโดยสิ้นเชิง ในการทบทวนอดีตครั้งนี้ทำให้โบคุนึกย้อนไปถึงการดำรงอยู่ในฐานะมนุษย์ บนถนนชีวิตที่ทอดยาวไปสู่จุดหมายข้างหน้า สุดสายปลายทางที่ใครต่อใครพากันเรียกว่าความตาย แต่เมื่อพูดถึงความตายมันจะสะกิดให้เขานึกถึงคนจีน แล้วคนจีนคนแรกที่โบคุพบคือใครกัน คำถามแสนฉงนไม่เกิดประโยชน์นั้นนำพาเรื่องราวไหลลื่นชวนค้นหาไปสู่จุดหมาย ว่าการขุดประวัติศาสตร์โบราณครั้งนี้จะมีความหมายอะไรซ่อนอยู่ คำตอบทั้งหมดรอท่าอยู่แล้วในเรื่องสั้นลำดับแรกสุดที่ชื่อ "เรือเชื่องช้าสู่เมืองจีน"

 

 

 

(บทความต่อไปนี้เปิดเผยเนื้อหาของเรื่องสั้นนี้)

 

 

2.

เรือเชื่องช้าสู่เมืองจีน เริ่มต้นเรื่องด้วยการจัดแสดงนิทรรศการระบบทบทวนความคิดของโบคุ(ตามแบบฉบับของมูราคามิ) ในการย้อนกลับไปตามหาคนจีนคนแรกที่ชายหนุ่มรู้จัก ซึ่งเป็นความทรงจำเก่าแก่หนึ่งสมัยประถมต้นในช่วงหกปีแห่งความขมขื่นในยุคประชาธิปไตยใหม่หลังสงครามโลก จากวิธีสามัญด้วยการค้นคว้าข้อมูลอ้างอิงหลักฐานกับโลก เขาเลือกที่จะหลีกเลี่ยงวิธีดังกล่าว แต่หากใช้วิธีการแสนสามัญกว่า(ในทัศนะคนส่วนใหญ่กล่าวหาว่าพิลึกพิลั่น) คือนั่งเหม่อมองดูลูกเจี๊ยบจิกกินอาหาร จุดบุหรี่สูบมวนแล้วมวนเล่า ก่อนลุกขึ้นปั่นจักรยานหนีลาห้องสมุด(แหล่งข้อมูลสำคัญที่ยืนยันหมุดปักอดีต) โดยพยายามขุดเจาะหลุมความคิด แล้วกระเทาะก้อนลึกลับดำมืดจากภายในด้วยตัวเอง

ภาพแรกที่ผุดผาดขึ้นมาในลานแสดงจะเป็นภาพโรงเรียนจีนห่างไกลที่อยู่ประหนึ่งปลายของโลก มีฝูงนักเรียนกลุ่มใหญ่ที่กำลังเดินขึ้นเนินสูงชัน และการสอบคัดเลือกสักฤดูกาลที่นอนคอยรอท่าอยู่ ที่แห่งนั้นโบคุได้พบกับครูคุมสอบผู้ถือไม้เท้าก้าวเดิน ชายคนแรกผู้พร่ำสอนเรื่องก้าวแรกแห่งการนับหน้าถือตาระหว่างคนแปลกหน้าในชีวิต รวมด้วยวิถีแห่งการวางหัวบ่นบ่าและยืดอกด้วยความภาคภูมิ 20ปีที่ผันผ่านความทรงจำปรากฎ นั้นคือคนจีนคนแรกที่โบคุรู้จัก

กระเทิบอดีตเก่าแก่ขึ้นมาอีกห้วง ช่วงวัยแสวงหา เวลาของคนหนุ่มสาวในมหาวิทยาลัย โบคุในวัย19 ปีกับงานพิเศษในโกดังเก็บหนังสืออันหนาวเหน็บที่เขตบังเคียว ปฏิสัมพันธ์ครั้งใหม่กับเพื่อนร่วมงานแปลกหน้า หญิงสาวร่างเล็กกระทัดรัดหน้าหวาน ผู้ร่วมงานคนขยันแสนเงียบขรึมเปี่ยมพลังล้นเหลือ แม้ไม่ต้องบอกก็คาดเดาได้ง่ายดายว่า เธอคือคนจีนลำดับที่สองที่เขาได้พบพาน เป็นสามสัปดาห์แห่งความทรงจำที่สุดแสนพิเศษ มูราคามิยังคงชักพาใครต่อใครเข้าสู่โลกอีกใบได้อย่างลื่นไหล บทสนทนาระหว่างหนุ่มสาวคู่นี้ฉายชัดถึงความเข้าใจอันดีของผู้เขียนต่อสรรพสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ภายในคนวัยนี้(จะเห็นได้ชัดเจนขึ้นได้ในนวนิยายเรื่อง Norwegian Wood) ในวันเลิกงานพิเศษวันสุดท้าย โบคุตัดสินใจชักชวนหญิงสาวชาวจีนไปเต้นรำ งานฉลองปิดฉากความเหน็บหนาวสุดแสนเริงรื่น อันที่จริงอาจยกระดับเทียบชั้นโรแมนติคก็ได้ หากไม่นับแต่ละสิ่งที่โบคุกระทำไปด้วยจิตใจอันเวิ้งว้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรถไฟผิดขบวน เบอร์โทรศัพท์บนซองบุหรี่ที่ก้นถังขยะ และการต้องลาจากกันแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว ทุกสิ่งทุกอย่างจะผิดพลาดไปเกือบหมด ทว่ายังดีที่เขายังไม่ลืมถ้อยคำสำคัญที่เธอฝากเอาไว้ ซึ่งเปรียบเสมือนแก่นสำคัญของเรื่องทั้งหมดนี้ โบคุยังจดจำได้

ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่ฉันควรอยู่ ไม่ใช่ที่สำหรับฉันอยู่แล้ว

คนจีนลำดับถัดมา(คนสุดท้าย) จะเป็นเพียงอดีตซ้อนอดีต เพื่อนเก่าสมัยม.ปลายที่ใครๆก็ลืมหน้าได้ แต่ความบังเอิญก็จับทั้งคู่พามาพบกันบนถนนอะโอยามะ ตอนนั้นโบคุอายุ 28 ปี แต่งงานมาแล้วหกปี เป็นคนหนุ่มในวัยทำงานขยันขันแข็ง แรงงานชั้นดีในเศรษฐกิจระบบทุน แผดเผาความทะยานอยากไปพอควร ม้วนห่อตัวเองไม่ให้ทุรนทุราย ขุดฝังสรรพสิ่งมากน้อยลงผืนดินกลางกรุงโตเกียว บทสนาทั้งหมดนั้นเริ่มต้นขึ้นเพราะคนในอดีตกาลของโบคุจดจำเขาได้ ถ้อยคำสามัญจึงหกกระจายเรี่ยราด เรื่องการงาน สมรส และลูก โดยไม่มีทีท่าที่อะไรจะเจริญรุ่งเรืองมากไปกว่านี้อีกแล้ว ทุกสิ่งเป็นสูตรสำเร็จประหนึ่งแผนการแยบคายที่ถูกวางดักเอาไว้ล่วงหน้า ดังนั้นจึงอย่าคาดหวังให้เสียเวลา เพราะไม่มีเรื่องราวตื่นเต้น หักมุม หรือชวนพิศวง เพียงพบพานพูดคุยและลาจากด้วยคำอำลาของสังคมเท่านั้น แต่เมื่อเรื่องดำเนินมาถึงตอนนี้ โบคุก็ยังไม่รู้ว่าจะบอกเรื่องราวอะไรดี(ภายหลังการตามหาคนจีนที่รู้จักจนครบหมดแล้ว)

สุดท้ายตัดกลับมายังปัจจุบัน ช่วงชีวิตที่ล่วงเลยผ่านมาแล้วถึงสามสิบปีเศษ บนรถไฟสายยามะโนะเทะ โบคุครุ่นคิดถึงเรื่องราวทั้งมวลที่ผ่านมา(ผ่านคนจีนสามคนที่กลับไปรู้จัก) ฉากหลังตอนนี้คือมหานครโตเกียวอันยิ่งใหญ่ ชายหนุ่มรู้สึกซึมเศร้าว่างเปล่า สัมผัสถึงความหดหู่ที่ครอบงำทุกคน เขาลองสำรวจถึงทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นความหวังฝันหวาน การเอาชนะจนถึงการยอมรับความพ่ายแพ้ อารมณ์ที่เกิดดับ และทางเลือกไร้ขีดจำกัด สุดท้ายโบคุรู้ตัวว่าสองมือที่กอบโกยไขว่คว้าสรรพสิ่งในมหานครนั้น ได้มาเพียงความว่างเปล่าเต็มสองกำมือ ดังนั้นที่แห่งนี้จึงไม่ใช่ที่ๆเขาควรอยู่อีกต่อไปแล้ว

เมื่อมองโตเกียวโบคุนึกถึงเมืองจีน เมืองจีนอีกเมืองหนึ่งที่หลบซ่อนอยู่ มันไม่ใช่เมืองที่ดำรงอยู่บนลูกโลกที่ทุกคนรู้จัก แต่จะเป็นอีกเมืองที่เขาสามารถเดินทางไปถึงได้โดยไม่ต้องเดินทาง และดูเหมือนนั้นจะเป็นประตูทางออกเดียวที่มีอยู่ ตอนนี้ในไม่ช้าเรือเชื่องช้าสู่เมืองจีนจะทาบทับขอบฟ้าแล้ว ชายหนุ่มรอคอยวันข้างหน้าโดยไร้ความขลาดกลัว เพียงแต่ว่า

 

เมืองจีนอยู่ห่างไกลแสนไกลเหลือเกิน

 

 

 

 

 

 

 

3.

โบคุคือใคร? สำหรับคำถามนี้ในงานเขียนของฮารูกิ มูราคามิ ดูเหมือนจะไม่จำเป็นต้องหาคำตอบ เพียงแต่การปรากฎตัวของเขาจะเป็นข้อยืนยันสำคัญที่ว่า การร่ายรำทางความคิดของมูราคามิจะถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบอย่างล้นเหลือ คำถามนี้จึงมีอันล่วงหล่นตกไป ส่วนความสมบูรณ์แบบเองเล่าเป็นเช่นไร คำตอบนั้นมีอยู่แล้ว เพราะ "ไม่มีงานเขียนใดสมบูรณ์แบบ เฉนกเช่นไม่มีความท้อแท้สมบูรณ์" คำกล่าวอ้างของนักประพันธ์ท่านหนึ่งที่มูราคามิเคยหยิบยกมาวางกันท่าในวันแรกเริ่มงานเขียน กักกั้นทางไหลบ่าของคำวิจารณ์ที่อาจถาโถม

จากข้อมูลที่มีมากล้น เรียบเรียงสับเปลี่ยนหัวท้าย ประมวลผลรวมทั้งหมด สรุปได้ว่าไม่มีเหตุผลใดเลยที่ใครสักคนต้องวิจารณ์งานเขียนของมูราคามิ วิธีการที่ดีที่สุดคือปลดปล่อยเรื่องราวลึกลับดำมืดคงปริศนาไว้ ให้ลอยเคว้งขว้างเท้งเต้งกลางสูญญากาศ แต่สำหรับผู้คนอีกบางจำพวก ผู้มีเวลาล้นเหลือในการดำเนินชีวิต การค้นหาความหมายจากสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์(ไม่มีผลลัพธ์ตอบแทนคุ้มค่า)จะเป็นความรื่นรมย์หนึ่งในการอยู่บนโลกใบนี้

ทำไมต้องเมืองจีน? แล้วทำไมต้องเรือเชื่องช้าสู่เมืองจีน? หากลองนำคำถามนี้ไปถามไถ่ฮารูกิ มูราคามิ ผู้ถามก็คงได้รับคำตอบสมบูรณ์กลับมา หรืออาจไม่ได้อะไรเลยเนื่องจากอารมณ์ขันของผู้เขียน ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่า หรือบางทีถึงตอบมาจริงก็คงจะเป็นแค่ว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจากเพลงของ แฟรงก์ โลสเลอร์ ที่เขียนไว้ในปี ค.ศ.1945เท่านั้น(บางข้อมูลบอกว่า เป็นเพราะเรื่องเล่าเก่าของพ่อที่เคยเดินทางไปเมืองจีน แต่มูราคามิจดจำได้บ้างไม่ได้บ้าง) ในงานศิลปะบางชิ้นหากปราศจากซึ่งความคลุมเครือลึกลับซ่อนเร้น ก็จะสูญเสียเสน่ห์บางอย่างไปอย่างน่าใจหาย ซึ่งตรงนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการตีความ ต้นกำเนิดหลักของสายธารของการวิจารณ์ (ความบันเทิงอีกรูปแบบหนึ่ง) เมื่อประมวลผลทั้งหมดทั้งมวลอีกครั้ง การโยนคำถามนี้กลับมาที่ตัวเองน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด(สำหรับผู้อ่าน)

สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ที่สุดในงานเขียนของ ฮารูกิ มูราคามิ เสมอมา จะเป็นการนำประเด็นที่สำคัญสุดไปขุดฝังกลบ แล้วไถคราดปกปิดความหมายที่ต้องการจะบอกเล่าจนหมดจด แถลงไขด้วยรายละเอียดยิบให้ปกคลุมไปทั่ว จนในท้ายที่สุดก็ไม่มีใครรู้ว่าขุมสมบัติที่แท้จริงถูกซ่อนไว้ตรงไหน ดูเหมือนสิ่งที่กระทำนี้จะดูแปลกประหลาด ไม่เข้าท่า และพิลึกพิลั่น(สำหรับผู้คนส่วนใหญ่ถ้าคิดเห็นอย่างไรก็มักเลือกที่จะแถลงการณ์ ปล่าวประกาศชี้ชัดให้ทราบโดยทั่วกัน) แต่มูราคามิเลือกอีกวิธีการ ยิ่งประเด็นสำคัญมากเท่าไหร่ยิ่งถูกซ่อนไว้ลึกสุดหยั่ง เคลือบฉาบด้วยเปลือกที่ซับซ่อนหยุ่งเหยิง จึงไม่น่าแปลกใจนักที่ผู้คุ้นชินกับการประพฤติแบบปกติจะไม่เข้าใจในงานเขียนรูปแบบนี้ ทว่าสำหรับคนบางกลุ่ม บุคคลบางประเภท ผู้เป็นนักสำรวจชั้นเยี่ยม จะโปรดปรานหลงไหลได้ปลื้มกับงานรูปแบบดังกล่าวจนถอนตัวไม่ขึ้น และต่างออกทำการแสวงหาสิ่งเร้นลับด้วยตัวเองตลอด เรือเชื้องช้าสู่เมืองจีนก็เป็นอีกเรื่องสั้นหนึ่งที่คงลีลาที่ว่าไว้อย่างครบครัน โดยหยิบยกเรื่องคนจีนที่รู้จักขึ้นมาบรรยายให้ตามติดตลอดทั้งเรื่อง ราวกับว่านี้คือส่วนหลักที่สำคัญที่สุดที่ต้องทำความเข้าใจ แต่เปล่าเลยดูเหมือนทั้งหมดนั้นจะเพียงสิ่งฉาบเคลือบที่โยงใยไปถึงใจความสำคัญ ส่วนสิ่งที่ถูกเก็บซ่อนไว้ภายในสุดของเรื่องนี้คืออะไรเล่า ผมว่าสำหรับนักแสวงหาแต่ละคนที่เดินทางขึ้นสู่เรือเชื่องช้าสู่เมืองจีนนั้นก็ได้ไปค้นพบกันด้วยตัวเองแล้ว อาจมีใครหลายคนนำกลับมาพูดถึงบอกเล่าเก้าสิบกันได้ แต่คิดว่าก็คงแตกต่างกันอยู่หลายจุด มีสำนวนไทยหนึ่งเคยบอกว่า สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ นั้นจะใช้อธิบายงานเขียนชิ้นนี้(รวมถึงชิ้นอื่นของมูราคามิ)ได้อย่างน่าสนใจ

ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่ฉันควรอยู่ ไม่ใช่ที่สำหรับฉันอยู่แล้ว

สำหรับผมข้อความนี้เป็นเสมือนบันไดทอดยาวระหว่างเปลือกภายนอกกับกระพี้ภายในของเรื่องสั้นนี้ได้เป็นอย่างดี เปรียบเสมือนจุดอ้างอิงหลักที่จะโยงใยไปถึงความหมายที่แท้จริงของเรื่อง เพราะการที่ใครสักคนจะเอ่ยประโยคเช่นนี้ออกมาได้ เขาต้องรู้สึกแปลกแยกและโดดเดี่ยวต่อสภาพแวดล้อมที่โอบอุ้มอยู่อย่างเหลือคณานับ สิ่งใดหรืออะไรที่ทำให้ใครบางคนรู้สึกเช่นนี้ ผมเองไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะ ผู้คน ความเลวร้าย โชคชะตา สิ่งแวดล้อม ความโดดเดี่ยวอ้างว้าง หรือปัญญาแห่งแสงสว่างกันแน่ ที่เป็นสาเหตุ(หรืออาจจะทั้งหมด)ให้ใครบางคนรู้ตัวอย่างท้องแท้แล้วว่า ที่ตรงนี้ไม่ใช่ที่ของฉันอีกต่อไปแล้ว

ก้าวต่อมาที่จะต้องทำหลังจากรับรู้ความเป็นไป นั้นหนีไม่พ้นการออกเดินทางไปที่ไหนสักแห่ง ปืนข้ามผ่านกำแพงสูงใหญ่ ค้นหาจุดหมายที่ต้องมุ่งไปให้ถึง ผมเองไม่ทราบว่าผู้รู้ตัวเหล่านั้นจะมุ่งหน้าไปยังทิศทางใดกัน อาจเป็นเมืองอุดมคติ ความตาย หรือโลกแห่งยูโทเปีย ที่ใดสักแห่งที่มีความหวัง เพื่อที่จะหลุดพ้นจากโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยการรุกรานของทุน เผด็จการทางอำนาจเงินตราและกำลังทหาร คำเสแร้งยกยอปอปั้น ประชาธิปไตยและความเสมอภาคอันหลอกลวง ผมคิดว่าพอรับรู้เข้าใจถึงประโยคนี้ที่ว่า ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่ฉันควรอยู่ ไม่ใช่ที่สำหรับฉันอยู่แล้ว เพียงแต่ว่า

 

เมืองแห่งอุดมคตินั้นอยู่ห่างไกลแสนไกลเหลือเกิน

 

 

.

.

.

.

.

หมายเหตุ - โบคุแปลว่าผม

-เรือเชื่องช้าสู่เมืองจีน(รวมถึงอีก 6 เรื่องสั้นภายในเล่ม) เป็นงานที่แสดงเอกลักษณ์ในงานเขียนของมูราคามิได้ดีในระดับมาตราฐาน(สำหรับนักอ่านที่เกรงกลัวนวนิยายเล่มหนาที่มีคุณค่าระดับมาสเตอร์พีช-แต่ข้อเสียก็คืออาจจะไม่มีความต่อเนื่องให้ตามติดเหมือนนวนิยาย) แต่อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้เข้าใจภาพรวมในงานเขียนของมูราคามิได้บ้าง

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

อืม บทความที่จะเขียนเป็นทำนองนี้สินะ มันก็คล้ายๆหนังเหมือนกันแหละ เปลี่ยนจากมุมมองผู้กำกับ เป็น นักเขียน แล้วมันจะแตกจ่างกับบทความทางภาพยนตร์ได้มั๊งมั๊ยน้อ? ต้องรออ่านต่อไป
...
ป.ล. อ่านมูราคามิแล้วได้อะไร? อ่านทำไม? แล้วทำไมยังอ่านอยู่? อันนี้ไม่รู้จริงๆอะแต่ก็อ่านๆไปเฉยๆเรื่อยๆ ไม่มีจุดหมาย แปลกนิ? ลองตีความกันหน่อยเป็นไร

#1 By omega on 2007-09-28 14:17

ขออนุญาติข้าม ไม่อ่านนะจ๊ะ
เพราะชั้นยังไม่ได้อ่านเรื่องนี้เลยค่ะคุณขา
ปล. คุณคนนั้น แค่ได้อ่านก็สุขใจ เพลินๆกันไปยังไม่พอหรือนี่ ต้องตีความอะไรกันอีก

#2 By walk my own way ^^ on 2007-09-28 16:23

เหมือนเป็นหนังสืออ่านยากแฮะ...



เหลือสอบอีก 5 ตัว...ฮึบ ๆ

#3 By รักคือ? on 2007-09-28 17:35

อ่านมุราคามิเหมือนกันค่ะ
เล่มนี้ก็ซื้อมา
แต่หลังจากอ่านไปราวครึ่งเล่ม ขอวางก่อนดีกว่า รู้สึกจะอ่านยากกว่าเรื่องยาวแฮะ

แต่อ่านบทวิจารณ์ของคุณแล้วทำให้อยากกลับไปอ่านอีกรอบ
คงต้องใช้เวลาและสมาธิมากกว่าเดิมหน่อย

#4 By ระหว่างทาง on 2007-09-29 00:11

คือ หากูเกิลหนังสือเล่มนี้เเล้วก็เจอบลอกคุณเลยขอเข้ามาอ่านนะคะ

คือสงสัยว่าทำไม มติชนบอกว่า คนเขียนไม่ใช่มูราคามิ เพราะเป็นสร้อยสุดา ?

เลยงง !!! ที่จริงได้อ่านเรื่องนี้ใน way เลยอยากลองอ่าน มูราคามิ สักเล่มทั้งที่ปกติ ไม่ชอบอ่านงานเขาเท่าไหร่ เพราะใครๆก็ว่ามันดี !! เอ่อ หมายถึงดีเเล้วก็ดี

แต่ตอนนี้อ่านในบล็อกคุณก็เลย อืม ตกลงลองสักเล่มดีกว่า

#5 By คาใจ (58.10.102.245) on 2007-09-30 22:50

ผมยืนยันว่าหนังสือของมูราคามิไม่ดีครับ(เพราะยังมีงานเขียนดีๆน่าอ่านอีกมาก) แต่มันเป็นงานที่ในช่วงชีวิตหนึ่งของคนเราน่าจะได้ลองอ่านดูมากกว่า

ผมเรียกว่าหนังสือที่ควรอ่านแทนแล้วกัน
(ซึ่งบางคนก็ชอบมากและบางคนก็เกลียดมาก ที่เฉยๆก็มีเยอะ)
อืมมม เพิ่งอ่านจบ
เกิดคำถามมากมาย
หากหน้าปกไม่เขียนว่ามุราคามิ
คุณพอกลอนจะตีความออกมาได้ยาวเหยียดอย่างนี้ไหม
คุณค่าของเรื่องสั้นนี้จะเพิ่มขึ้น
หรือลดลงหรือเปล่า
ปล.1 กะลังอินการตั้งคำถามและการตามหา
ปล.2 ชั้นอ้วนจริงๆด้วยค่า

#7 By walk my own way ^^ on 2007-10-07 11:43

คุณค่าของหนังสือ ขึ้นอยู่ที่ความรู้สึกของคนอ่านแต่ละคนมากกว่าฮะ ตัดสินกันได้ตามใจชอบ อย่างเรื่องสั้นนี้ตอนอ่านรอบแรกผมก็ไม่ได้อะไรเหมือนกัน แต่พอมีโอกาสได้ลองซ้ำแล้วซ้ำอีก กลับพบว่ามีอะไรน่าสนใจทีเดียว(เพราะคนเขียนเป็นหรือเปล่าไม่แน่ใจ) แต่ก็ต้องยอมรับว่าลุงมูราคามิเขียนนวนิยายได้จัดจ้านกว่าเรื่องสั้นฮะ