Rich Dad, Poor Dad(เรื่องเล่าของพ่อยากจน)*
posted on 10 Oct 2007 17:07 by porglon in Books
ผมก็เหมือนคนอ่านหนังสือทั่วๆไปที่เลือกอ่านในสิ่งที่ชอบหรือประเด็นที่สนใจเป็นหลัก แต่มีบ้างที่ได้รับการแนะนำจากเพื่อนพ้องบอกต่อกันมา ส่วนบางครั้งก็มีไม่น้อยที่ผมแอบปล่อยตัวปล่อยใจไหลตามกระแส เพื่อรับรู้รสชาติการถูกชักจูงชักนำชักพาไปรยาลใหญ่ไปรยาลใหญ่จากกลุ่มทุน(ปกติแล้วผมจะเรียกมันว่าการข่มขืนทางปัญญา) ดังนั้นการอ่านของผมก็เลยขึ้นๆลงๆตามภาวะไม่แน่นอน(การเขียนก็เช่นกันไหลเปรอะเลอะเทอะไปเรื่อย) ทว่าที่แน่นอนกลับเป็นว่าผมอ่านหนังสือน้อยนิดกว่าที่คิดและแอบฝันไว้ ด้วยความรู้สึกเช่นนี้จึงทำให้เกิดความหึกเหิมและขวนขวายมากกว่าเก่า เวลานี้จึงได้เวลาเปิดศักราชบริหารสายตาดูสาวๆขาวสวยหมวยอึ๋ม(ไม่ใช่!!!อ่านหนังสือต่างหาก) ส่วนหนังสือที่จะเล่าสู่กันฟังต่อไปนี้ก็เกิดจากบริบทแวดล้อมข้างต้นสามประการคือ หนึ่งกระแสความแรงเมื่อห้าปีที่แล้ว(ช้าไปไหมเนี่ย-ตอนนั้นผมเคยพลิกผ่านอยู่แต่ไม่ได้อ่าน) สองเพื่อนพ้องแนะนำฉิบหาย(เพราะตามมาหลอกหลอนกันถึงถิ่นว่าอ่านเถอะนะ) สามประเด็นนี้ผมสนใจอยู่แล้ว ที่สำคัญคือจำเป็นต้องเปลี่ยนอารมณ์การอ่านไปเป็นหนังสือหมวดอื่นที่ไม่ค่อยได้สัมผัสบ้าง เมื่อประมวลผลรวมทั้งหมดก็คือการได้อ่านหนังสือเล่มนี้จนจบในเวลาพอประมาณ
Rich Dad, Poor Dad
โรเบิร์ต คิโยซากิ ก็เหมือนเด็กหนุ่มชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นธรรมดาทั่วไป ที่เกิดในครอบครัวชนชั้นกลางธรรมดา สามัญ และดาษดื่น แต่สิ่งที่แตกต่างก็คือความสงสัยใคร่รู้ในบางเรื่องและพยายามขวนขวายซักถามหาคำตอบมาเฉลยในสิ่งที่ตัวเองไม่เข้าใจ เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้ในเวลาต่อมา เขาได้มีพื้นที่ทางสังคมที่ใครหลายๆคนใฝ่ฝันจากทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลในปัจจุบัน ความโชคดีอีกอย่างหนึ่งก็คือการที่ชายหนุ่มได้มีโอกาสเรียนรู้จากบุคคลสองคนที่เขาเคารพรัก ได้ลองเปรียบเทียบความคิดความเชื่อที่แตกต่างอย่างสุดขั้วนั้น โดยเลือกข้อคิดที่ดีที่สุดมาปรับใช้ในชีวิต คนหนึ่งคือพ่อแท้ๆของเขาเอง ผู้รับราชการในตำแหน่งผอ.โรงเรียน(ในหนังสือเขาเรียกพ่อคนนี้ว่า Poor Dad) ส่วนอีกคนคือเพื่อนสนิทของพ่อเขา ชายผู้จบมัธยมต้นแต่ทำงานหลากหลาย ซึ่งในภายหลังกิจการต่างๆเจริญรุ่งเรืองขึ้นตามลำดับ(เขาเรียกพ่อคนนี้ว่า Rich Dad)บทเรียนพิเศษนอกโรงเรียนทั้งหมดเริ่มต้นขึ้น เมื่อวันหนึ่งคิโยซากิในวัยเก้าขวบเกิดสงสัยบางอย่าง พ่อของเขาจึงแนะนำให้เด็กน้อยทั้งสอง(รวมเพื่อนสนิทที่ชื่อไมค์) นำคำถามไปหาคำตอบเอาจากเพื่อนของพ่อ(ซึ่งความจริงเป็นพ่อของไมค์นั้นเอง) แต่ความใคร่รู้ธรรมดานั้นกลับนำไปสู่บทเรียนแสนสาหัสที่มีค่ายิ่งในชีวิตทั้งคู่ และสำหรับทุกคนที่ต้องการเห็นโลกในอีกมุมมองหนึ่งเรื่องเล่าครั้งเก่าก่อนนี้ล้ำค่ามากทีเดียว
ชื่อเสียงเรียงนามที่ประเทศไทยของหนังสือเล่มนี้ ถูกจัดอยู่ในหมวดหนังสือประเภท “How to” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั้นเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ผมไม่รู้สึกอยากหยิบขึ้นมาอ่าน(เมื่อห้าปีก่อน) เพราะชื่อ “พ่อรวยสอนลูก” นั้นโจ่งแจ้งเปิดเปลือยและบิดเบือนประเด็นที่น่าสนใจของเนื้อหาภายในไปจนหมดไม่เหลือ
โดยส่วนตัวผมอยากจัดหนังสือเล่มนี้ให้อยู่ในหมวด “เรื่องเล่าอิงชีวประวัติ” มากกว่า(ถึงแม้ในครึ่งหลังจะมีความเป็น How to อยู่เต็มเปี่ยมก็ตาม) แต่เพราะเนื้อหาส่วนแรกมีคุณค่าพอที่จะจัดเป็นนิยายชวนติดตามได้เรื่องหนึ่ง ด้วยมันมีทั้งโครงเรื่อง บทสนทนา และความคิดสร้างสรรค์อยู่เปี่ยมล้น ยิ่งในช่วงของการเรียนรู้พิเศษนอกห้องเรียนของเด็กทั้งสองคน ผมพบว่ามันน่าสนใจจนอดรู้สึกคล้อยตามไปด้วยไม่ได้
“จงทำงานเพื่อเรียนรู้ อย่าทำงานเพื่อเงิน”
ภาพของเด็กน้อยสองคน ผู้ขมักเขม่นอยู่กับการจัดเรียงปัดกวาดเช็ดถูในร้านขายของชำ(งานพิเศษ)ที่ไม่ได้สตางค์สักเซ็นต์เดียว(โดยอดเที่ยวเล่นในวันหยุดเหมือนเด็กคนอื่น) แถมยังสับสนไม่เข้าใจว่าตัวเองทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไรนั้น กระตุกต่อมความคิดและความอดทนของผมอย่างแรงกล้า ทว่าคำตอบที่ไม่ใช่เงินนี้กลับคุ้มค่าเกินกว่าที่จะคาดคิด
ส่วนใครที่สนใจคำตอบที่ว่าค้นหาได้ในหนังสือชื่อ
Rich Dad, Poor Dad(เรื่องเล่าของพ่อยากจน)

#1 By Roza Solution on 2007-10-10 17:22