ผมก็เหมือนคนอ่านหนังสือทั่วๆไปที่เลือกอ่านในสิ่งที่ชอบหรือประเด็นที่สนใจเป็นหลัก   แต่มีบ้างที่ได้รับการแนะนำจากเพื่อนพ้องบอกต่อกันมา   ส่วนบางครั้งก็มีไม่น้อยที่ผมแอบปล่อยตัวปล่อยใจไหลตามกระแส   เพื่อรับรู้รสชาติการถูกชักจูงชักนำชักพาไปรยาลใหญ่ไปรยาลใหญ่จากกลุ่มทุน(ปกติแล้วผมจะเรียกมันว่าการข่มขืนทางปัญญา)   ดังนั้นการอ่านของผมก็เลยขึ้นๆลงๆตามภาวะไม่แน่นอน(การเขียนก็เช่นกันไหลเปรอะเลอะเทอะไปเรื่อย)   ทว่าที่แน่นอนกลับเป็นว่าผมอ่านหนังสือน้อยนิดกว่าที่คิดและแอบฝันไว้   ด้วยความรู้สึกเช่นนี้จึงทำให้เกิดความหึกเหิมและขวนขวายมากกว่าเก่า   เวลานี้จึงได้เวลาเปิดศักราชบริหารสายตาดูสาวๆขาวสวยหมวยอึ๋ม(ไม่ใช่!!!อ่านหนังสือต่างหาก)   ส่วนหนังสือที่จะเล่าสู่กันฟังต่อไปนี้ก็เกิดจากบริบทแวดล้อมข้างต้นสามประการคือ   หนึ่งกระแสความแรงเมื่อห้าปีที่แล้ว(ช้าไปไหมเนี่ย-ตอนนั้นผมเคยพลิกผ่านอยู่แต่ไม่ได้อ่าน)   สองเพื่อนพ้องแนะนำฉิบหาย(เพราะตามมาหลอกหลอนกันถึงถิ่นว่าอ่านเถอะนะ)   สามประเด็นนี้ผมสนใจอยู่แล้ว   ที่สำคัญคือจำเป็นต้องเปลี่ยนอารมณ์การอ่านไปเป็นหนังสือหมวดอื่นที่ไม่ค่อยได้สัมผัสบ้าง   เมื่อประมวลผลรวมทั้งหมดก็คือการได้อ่านหนังสือเล่มนี้จนจบในเวลาพอประมาณ

 

                    

     Rich Dad, Poor Dad

     โรเบิร์ต   คิโยซากิ   ก็เหมือนเด็กหนุ่มชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นธรรมดาทั่วไป   ที่เกิดในครอบครัวชนชั้นกลางธรรมดา  สามัญ  และดาษดื่น   แต่สิ่งที่แตกต่างก็คือความสงสัยใคร่รู้ในบางเรื่องและพยายามขวนขวายซักถามหาคำตอบมาเฉลยในสิ่งที่ตัวเองไม่เข้าใจ    เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้ในเวลาต่อมา   เขาได้มีพื้นที่ทางสังคมที่ใครหลายๆคนใฝ่ฝันจากทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลในปัจจุบัน   ความโชคดีอีกอย่างหนึ่งก็คือการที่ชายหนุ่มได้มีโอกาสเรียนรู้จากบุคคลสองคนที่เขาเคารพรัก   ได้ลองเปรียบเทียบความคิดความเชื่อที่แตกต่างอย่างสุดขั้วนั้น   โดยเลือกข้อคิดที่ดีที่สุดมาปรับใช้ในชีวิต   คนหนึ่งคือพ่อแท้ๆของเขาเอง   ผู้รับราชการในตำแหน่งผอ.โรงเรียน(ในหนังสือเขาเรียกพ่อคนนี้ว่า  Poor Dad)    ส่วนอีกคนคือเพื่อนสนิทของพ่อเขา  ชายผู้จบมัธยมต้นแต่ทำงานหลากหลาย   ซึ่งในภายหลังกิจการต่างๆเจริญรุ่งเรืองขึ้นตามลำดับ(เขาเรียกพ่อคนนี้ว่า Rich Dad)บทเรียนพิเศษนอกโรงเรียนทั้งหมดเริ่มต้นขึ้น   เมื่อวันหนึ่งคิโยซากิในวัยเก้าขวบเกิดสงสัยบางอย่าง   พ่อของเขาจึงแนะนำให้เด็กน้อยทั้งสอง(รวมเพื่อนสนิทที่ชื่อไมค์)   นำคำถามไปหาคำตอบเอาจากเพื่อนของพ่อ(ซึ่งความจริงเป็นพ่อของไมค์นั้นเอง)   แต่ความใคร่รู้ธรรมดานั้นกลับนำไปสู่บทเรียนแสนสาหัสที่มีค่ายิ่งในชีวิตทั้งคู่   และสำหรับทุกคนที่ต้องการเห็นโลกในอีกมุมมองหนึ่งเรื่องเล่าครั้งเก่าก่อนนี้ล้ำค่ามากทีเดียว

     ชื่อเสียงเรียงนามที่ประเทศไทยของหนังสือเล่มนี้   ถูกจัดอยู่ในหมวดหนังสือประเภท “How to  อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้   นั้นเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ผมไม่รู้สึกอยากหยิบขึ้นมาอ่าน(เมื่อห้าปีก่อน)   เพราะชื่อ “พ่อรวยสอนลูก”   นั้นโจ่งแจ้งเปิดเปลือยและบิดเบือนประเด็นที่น่าสนใจของเนื้อหาภายในไปจนหมดไม่เหลือ  

      โดยส่วนตัวผมอยากจัดหนังสือเล่มนี้ให้อยู่ในหมวด   “เรื่องเล่าอิงชีวประวัติ”   มากกว่า(ถึงแม้ในครึ่งหลังจะมีความเป็น How to อยู่เต็มเปี่ยมก็ตาม)   แต่เพราะเนื้อหาส่วนแรกมีคุณค่าพอที่จะจัดเป็นนิยายชวนติดตามได้เรื่องหนึ่ง  ด้วยมันมีทั้งโครงเรื่อง   บทสนทนา   และความคิดสร้างสรรค์อยู่เปี่ยมล้น   ยิ่งในช่วงของการเรียนรู้พิเศษนอกห้องเรียนของเด็กทั้งสองคน   ผมพบว่ามันน่าสนใจจนอดรู้สึกคล้อยตามไปด้วยไม่ได้

                    “จงทำงานเพื่อเรียนรู้   อย่าทำงานเพื่อเงิน”

     ภาพของเด็กน้อยสองคน   ผู้ขมักเขม่นอยู่กับการจัดเรียงปัดกวาดเช็ดถูในร้านขายของชำ(งานพิเศษ)ที่ไม่ได้สตางค์สักเซ็นต์เดียว(โดยอดเที่ยวเล่นในวันหยุดเหมือนเด็กคนอื่น)   แถมยังสับสนไม่เข้าใจว่าตัวเองทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไรนั้น   กระตุกต่อมความคิดและความอดทนของผมอย่างแรงกล้า   ทว่าคำตอบที่ไม่ใช่เงินนี้กลับคุ้มค่าเกินกว่าที่จะคาดคิด

ส่วนใครที่สนใจคำตอบที่ว่าค้นหาได้ในหนังสือชื่อ  

                      Rich Dad, Poor Dad(เรื่องเล่าของพ่อยากจน)

Comment

Comment:

Tweet

เราอ่านหนังสือเร่มนี้ตั้งแต่อายุ สิบแปด เรารู้เลยว่า คนจนกับคนรวยต่างกันที่ความคิดเท่านั้น จิง ๆ นะ อยากให้เพื่อน ๆ อ่านตอน เงินสี่ด้าน ดีมาก ๆ จะรู้ว่างานสี่ประเภท อะไรเป็นงานที่คนรวยเขาทำ

#10 By jack (115.67.155.84) on 2010-03-11 00:51

มันมีแปลเป็นภาษาบ้านเราอยู่ใช่ไหมคะ

#9 By ฟ้าบ่กั้น on 2007-10-12 15:54

ได้ยินมานานมาก แต่ใครบอกให้อ่านก้อไม่เชื่อ
อ่านรีวิวของคุณแล้ว กลับอยากอ่านหนังสือเล่มนี้แฮะ

#8 By N.P on 2007-10-11 17:35

คอมเมนต์ข้างอันบนนี้ฮาใช่ได้ ใครมาเขียนไว้เปิดเผยตัวซะ(55)
คุณสามารถทำงานอิสระ ได้เงินเดือน 30000-40000 บาท/เดือน สามารถมีอาชีพประจำได้ ไม่ต้องออกไปขายของนอกบ้าน สนใจแล้วใช่ป่ะ
ติดต่อมาเลยที่ http://porglon.exteen.com
คุณก็รวยได้ ง่าย ๆ เพียงคลิ๊ก

#6 By อรสา พรข้าวมีกิน (202.44.135.35) on 2007-10-11 14:42

เหอๆ ผมก็เป็นเหมือนกันsad smile
เล่มนี้ไม่ได้อ่านและไม่คิดจะอ่านมาก่อน
หนึ่งเพราะชื่อเรื่อง พ่อรวยสอนลูก
สองเพราะประเภทหนังสือที่ดูเป็น ฮาวทู
แบบนี้เขาเรียกว่า
มีอคติ
สินะsad smile

#4 By ระหว่างทาง on 2007-10-10 23:41

หนังสือเล่มนี้อ่านหรือไม่อ่านก็ได้ครับbig smile
อ๊ะ ตอนแรกคล้ายจะอยากอ่าน
พอรู้ว่าเป็นพ่อรวยสอนลูกเท่านั้น
หึ หึ กบฏเล็กๆนะเราน่ะ
แสดงว่ายังไม่เคยอ่านสิ (ฮา)
สำหรับเรา หากมีลูก แบบ มีพ่อของลูก
( หมายความว่าอะไรค๊า )
จะให้เค้าอ่านเรื่อง ฟ้ากว้างทางไกล (Papa You're crazy)
ของวิลเลียม ซาโรยัน นะ
เค้าอ่านแล้วจะได้รักพ่อมากๆ
(ฮ่า ฮ่า ฮ่า)
i want to have a child that when it grows up is proud of his father
it makes everything i do very important
ไงล่า ไงล่า คนนี้ เขิลลล เขิลลล เขิลลล

question

#2 By walk my own way ^^ on 2007-10-10 17:32

สุดยอดคับ เมื่อก่อนอ่านประจำเลย

#1 By Roza Solution on 2007-10-10 17:22