Track 11/09/01

ชิ้นส่วนของฉันและเธอ(ลอนดอนกับความลับในรอยจูบ)

      ชีวิตของใครหลายคนคล้ายการตามหาส่วนประกอบของชีวิต   องค์ประกอบชิ้นเล็กชิ้นน้อยอาจถูกค้นพบที่ละอย่างสองอย่าง   โดยยังไม่รู้ว่าเศษเสี้ยวที่ได้รับจะอยู่ตรงไหนของภาพใหญ่   การทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปแต่ละครั้ง   จะให้ความเข้าใจตัวตนเพิ่มขึ้นมาทีละส่วน   ก่อนชักนำให้ค้นพบความลึกลับส่วนอื่นที่ซ่อนอยู่อีก   ครั้งแล้วครั้งเล่า   คนส่วนหนึ่งสามารถกอบโกยชิ้นส่วนสำคัญมาปะติดปะต่อกันได้   แม้ในความเว้าแหว่งที่ยังไม่สมบูรณ์นั้น   แต่ก็เพียงพอที่จะมองเห็นตัวตนที่ตามหามาตลอด   ทว่าคนอีกส่วนหนึ่งไม่เคยสนใจประวัติศาสตร์ส่วนตัว   พวกเขากลับทอดทิ้งอดีตแสนปวดร้าวที่เคยเกิดขึ้นทั้งหมดไป   เลือกหยิบจับเฉพาะก้อนความทรงจำที่หอมหวาน   สวยงาม   และน่าหลงใหล   อันเป็นชิ้นส่วนเบาบางผิวหน้าของมหาสมุทรชีวิต

      “ลอนดอนกับความลับในรอยจูบ”   อ้างอิงชิ้นส่วนชีวิตที่หลากหลายของ อ.อนุสรณ์ ติปยานนท์   โดยร้อยเรียงเรื่องราวในอดีต   ถ่ายทอดผ่านตัวอักษรออกมาได้อย่างสวยงาม   จากประสบการณ์ที่บ่มเพาะมาพอเพียง   ทำให้หนังสือเล่มนี้มีคุณค่าในตัวเอง   เมื่อเรื่องจริงถูกผสมผสานกับเรื่องแต่งคลุกเคล้ากันอย่างกลมกลืน   คุณค่าต่างๆจึงถูกซุกซ่อนไว้ให้ค้นหาระหว่างบรรทัด   รอคอยให้ใครบางคนไปค้นพบด้วยตนเอง   ไขข้อสงสัยแห่งความเป็นมนุษย์   ผ่านคำทักทาย   การพบเจอ   สายสัมพันธ์   และการพลัดพรากจากลาไกล

      ในปีที่ ลอนดอนกับความลับในรอยจูบ”   ตีพิมพ์รวมเล่มออกมา(2547)   ได้สร้างปรากฎการณ์แนะนำบอกต่อปากต่อปากพอสมควร   โดยเฉพาะแวดวงผู้ที่สนศิลปะสร้างสรรค์ในบ้านเรา   นอกจากการชักชวนให้ใช้เวลาครุ่นคิดถึงเรื่องชีวิต   ก็เป็นอีกหนึ่งหมุดปักของโศกนาฏกรรมแห่งความขัดแย้งสำคัญของโลก    ในอีกมุมมองที่แตกต่างออกไป   โดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์อันเปราะบางของผู้คนที่มีโอกาสมาพบเจอกันในช่วงเวลาหนึ่ง   ทำให้ทุกคนได้ตระหนักว่า   ชิ้นส่วนบางชิ้นที่ถูกประกอบอยู่ภายในตัวคนอื่น   อาจกลายเป็นชิ้นส่วนสำคัญยิ่งของตัวเราด้วยเหมือนกัน

      ฤดูหนาว 3 ปีที่แล้ว   ผมพบหนังสือเล่มนี้โดยบังเอิญ   ตัดสินใจซื้อมาอ่านเพราะ   ชื่อเรื่อง   รอยจูบสีแดงบนขอบจานที่อยู่หน้าปกสีชมพูหวาน   กับคำนำหน้าเกี่ยวกับลูกบอลหิมะที่กลิ้งลงมาจากยอดเขา   และในค่ำคืนที่ได้พลิกอ่านตัวอักษรทั้งหมด   ปรากฎว่าราตรีดังกล่าวผมทำได้เพียงลืมตาเบิกโพลงอยู่ในความมืดมิดจนรุ่งสร่าง   ได้แต่นอนฟังเสียงหัวใจตนเองเต้นในจังหวะที่ผิดแผกไป     ทว่าจากประสบการณ์ตรงที่ผ่านมา   เพื่อนสถาปนิกบางคนก็ชอบหนังสือเล่มนี้   ในขณะที่บางคนก็ไม่ชอบมันเลย(สนใจเพียงบางบท)   ดังนั้นผมจึงสรุปง่ายๆว่า   ทุกคนไม่มีเหตุผลที่จะต้องชอบเหมือนกันเสมอไป

      เพียงแต่ผมคิดว่าถึงเวลาที่ต้องบอกเล่า   เพราะบางทีหนังสือเล่มนี้อาจเป็นอีกชิ้นส่วนหนึ่งที่หลายคนตามหาอยู่ก็เท่านั้นเอง

 

 
(ภาพ London Eye จาก Manager Online)

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ถึงกับอ่านรวดเดียวจบ!!

น่าสนแฮะ..

ว่าแต่ไม่ได้แวะไปที่ร้านพี่เลยอ่ะ

วันนี้แวะไปนะ..แต่ร้านยังมะเปิดซะง้านsad smile

จา สอบ อีก แว้ว กร้าบบบบ..

#1 By รักคือ? on 2007-12-14 14:36

ถ้าเราใช้ชีวิตอย่างเห็นคุณค่าของสิ่งที่มี

ยังจะมีชิ้นส่วนที่ขาดหายไปอีกไหม...

หรือชิ้นส่วนนั้นคืออีกฝั่งของความรู้สึก ของผู้ที่เราได้ผ่านพบมา

#2 By iMase on 2007-12-14 14:37

อ่านแล้วชอบมากเลยครับเหมือนกันครับ

ชอบที่ มีศัพท์อาหารอยู่ด้านล่าง อธิบาย
หนังสือมันเขียนนิ่งๆดี ชอบครับ

#3 By วาซาบิ on 2007-12-14 14:39

จะลองหาอ่านดูนะคับ ^^

#4 By closes on 2007-12-14 14:40

ส่วนตัวผมชอบเรื่องในครัวมากๆเลยครับ
ฉันพบหนังสือเล่มนี้มานานมากแล้ว
และขลุกอยู่กับมันในช่วงหนึ่ง

ฉันอยากไปลอนดอน
และก็ชอบรอยจูบ

ลงตัวเนอะ

#6 By ตินกานต์ on 2007-12-14 14:51

This is my ประเด็นล่ะ
จูบกะมดมา โอ ช่างเร่าร้อน

อยากอ่าน แต่ไม่อยากซื้อหนิ

#7 By walk my own way ^^ on 2007-12-14 15:19

พี่ กอล์ฟ หนี เที่ยววววว..

อย่าลืมของฝาก

คิคิ

เอาของฝากเป็นแนะนำหนัง

ดีดีอีกสักเรื่องน๊า..question

#8 By รักคือ? on 2007-12-14 16:23

คุณเขียน เลยทำให้ผมอยากอ่านเลยครับ
แต่ก็ใช่ว่าจะมีเวลานะ จริงๆเวลาอ่ะมี แต่ไปทำอย่างอื่น

#9 By มนุษย์กล่อง on 2007-12-14 21:51

เขียนซะหน้าอ่านเชียว
เล่มนี้รู้จัก แต่ไม่เคยหยิบมาลองอ่านซักที
ไว้จะลองหามาอ่านดู

ช่วงนี้อ่านหนังสือไปหลายเล่มเหมือนกัน
มีโอกาสไว้จะหยิบมาแนะนำบ้างbig smile

#10 By ระหว่างทาง on 2007-12-15 00:56

คือรอยจูบ
ที่ลอนดอนลืมเอาไว้
บนแก้มของผม

????
open-mounthed smile เพราะเราต่างก็เป็นชิ้นส่วนที่ขาดหายไป นั่นทำให้โลกของเราน่าค้นหาขึ้น
เมื่อได้เจอชิ้นส่วนทีละเล้กละน้อย ยิ่งทำให้ชิ้นส่วนของเราทุกคนค่อยๆเติมเต็มขึ้นทีละช้าๆ...แต่สวยงามopen-mounthed smile

#12 By หนูพุก on 2007-12-15 09:35

น่าอ่านนะ
แต่หนังสือต่อคิวกันยาวเลย ไม่ว่างอ่านซะที

#13 By Brawatcher on 2007-12-15 12:19

ถือเป็นหนังสือที่แนะนำครับ
แต่ฝากเอาไว้ในอ้อมใจก็พอ
หากสบโอกาสเมื่อไหร่
อาจจะสักปี สองปี สามปี หรือหลายปี

ถ้าที่รู้สึกว่ามีเวลาแล้ว

ค่อยอ่านก็ได้ครับbig smile

(แต่แนะนำให้ซื้อเก็บไว้ก็ดีนะ)
ชอบbig smile

#15 By (58.8.135.124) on 2007-12-16 12:06

สวัสดีคับ เนื้อหาลึกซึ้งมากๆ ครับ
ขอบคุณครับที่ไปสวัสดีการเปิดบล็อกใหม่ของผม ^^

#16 By SasinEngr on 2007-12-16 16:22

ออกตัวก่อนว่าข้าพเจ้าไม่ได้ปลื้มอย่างพวกคุณๆว่ะ
อ่านเพราะอยากอ่าน อ่านเพราะคือหนังสือ และหนังสือคือหนังสือ เท่านั้น


"มันเป็นความลังเลของท้องฟ้าที่ไม่รู้ว่าควรปล่อยพระอาทิตย์หรือดวงจันทร์จากไปดีหรือไม่"
สามทุ่ม,ปารีส
(ผิดถูก ตกหล่นขออภัยแฟนๆ ข้าพเจ้าจำได้แค่นี้ว่ะ
เพราะมันลอนดอน ไหงข้าพเจ้าจำได้ว่าประโยคนี้เป็นปารีสวะ)

เลยถึงบางอ้อว่า โอ้ทำไมสามทุ่มยังคงสว่างงงง

#17 By mn (192.169.41.46) on 2008-01-04 08:35

สำคัญมากครับ
สุดท้ายหนังสือก็คือหนังสือ

การอ่านก็คือการอ่าน
จุดสัมพันธ์นั้นหละที่สำคัญที่สุด
เห็นด้วยแอย่างแรงค่ะ วิเคราะห์ได้ตรงใจมาก เล่มนี้ถือเป็นชิ้นส่วนสำคัญของชีวิตทีเดียว

#19 By ปลายฟ้า (118.174.103.173) on 2008-05-11 20:22