ในปีที่อ.สิงห์  อินทรชูโต(ปัจจุบันมีผลงานคุ้นหน้าคุ้นตาเกี่ยวกับการออกแบบเฟอร์นิเจอร์จากเศษไม้)   กลับมาสอนที่ประเทศไทย   หลักสูตรชั้นปีที่ 3 ของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม. เกษตรศาสตร์   ถูกทดลองปรับให้เป็นการเรียนแบบหัวก้าวหน้ามากขึ้น   การก้าวกระโดดในการเรียนแบบตั้งคำถาม   ให้อิสระทางความคิด   เปิดช่องจินตนาการ   ส่งผลให้นักศึกษาส่วนใหญ่ในคณะปรับตัวตามไม่ทัน   และเกิดความเครียด (สำหรับผมมีความตื่นเต้นผสมร่วมด้วยเพราะไม่คิดว่าจะได้พบการเรียนแบบนี้ในประเทศไทย)   วิชาการออกแบบสถาปัตยกรรมในชั้นดังกล่าว   จึงกลายร่างเป็นหลักสูตรใหม่อย่างเต็มรูปแบบ (ทั้งตัวเนื้อหาและกระบวนการ)   

     B-WAP (Bangkok Water Accumulate Prototype)   ก็คือโครงงานในภาคเรียนที่ 2 ของนักศึกษาสถาปัตย์รุ่นที่ 8    เป็นโครงการต้นแบบของสถาปัตยกรรมที่จะบรรเทาปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ ( Site คือ สีลม)   โดยเปิดกว้างทางความคิดทุกประการ   ขึ้นอยู่กับตัวนิสิตเองว่าจะเลือกเข้าไปจัดการแก้ปัญหาอย่างไร(ผลลัพธ์สุดท้ายต้องได้เป็นสถาปัตยกรรม)    แต่ความอิสระที่มากล้นเช่นนี้ก็ทำให้ผู้เรียนรู้ส่วนใหญ่นิ่งเงียบ   มากกว่าที่จะพูด   วิจารณ์   และถกเถียง   เพื่อต่อยอดแนวคิดจากโจทย์(ตามประเพณีไทยนิยม)

 

  

   

  

  พื้นผิว(Texture)  เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ผมเสนอขึ้นเพื่อเป็นหัวข้อศึกษา   แม้ยังไม่รู้ว่าผลลัพธ์ต่อไปจะเป็นอะไร   แต่หัวข้อก็ถูกพิจารณาผ่านให้ลงไปสำรวจในพื้นที่(site)ได้   ผมและเพื่อนร่วมกลุ่มทั้งห้าคน   จึงเริ่มต้นรู้จักย่านสีลมโดยการเก็บตัวอย่างพื้นผิวทุกชนิดที่มีอยู่ในแหล่งธุรกิจนี้   จากผิวถนน   ทางเดิน   ราวเหล็ก   ข้างฝา   ผนัง   ฝาท่อ   เสาไฟฟ้า   ถังขยะ   เปลือกต้นไม้   กระจก   อิฐ   ฯลฯ   ทุกๆพื้นผิวที่แตกต่างนั้นจะถูกบันทึกด้วยดินน้ำมันแต่ละก้อน   ก่อนนำมาหล่อขึ้นใหม่อีกครั้ง   เพื่อใช้ทดสอบการไหลผ่านของน้ำ   โดยวัดจากค่าความเร็ว   ระยะทาง   และเวลา   บันทึกเป็นข้อมูลที่อ้างอิงได้(ในขณะที่กลุ่มอื่นก็ศึกษาเรื่องอื่น เช่น  เทคโนโลยี   พฤติกรรมมนุษย์   ผังบริเวณ   ประเภทอาคาร   มลพิษ   ปริมาณน้ำฝน   เสียง    จำนวนรถ   ฯลฯ   ตามแต่จะคิดว่าเป็นประโยชน์แล้วจะนำมาใช้เป็นทรัพยากรร่วมกันในภายหลัง)

     การหน่วงเวลาในการไหลของน้ำฝน(จากลักษณะพื้นผิว)ก็เป็นอีกข้อมูลหนึ่งที่หลายคนนำมาประยุกต์ใช้เพื่อออกแบบสถาปัตยกรรม B-WAP ของตนในช่วงออกแบบ สีลมในปีนั้นยังไม่มีการสร้างทางเดินยกระดับเชื่อมสถานีรถไฟฟ้า BTS กับรถไฟฟ้า MRT ขึ้น (และผมมาทราบภายหลัง)   ณ เวลานั้นผมจึงเลือกที่จะหน่วงเวลาการไหลของน้ำฝนมาเก็บกักไว้ (และปล่อยทิ้งบางส่วน)   ผ่านทางสถาปัตยกรรมที่จะเชื่อมต่อการไหลของผู้คนจากขนส่งมวลชนทั้งสองประเภท   ที่สำคัญคือนอกจากการหน่วงเวลาไหลผ่านของน้ำจากฟากฟ้าแล้ว   การหน่วงเหนี่ยวเวลาของผู้คน   ในย่านธุรกิจที่เร่งรีบและมีลมหายใจเข้าเป็นเงินเป็นทองนี้   เพื่อให้ได้หยุดพักผ่อนและครุ่นคิดถึงเรื่องการมีชีวิตบ้าง   ก็น่าสนใจไม่น้อย

    ทางเดิน+ร้านหนังสือ+ห้องสมุด+นิทรรศการ+สวน+ร้านกาแฟ+ที่ว่างของการพักผ่อนต่างๆ+ดนตรี(ไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหม่)   จึงถูกนำมาผสมผสานเป็นแนวความคิดแรกเพื่อออกแบบเป็นสถาปัตยกรรมของผมในโครงการนี้      หากลองนึกภาพว่าย่านสีลมจะกลายเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้และการพักผ่อน (ในขณะที่ความบันเทิงยามกลางคืนยังคงอยู่  แต่ผู้คนท่องเที่ยวด้วยความเข้าใจ ) จะน่าสนใจมากแค่ไหนในเชิงการท่องเที่ยวและการศึกษาของโลก    (แน่นอนว่าการแก้ปัญหาเรื่องการวางท่อน้ำที่จะส่งผลเรื่องความชื้นต่อหนังสือจำนวนมากก็เป็นปัญหาใหญ่ทีต้องจัดการเช่นกัน)

หนังสือธุรกิจ

หนังสือสุขภาพ

หนังสือวรรณกรรม

หนังสือท่องเที่ยว

หนังสือการ์ตูน

หนังสือภาพ

หนังสือสำหรับเยาว์ชน

    คือลักษณะ 7 แบบที่ผมนำมาแบ่งสัดส่วนของการเรียนรู้ในสถาปัตยกรรมที่ว่านี้   บนที่ว่างแห่งของจินตนาการ(ที่มีเหตุผลรองรับและเป็นไปได้)   แล้วในที่สุดการลงมือออกแบบของผมก็ได้เริ่มต้นขึ้น   แม้จะเป็นในแนวทางที่ไม่คุ้นเคยสักเท่าไรก็ตาม

    

 “จงเรียนรู้จากที่ว่าง   ความผิดพลาด   และอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น”  

 คำพูดของ อ.ลุค ยัง ( Luke Yeung)   ในตอนวิจารณ์ผลงานการหล่อเรซิ่น Negative Space (สีลม)   ที่ไม่ได้เรื่องของผม(ซึ่งใช้เวลาแกะแบบ 6 ชั่วโมงติดไม่นับขั้นตอนการผลิตที่ยาวนานอีก)ยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม (แม้เขาจะไม่เข้าใจบางข้อความที่ผมสื่อสารกลับไปก็ตาม)   แต่การถูกบังคับให้ส่งงานเป็นโมเดลขนาดใหญ่สัปดาห์ละ 2 ครั้งร่วมกับเพื่อนอีกคน   ก็สร้างเงื่อนไขในการทำงานหนักมากขึ้นๆ(ชนิดโหดร้าย)   เนื่องจากแบบร่างในกระดาษหรือแบบ 3 มิติ ใน 3 d max  แทบไม่มีความหมาย   เพราะการตัดกระดาษ   ทากาว   ต่อประกอบ   เป็นโมเดล     จะเป็นแบบจำลองของพื้นที่จริงที่ทำให้เห็นชัดเจนว่าทุกอย่างเป็นไปได้หรือต้องแก้ไขเพิ่มเติมอีก

 

 

 

แล้วหลังจากนั้น   พวกเราก็ได้เรียนรู้จากมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า  ไม่รู้จบ   

 

 

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณผู้ร่วมโครงการดังกล่าว(และผู้รับฟัง)ทุกคนครับ    โดยตามไปดูโครงการอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่  http://www.arch.ku.ac.th/bwap/

(หมายเหตุ-บทความนี้ตัดมาจากพอร์ทโฟลิโอร์ของผม   เนื่องจากหมดมุขครับ)

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Hot! Hot!

ได้เห็นพี่กอล์ฟตอนผมยาวด้วย หึหึ...

งาน ยาก จัง...sad smile

แต่ก็น่าหนุก...big smile

#1 By รักคือ? on 2008-01-10 14:44

เมื่อคืน..ผมเห็นนางฟ้า

ท่านถามผมว่าอยากได้อะไรไหม

ผมตอบท่านด้วยน้ำเสียงจริงใจ

มึงจะไปไหนก็ไป...กูจะนอน ^^



Have a nice day..~**Hot!

#2 By eaxza on 2008-01-10 16:18

รับแซบ ครับผ้ม
เป็นสิ่งที่ขี้เกียจอ่าน
ขอโทษนะ
.
.
แต่ว่า คิดถึงภาพตัวเองตอนพรีเซนท์ทีสิส เหมือนกัน
โปกฮา น่าเอ็นดู
ตอนนี้ เรามีเรื่องมากมาย แต่อยู่ในช่วงรำคาญตัวหนังสือตัวเอง เลย ... sad smile big smile

#3 By walk my own way ^^ on 2008-01-10 17:54

หลักการสอนของ อาจารย์สิงห์ น่าสนุกดีนะคะ
ให้อิสระทางความคิด คนที่เรียนได้โต้ตอบและแสดง
ความคิดเห็นกันมากขึ้น มากกว่าจะเป็นฝ่ายรับ รับแล้ว
ปฎิบัติตาม อย่างที่อาจารย์เคยป้อนให้อย่างเดียว ..

ชอบประโยคนี้ค่ะ ..
“จงเรียนรู้จากที่ว่าง ความผิดพลาด และอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น”

เคยอ่านเกี่ยวกับเรื่อง space หรือที่ว่าง
ที่พี่จิก ประภาส (ถ้าจำไม่ผิดนะคะ) เขียนถึงเรื่องการให้
ความสำคัญกับพื้นที่ว่าง เราได้อะไรจากตรงนั้น ไม่ใช่แค่
ความว่างเปล่า หรือ เปล่าประโยชน์

#4 By moodee on 2008-01-10 19:19

เข้...โปรเจคท่านอลังการมากครับ
อาจารย์ Luke Yeung เมิงพูดเท่ห์หว่ะ
.......
เอ่อตอนออกแบบการทดลองโปรเจค
มันเหมือนกับการงมเข็มเลยว่ะ
"ทำอะไร
ทำทำไม
เพื่ออะไร
มีคนทำแล้วหรือยัง
ทำแบบไหน
ไอ้นั่นเรียกว่าอะไร
มันมาได้ยังไง"
ชีวิตมีแต่คำถามวนไปวนมา
พอหาคำตอบของคำถามหนึ่งได้
กลับไปตอบคำถามของข้อต่อๆไปไม่ได้
กว่าจะได้คำตอบที่เข้าท่าก็ใช้เวลาตั้งหลายเดือน

ที่ว่างอย่างที่อาจรย์เมิงว่าก็รอให้เราทำนี่แหละวะ
ข้อผิดพลาดกับอุบัติเหตุที่เกิดในช่องว่าง
มันก็ทับถมกันจนไม่ว่างอีกต่อไป

ถ้าจารย์เมิงเป็นคนระดับโลกเนี่ยคำน
ี้มันเป็นคำพูดอมตะอีกคำแหงๆเลยว่ะ ชอบครับชอบ


Hot! Hot! Hot!

#5 By Ocean's Saturday on 2008-01-10 20:18

หาตัวๆม่เจอเลยอะงับ

กลับไปก็เจอร้านว่างๆ แอบตกใจ

ยังไงโครงการหน้ามีอะไร ช่วยบอกด้วยนะครับ

ปล.ยังมีอีกตั้งหลายเรื่องที่ติดกันอยุ๋ ยังไงติดต่อทางเอ็มนะครับ
แอดไปแล้ว

#6 By เนยสด RX (119.42.70.4) on 2008-01-11 19:21

พี่กอล์ฟ ๆ ...

ตอนนี้ธีมใหม่ เฮียเจย์ เต็มพิกัด

ต้อนรับเฮียแกมาเดือนหน้าอ่ะ อิอิ big smile

#7 By รักคือ? on 2008-01-13 11:59

รูปผลงาน เล็กไปหน่อย บางรูปไม่ชัดด้วย เลยคอมเมนต์ไม่ถนัดนัก แต่ดูน่าสนใจดีครับ คิดถึงสมัยเรียนเหมือนกัน

#8 By Brawatcher on 2008-01-14 23:44

หายไปไหนแล้วอะครับ

แล้วมีโอกาศจะหลับมารึเปล่าเนี่ย

เสียดายไม่ได้เจอก่อนพี่กลับ

#9 By น้องกอล์ฟ เภสัช (119.42.65.19) on 2008-01-15 09:01

วิธีรวมความคิดเป็นผลงานนี่คงยากในบ้านเราแท้ๆ

#10 By นกฮูกดีไซน์ on 2008-01-15 11:54

3เดือนกะโมเดลร่วมยี่สิบตัว
ทดลอง ทดลอง ทดลอง มันให้ตายไปข้างนึง


สรุปว่าเราตายยยยย
ยังจำได้ดี
เฮ้อ อยากกลับไปเรียนจัง

#11 By mn (192.169.41.34) on 2008-01-16 16:42

งานดูน่าสนใจมากๆเลยครับ
สมัยเรียน ไม่เคยได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เป็นรูปธรรมแบบนี้เลยครับ sad smile

เรื่องการไหลหน่วงของน้ำฝนนี่ เป็นสิ่งที่ผมเกิดมาไม่เคยนึกฝันเลยนะครับ ว่ามันต้องมี ต้องคิดละเอียดรอบด้านจริงๆ สุดยอดมากๆเลยครับ Hot!

#12 By มนุษย์กล่อง on 2008-01-21 10:52

โอ้โห ... เป็นแนวคิดที่ยอดเยี่ยมมาก ๆ เลยค่ะ
ต่อไปมันคงไม่ใช่ความฝัน ^ ^ ,,

big smile

#13 By {CODE;4079} on 2008-01-21 18:54

เจ๋งไปเลย ..
เดี๋ยวนี้ก็มีแล้วนะ ..
เดินเลยวัดแขกไปนิดนึง .. ซ้ายมือ
เป็นแหล่งดีๆ ตอนกลางวัน
มี "ร้าน" และ "ลาน" ดีๆ หลายอย่างเลย ^-^
ท่าทางยาก แต่ก็คุ้มเมื่อได้มันมานะ

#15 By ออ (117.47.3.151) on 2008-01-22 13:08

เเนวคิดดีมากครับ เเต่ก็ทำยากมากเหมือนกัน
ดูคุณพอกลอนรัก เเละทำเพื่อหนังสือจริงๆอะครับผมรู้สึกได้ไงไม่รู้ นับถือครับ
เเละเป็นกำลังใจให้คุณพอกลอนครับbig smile

#16 By SHIKAK on 2008-01-24 18:32

เก่งมากเลยคับconfused smile confused smile confused smile

#17 By (117.47.64.197) on 2008-06-03 17:59