เคยสงสัยไหมครับว่าทำไมคนเราถึงคิดไม่เหมือนกัน? ทำไมบางคนคิดต่างกับเราสุดขั้ว? ทำไมบางคนคิดเหมือนเราแทบทุกประการ? ทั้งๆ ที่เรามั่นใจว่าเรื่องดังกล่าวมันดีมากๆ อืมๆ ๆ... แล้วทำไมถึงเป็นแบบนั้นหละ สรุปว่าใครถูกใครผิดกัน (ว่ะเนี่ย) เคยสงสัยไหมครับ เคยสงสัยไหมครับ ส่วนผมเคยสงสัยเรื่องนี้มาก และยกให้เป็นคำถามหนึ่งที่อยากได้คำอธิบายสุดๆ

     ย้อนกลับไปสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ครั้งหนึ่งที่ชมรมวรรณศิลป์ ม.เกษตรฯ ได้เชิญคุณวินทร์ เลียววาริณ มาคุยในงาน ถนนสู่นักเขียนพอดีว่ามีแต่คนขัดเขิน หน้าที่สัมภาษณ์จึงตกมาเป็นของผม (แต่เนื่องจากไม่มั่นใจก็เลยไปชวนเพื่อนสถาปัตย์อีกคนมาทำหน้าที่ร่วมเพื่อกันเหนียว) การบ้านเป็นสิ่งที่ต้องทำ ผมจึงไปไล่ทบทวนบทสัมภาษณ์นักเขียนซีไรท์สองสมัยคนนี้จากทุกที่ (เพราะรุ่นพี่ชมรมปีก่อนเคยคุยกับพี่คุ่น ปราบดา แบบไม่ทำการบ้านมา – วันนั้นเลยฮาไปหลายดอก)

      นิตยสาร Gm นิตยสารสุดสัปดาห์ หนังสือทำมือจากเชียงใหม่(จำชื่อไม่ได้แล้ว) และบทความบนโลกอินเตอร์เน็ต ฯลฯ ผมก็ไล่เก็บมาเพื่อเขียนหัวข้อสัมภาษณ์ใหม่(ที่พร้อมจะดิ้นได้) ควบรวมกับเรื่องหนังสือของคุณวินทร์ที่ผมเองค่อนข้างมั่นใจว่าเก็บเกี่ยวมาครบแล้วการสัมภาษณ์วันนั้นสนุกมากและจบลงด้วยดีครับ ผมมั่นใจว่ามันเพลิดเพลินและได้อะไรเยอะ ทั้งกับคนที่เป็นนักอ่านหน้าใหม่และแฟนพันธุ์แท้ของนักเขียนท่านนี้ (แม้วันนั้นเส้นผมของผมจะยาวเกินไปจนดูไม่สุภาพก็ตาม)

      ทว่ามันไม่เป็นแบบนั้นนะสิครับ หลายวันต่อมาในงานเลี้ยงเล็กๆ ขอบคุณทีมงาน หัวหน้าชมรมฯ สาวก็โยนปึกใบประเมินจากผู้ฟังมาให้ คาดว่าประมาณ 150 ใบได้ ผมลองไล่เปิดดูเล่นทีละแผ่น ตอนแรกก็ไม่ได้ใส่ใจ แต่สักพักก็ต้องใส่จิต เพราะคำติคำชมที่มีมันต่างกันมาก คนที่ชอบบอกว่าชอบมากให้ห้าดาว เพราะคุยกันสนุกดี ดูเป็นกันเองไม่ซีเรียส แถมได้ความรู้เรื่องการเขียนไปเต็มๆ ส่วนคนไม่ชอบบอกว่า บรรยากาศดูเป็นกันเองเกินไป ทำไมไม่คุยให้ลึกกว่านี้ มารอนานกว่างานจะเริ่มได้ (ขออภัยครับแท็กซี่ที่คุณวินทร์นั่งมาเขาหลงทางใน ม. ครับ) แล้วเรื่องพิธีกร คนหนึ่งพูดมาก คนหนึ่งพูดน้อย ดูไม่สมดุลกันเลย ฯลฯ 

    ผมเริ่มไล่สำรวจใบประเมินคร่าวๆ เห็นว่ามีคนชอบงานนี้ประมาณ 70% คนไม่ชอบประมาณ 30% ได้ และครั้งนั้นเองทำให้ผมอดสงสัยว่าทำไมคนเราคิดต่างกันขนาดนี้ ทั้งๆ ที่ผมเข้าข้างตัวเองว่าอารมณ์ของงานมันดีมากๆ อืม อย่างนั้นแล้ว ถ้าชอบทำไมไม่ยอมชอบเหมือนกันหมด ถ้าเกลียดทำไมไม่เกลียดเหมือนกันหมดไปเลยล่ะ จะได้รู้ว่าสิ่งที่ทำไปมันดีหรือไม่ดีกันแน่ 

      ผมจึงอดสงสัยใหม่ไม่ได้ ว่าทำไมคนเราถึงคิดไม่เหมือนกัน? ทำไมถึงคิดต่างกันหละ? (ว่ะ)

 

     ความรู้เรื่องหยินหยางของผมมีน้อยมาก เพราะเผลอแอบหนักไปทางเซน(ตามกระแสเด็กแนว)มากกว่า ทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้เพิ่มเติมเรื่องดังกล่าวเลย ในขณะที่ผมยังตามหาคำตอบที่ว่าไม่เจอ ผมก็สงสัยเพิ่มเติมว่า เพราะอะไรผู้ชายถึงคิดไม่เหมือนผู้หญิง ทำไมคนเสื้อแดงคิดไม่เหมือนคนเสื้อเหลือง พันธมิตรดันคิดต่างจากรัฐบาล ฝ่ายการตลาดมองคนละมุมกับคนทำหนังสือ สถาปนิกคิดคนละอย่างกับผู้รับเหมา นายทุนไม่สนใจสิ่งที่ศิลปินต้องการ ฯลฯ

     5 ห้าปีต่อมานับจากงานสัมภาษณ์วันนั้น ผมกลับมาเจอคุณวินทร์อีกครั้งในงาน a book Fair ครั้งที่ 2 ที่เซนทรัลเวิล์ด (ไม่ได้สัมภาษณ์นะครับ แค่พูดคุยกันประมาณสิบนาที) ผมว่าผมโชคดีที่บังเอิญไปนึกถึงเรื่องชีวิตแรกที่เริ่มต้นบนโลก เรื่องที่ดาวเคราะห์ดวงหนึ่งที่หมุนรอบตัวเองเป็นเวลา 24 ช.ม. โดนแสงแดดครึ่งหนึ่ง แล้วได้รับความมืดครึ่งหนึ่ง (แบบพอดิบพอดี) สับเปลี่ยนเวียนกันไป จนวันหนึ่งก็เกิดสิ่งมีชีวิตแรกขึ้นมา(จากเงื่อนไขดังกล่าว) เพราะถ้าสว่างอย่างเดียวก็คงไม่มีชีวิต มืดอย่างเดียวก็คงไม่มีชีวิต อย่างใดอย่างหนึ่งมากกว่าก็คงไม่มีชีวิต

      ผมก็เลยแอบคิดเลยเถิดต่อไปว่าหรือความคิดก็เริ่มต้นมาพร้อมชีวิต จะมีเงื่อนไขมาจากสิ่งที่ว่าเหมือนกัน คือต้องมีทั้งสองด้านที่อยู่ตรงข้ามกันเสมอ (โดยจะขาดฝั่งไหนไปไม่ได้) เพราะว่า

มีสว่างจึงมีมืด

มีชายจึงมีหญิง

มีโจรจึงมีตำรวจ

มีชายรักชายจึงมีหญิงรักหญิง

มีขาวจึงมีดำ

มีซ้ายจึงมีขวา

มีคนโกงจึงมีคนเสียสละ

มีคนจนจึงมีคนรวย

มีความรักจึงมีความเกลียด ฯลฯ

       หรือว่าความคิดก็คงมีพื้นฐานแบบนั้น เพราะบางคนเกิดมาในด้านมืด บางคนเกิดมาในด้านสว่าง และบางคนอยู่ก้ำกึ่งเป็นลูกผสมระหว่างขาวกับดำ แน่นอนที่ผมเองยังไม่รู้ว่าตัวตนอยู่ฝั่งไหน แต่จากการประมวลเรื่องที่สงสัยมานาน ทำให้มั่นใจว่า หากใครคิดและเชื่อมั่นในอะไรก็ให้ทำไปเลย เพราะยังไง ในขณะที่มีคนชอบก็ต้องมีคนไม่เห็นด้วยอยู่ดี เพราะเท่าที่ผ่านมา ในโลกความจริงที่มีผลประโยชน์ซ่อนเร้น ผมยังไม่เคยเจออะไรที่ทุกคนยกมือสนับสนุนร้อยเปอร์เซนเลย (อย่างสงครามที่น่าจะเลวร้ายก็ยังมีคนหลงรักและพร้อมจะให้มันเกิดขึ้นตลอดเวลา – โดยเฉพาะกับนักการเมือง พ่อค้าอาวุธที่หากินกับความวิบัติของชาวบ้าน)

      ผมก็เลยคิดว่า มันคงเป็นเงื่อนไขแรกของการมีชีวิตละมั้งครับ

      ดังนั้น

      ถ้าอยากทำอะไรทำเลยครับ  ไม่ต้องกังวลเกินไป เพราะยังไงก็มีคนอีกด้านที่พร้อมจะต่อต้านคุณเสมอ  

 

      (เช่นเดียวกับคนที่เขารักคุณนะครับ)

 

 

 

 

 

 

       ปล.   -ลาไปสักพัก ไม่แน่ใจว่าจะได้อัพอีกเมื่อไหร่ ขออภัยคนที่แวะเวียนมาอยู่เสมอครับ

               - ครบรอบ 3ปีของการเขียนบล็อกที่ EXTEEN สักพักแล้ว (ขอบคุณน้องฝนนะครับที่ชวนมาเขียน) แม้ก่อนหน้านี้จะหัดเขียนที่ My Space มาก่อน แต่ทำไปทำมาก็มีแต่ EXTEEN นี่แหละที่อัพเดตเรื่อยๆ อาจเพราะที่นี่ทำให้เจอคนน่าสนใจ( อยู่บ่อยๆ) ก็เลยน่าอยู่ (และขอบคุณมาสเตอร์แชมป์มากๆ ที่เนรมิตสนามเด็กเล่นสนุกๆ นี้ขึ้นมา ที่สำคัญที่สุด ขอบคุณทุกคอมเมนต์ของทุกคนครับ)       

      

Comment

Comment:

Tweet

ถ้าอยากทำอะไรทำเลยครับ ไม่ต้องกังวลเกินไป เพราะยังไงก็มีคนอีกด้านที่พร้อมจะต่อต้านคุณเสมอ


ชอบประโยคนี้มากกก

#19 By moo on 2011-02-26 23:08

ถ้าอยากทำอะไรทำเลยครับ ไม่ต้องกังวลเกินไป เพราะยังไงก็มีคนอีกด้านที่พร้อมจะต่อต้านคุณเสมอ


เห็นด้วยที่สุด

#18 By -- กำพล -- on 2009-10-20 07:22

วันนี้เรามาอยู่ที่ ม เกษตร นัดเจอเพื่อนๆ ระหว่างรออยู่กับเปิ้ลและหงส์ แล้วนึกถึงก๊อบขึ้นมา เลยให้สองคนมาอ่านบล๊อกของก๊อบ มาเจอหัวข้อนี้

ฮามาก เปิ้ลกับหงส์ จำไม่ได้ว่าใครเป็นประธานชมรม

แต่อ่านๆ ดู ก็ รำลึกถึงความหลังดี แต่จำไม่ค่อยได้อะ แหะๆๆๆ

sad smile

#17 By ประธานชมรมสาว (158.108.236.20) on 2009-07-25 16:01

หากตอนนี้ ((ที่เป็นหนุ่มใหญ่ขึ้น))จะให้กลับไปสัมภาษณ์คุณวินทร์อีกสักครั้ง ผมไม่คิดว่ามันจะสนุกเหมือนครานั้นอีกแล้ว
...

ทุกสิ่งอย่างที่เกิดขี้นและจบลง ผมคิดว่ามันสมบูรณ์อยุ่แล้วในตัวของมันเอง
ไม่ว่ามันจะเกิดและจบได้อย่างน่าผิดหวังแค่ไหนก็ตาม...........
.......
...มััง

#16 By tula on 2008-12-23 10:23

เพราะว่าทุกคน ถูก เหมือนกันหมด

มันเป็น Biodiversityล่ะมั้ง

#15 By ~labyrinth☆waltz~ on 2008-11-19 15:37

อ่านแล้วนึกถึงคำพูดนึง
เคยได้ยินมาจากที่ไหนจำไม่ได้แล้ว ..
เค้าบอกประมาณว่า

ไม่ว่าจะทำดีหรือไม่ดี
ยังไงก็มีคนด่าอยู่แล้ว

#14 By dawinxx on 2008-11-16 18:04

เราว่าคิดต่างกันเป็นเรื่องธรรมดา
ถ้าทุกคนคิดๆ เหมือนกันหมดนี่ จะแย่เอา
ว่าไงว่าตามกันไปหมด ไม่มีอะไรแย้ง แตกต่าง
ต่อเติม หรือเพิ่มอะไรให้เห็นแง่มุมอื่นๆ กันเลย
สำคัญที่เคารพและรับฟังความคิดต่างที่ได้ยิน
ได้รับรู้ด้วยเหมือนกัน แล้วกรองเอาอีกทีว่ายอมรับ
ได้หรือไม่ มากหรือน้อยแค่ไหนอย่างนั้นมั้งคะ

...



ปล. จะลาไปพักซะแล้ว รอกลับมาเขียนใหม่นะคะ
ทิ้งท้ายด้วยเอนทรีนี้ เขียนดีด้วยค่ะ ชอบๆ ^^

#13 By moodee on 2008-11-16 12:02

แต่หลังๆ พอโลกเจริยแล้ว ด้านเทาๆจะดูเยอะขึ้นนะครับ -_-'
ขาวไปก็เด่น ดำไปก็ดับ ..
ก็เลยมีเพสที่สามสี่ห้า มาคั่นระหว่างชายกับหญิง

คนดีแต่ก็ทำเลว(แรงๆ)บ้าง ..
ไม่ชอบแดง ไม่ชอบเหลือง ..
ขอเป็นเขียวอีกสีได้ไหม ^-^
Hot!
คิดได้งี้ก็ดีแล้วครับ จะได้ไม่มากลุ้มใจเวลามีใครคิดต่างคิดต้านเรา

บทความนี้มี train of thought ที่ดีมากนะ อ่านแล้วรู้สึกคนเขียนค่อยๆพาคนอ่านก้าวไปด้วยกันกับลำดับเรื่องที่ปูมา Hot!

ว่าแต่ทำไม ปล. ดันทิ้งท้ายซะใจหายเลยล่ะนั่น


ปล. รูปแรกเค้าถ่ายได้ไงเนี่ย

#11 By eak early : เอกเช้า on 2008-11-15 23:07

รูปแรกเท่มาก....confused smile
เคยอ่านเจอจากที่ไหนจำไม่ได้ เนื้อหาคร่าวๆว่า
โลกเราที่เป็นมาถึงวันนี้ได้ เกิดจากความไม่สมบูรณ์
ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา...
คิดๆ ไปมันก็จริง แล้วทำให้เวลาเจออะไรๆ ก็ปลงๆ ได้
เหมือนกัน

#10 By wesong on 2008-11-15 21:46

เป็นเรื่องธรรมชาติquestion

#9 By lolay on 2008-11-15 20:17

คล้ายไปสุดท้ายเราก็ต่าง big smile

#8 By HOMO(sap)IENS on 2008-11-15 18:29

คนเราคิดไม่เหมือนกันเป็นปกติค่ะ
เพราะเรามีวิถีชีวิต ประสบการณ์ แนวคิด
หนังที่ดู เพลงที่ฟัง หนังสือที่อ่านคนละเล่มกัน
แต่ที่ผิดปกติก็คืออยากให้คนอื่นคิดเหมือนเรา

ฉันเคยคุยกับคนเสื้อเหลืองเสื้อแดงนะ
เขาคิดไม่เหมือนกัน เพราะเขามองของสิ่งเดียวกันจากคนละมุม ซึ่งยังไงก็ไม่มีทางเหมือนกันได้
แล้วแทนที่จะทำความเข้าใจว่าทำไมคนอื่นถึงคิดอย่างนั้น กลับมานั่งเกลียด ทะเลาะกันแทน

#7 By นกไร้ขา on 2008-11-15 17:27

ชอบที่พี่คิดฮะ
ยังไงก็ตามก็จะต้องมีคน
ที่พร้อมจะต่อต้านเราเสมอ

ผมว่ามันอยู่ในแง่ของคำว่า "คิดต่าง"

นึกถึงเพลงด่าเด็กแนวเพลงหนึ่งในงานแฟตปีที่แล้วฮะ
"คิดแตกต่างอาจเหนื่อยล้าจนท้อ
อยากคิดแตกต่างจนลืมว่าบางครั้ง
การได้อยู่กับสิ่งที่ดูเหมือนกันก็สุขใจ"

คิดต่างมันเหนื่อยเนาะ
big smile big smile big smile

#6 By h|b|b on 2008-11-15 16:35

ทฤษฏีของข้าพเจ้า ทุกสิ่งในโลกจะมีสองด้านนี้ผนึกแน่นจนเหมือนสิ่งเดียวกัน กลมกลืนจนยากจะแยกได้ว่าสิ่งไหนดีหรือเลว เพราะมันคือสิ่งเดียวกันนั่นเอง เราก็ยากจะแยกได้อีกทีเพราะเราก็ไม่รู้ว่าใช้สถานะไหนในการตัดสิน อ่า งงอัดิ กูก็งงวะ 5555

#5 By omega on 2008-11-15 14:50

อือ เข้าใจ (จริงๆ แค่พยายามเข้าใจ )
แต่บางเรื่องก็ไม่เห็นต้องเข้าใจเลยหนิ

ชิล

ลาก่อน

ปล ฉันก็เริ่มหมดมุข
ไม่อยากสร้างความรำคาญให้ชาวบ้านด้วย
ทุกวันนี้ โลกภายนอกก็วุ่นวายอยู่แล้ว เนอะ

sad smile

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะเลิกบ่นหรอกนะ

sad smile

#4 By walk my own way ^^ on 2008-11-15 14:39

Hot! Hot!

big smile confused smile question double wink

#3 By รักคือ? on 2008-11-15 14:30

อืมมมม...

พี่กอล์ฟ ๆ

ออนว่านะ

พี่กอล์ฟเขียนงานน่าอ่านขึ้นนะbig smile

หนาวแล้ว ๆ

เตรียมตัวไปถ่ายรูปเล่นดีก่า
อิอิ

#2 By รักคือ? on 2008-11-15 14:27

ทำิในแนวที่เราชอบก่อน

แล้วมันจะมีเอกลักษณ์

จากนั้นจะมีคนชอบเหมือนเราเองครับ

(อันนี้คิดเอาเองนะ)open-mounthed smile

#1 By วิชัย... on 2008-11-15 13:57