กรุงเทพปี 3000 “สงครามครั้งสุดท้าย” (2)
posted on 02 Dec 2008 23:55 by porglon in NOVEL(หมายเหตุ - ต่อจากเอนทรี่ที่แล้ว เข้าสู่ฉากเปิดเรื่อง ช็อตนี้ยาวมากเลย แถมอ่านยากอีกต่างหาก ถ้ามีเวลาว่างค่อยอ่านนะครับ)
การเดินทางในความลับแรกของปี พ.ศ.3000
เมโทโพลิสที่ 3
ศูนย์คมนาคม เมืองกรุงเทพฟากฟ้า
วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2999 เวลา 23.30 น.
เส้นแสงประดับประดาอยู่ทุกสถาปัตยกรรมสูง สีสันละลานตาทั่วทุกเขตเมืองหลวงใหม่ ลมหนาวพัดโบกมาระลอกแล้วระลอกเล่า หอบหิ้วเอาความอบอุ่นของเมืองทั้งเมืองไปซุกซ่อนไว้ ณ ที่ใดที่หนึ่ง ดนตรีเฉลิมฉลองถูกบรรเลงขับขาน พร้อมเสียงกระดิ่งดังก้องซ้อนทับเป็นระยะ บทเพลงแห่งสันติขับกล่อม ส่งความไพเราะลอยคู่ขนานไปทุกหนแห่ง ยิ่งดึกค่ำผู้คนยิ่งพลุ่กพล่าน ประหนึ่งว่าทุกคนออกตามหาความอบอุ่นที่ขาดหาย
ห้วงเวลาดังกล่าวคงไม่มีใครอยากมีชีวิตอยู่เพียงลำพัง ทว่าผู้คนส่วนใหญ่ไม่รู้ ว่าโลกใบนี้จะมีเพียงความเหงา ความอ้างว้าง และความโดดเดี่ยวที่เป็นเพื่นสนิทตลอดกาล
[ในแดนดิน เลอเมโธเฟซิส คาเมโอเรเยส ] เด็กหนุ่มสัญชาติไทย สถานโลก ระดับพันธุกรรม กำลังก้าวทวนกระแสฝูงชนหน้าลานเมโทโพลิสที่ 3 เขาพยายามแทรกตัวผ่านช่องว่างแห่งแรงเสียดทานระหว่างคนแปลกหน้ามากมายที่กำลังมุ่งสู่ A space of The Bangkok sky1 ทุกคนจากทุกสารทิศต่างหลั่งไหลมาร่วมงานฉลองปี พ.ศ. 3000 ทว่าจังหวะชีวิตของในดินแดน มักผกผันกับผู้อื่นเสมอ เพราะในค่ำคืนเฉลิมฉลองสำคัญนี้ เขากำลังจะออกเดินทาง พลัดพรากไปจากเมืองหลวงใหม่ที่ถูกเรียกขานว่าสรวงสวรรค์แห่งนี้ มุ่งหน้าลงสู่เมืองหลวงเก่าเบื้องล่างที่มีตำนานเล่าขานไม่รู้จบ
เด็กหนุ่มพยายามเบียดแทรกฝูงชนเข้าสู่โถงเมโทโพลิสที่ 32 ก้าวย่างทั้งสองมุ่งสู่ช่องทาง “Bangkok Land” ใครบางคนรับรู้การมาถึงของเขา บันไดเลื่อนจึงเคลื่อนขยับ ขับพาร่างที่ถูกจับจ้องลงสู่ชานชาลาเบื้องล่าง จังหวะเดียวกันกับที่เสียงก้องใสหนึ่งเอ่ยทักอย่างเป็นกันเอง ราวกับรู้จักมักคุ้นมาก่อนแล้ว
“สวัสดีค่ะในแดนดิน...ยินดีต้อนรับ...ดีใจที่คุณมาค่ะ” เสียงเจ้าหน้าที่อิเล็คทรอนิกสาวทักทายเขาผ่านนาโนเบรน “กำหนดจุดหมายปลายทางเมโทโพลิสที่ 2 ชำระค่าบริการหักจากบัญชีหมายเลข 5628941536886 เสร็จเรียบร้อยค่ะ”
ระบบรักษาความปลอดภัยของสถานีเริ่มสแกนร่างเด็กหนุ่มทั่วเรือนร่าง โดยที่เขาไม่รู้ตัว
“ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ” เสียงหวานใสชวนเคลิบเคลิ้มเอ่ยคำลา “ขอบคุณที่ใช้บริการค่ะ”
เด็กหนุ่มกวาดตามองไปรอบๆ ไม่เห็นใครอื่น มีเพียงเขาคนเดียวบนทางสัญจรขาออก เขาฉุกคิดได้ว่าขณะนี้ทุกคนต่างรอคอยให้ พ.ศ. 3000 ผ่านมาถึงด้วยใจระทึก และคงไม่มีใครอยากเดินทางไปที่ไหน สายตาเขาเผลอมองป้ายโฆษณาที่กำลังเคลื่อนไหว พลิ้วแพรวประหนึ่งร่ายมนต์สะกด ทว่าในใจของเด็กหนุ่มกลับฟุ้งซ่านนึกถึง Bangkok land เมืองหลวงเก่าเบื้องล่างที่เต็มไปด้วยส่วนผสมหลากหลายของผู้คน เขาอดใจสั่นไหวไม่ได้ เพราะครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เท้าของเขาจะได้สัมผัสพื้นดินบนโลก
โลกที่กำลังสับสนวุ่นวายและร้อนรุ่ม เพราะสถานการณ์ทุกวันนี้ของ Bangkok Land อยู่ในภาวะฉุกเฉิน ข้อขัดแย้ง(ที่หาสาเหตุไม่ได้)ระหว่างคนระดับพันธุกรรมและคนธรรมชาติเข้าสู่ภาวะตรึงเครียด ข่าวการสร้างสถานการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นไม่หยุดหย่อนในแต่ละวัน ความสงบถูกพรากไปสิ้น แตกต่างจากเมืองสวรรค์แห่งฟากฟ้าที่ไร้ซึ่งคดีอาชญากรรม หรือบางทีเขาอาจคิดผิดเองที่เลือกเดินทางลงไปในช่วงนี้ก็ได้
“เข้าเขตสีเหลืองโปรดสวม...Airhead...ด้วยค่ะในแดนดิน” เสียงโอเปอเรเตอร์สาวเสียงดุประจำสถานีดังขึ้นในแก้วหู
เด็กหนุ่มใช้มือขวากดปุ่มบนบอดี้สูทคอนโทลข้อมือซ้าย ฉับพลันรอบปกบอดี้สูทของเขาก็เรืองแสง มวลอากาศรอบศีรษะและใบหน้าเริ่มจับตัวแข็งใส มองดูคล้ายหมวกกันน๊อกโปร่งแสง เครื่องขับออกซิเจนภายในเริ่มทำงาน [Air headเป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาจากหลักการสร้างมวลอากาศให้มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับกระจก]
“เข้าเขตสีแดงโปรดสวม…Airhead ด้วยค่ะ” สัญญาณสีแดงเตือนกระพริบบริเวณม่านตาเขาอีกครั้ง
“ขอบคุณค่ะคุณในแดนดิน....ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ...ขอบคุณที่ใช้บริการ” เจ้าของเสียงคือผู้หญิงบนม่านตาเด็กหนุ่ม เธอยิ้มขณะก้มลงไหว้ ชุดที่หล่อนสวมใส่ให้ความรู้สึกพลิ้วไหวงดงาม ราวกับนางวรรณคดีไทยโบราณกาล
“เช่นกัน” เด็กหนุ่มเอ่ยพึมพำในลำคอ พร้อมเดินเข้าสู่โถงชานชาลา
อากาศภายในสถานีเป็นสุญญากาศทั้งหมด ระบบรองเท้าแม่เหล็กถูกเปิดใช้งาน
รถเทรนลิฟฟิชชันขับเคลื่อนลงมาเทียบท่า ในแดนดินเปิดตัวขับอากาศบนบอดี้สูท เคลื่อนตัวผ่านประตู ลอยไปตามช่องทางแนวตั้งเพื่อหาที่นั่ง
เด็กหนุ่มทิ้งตัวบนที่นั่งหมายเลข SA4-19 ผนังเก้าอี้ล็อคเข้ากับช่องบอดี้สูทด้านหลัง พร้อมถูกปรับเอนตามโหมดพักผ่อน ลมหายใจของเขาถูกสูดแล้วถอนออกภายใน Air head กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ผ่อนคลายขึ้น กระเป๋า Backpacker ที่สะพายไว้ด้านหลังถูกวางล็อคติดกับ Entertainment Control ด้านหน้า กระเป๋าเปิดเลื่อนขึ้น หนังสือ “สงครามโลกครั้งที่สาม” ถูกหยิบออกมา
“ปานจรีช่วยโหลดวรรณกรรมเรื่อง The Unbearable Lightness of Being มาให้ที” ในดินแดนพูดคนเดียวในห้องโดยสารที่ไม่มีใครอื่น ภาพปกหนังสือสงครามโลกครั้งที่ 3 เปลี่ยนเป็นรูปเรือนร่างสละสวยของหญิงสาวยุโรปโบราณ แววตาทั้งสองเต็มไปด้วยความเหงา ความโดดเดี่ยว และความอ้างว้าง ฉากหลังเป็นส่วนประกอบของห้องอพาร์ตเมนต์ คำว่า The Unbearable Lightness of Being ค่อยๆ ปรากฏขึ้น
“ปรับเป็นภาษาไทยไหมค่ะ”เสียงหญิงสาวกระซิบข้างหูเขา หากมีใครสักคนนั่งอยู่เคียงข้างก็ไม่อาจได้ยินเสียงกระซิบไพเราะราวบทกวีนี้ได้
“ไม่เป็นไร ผมอยากอ่านภาษาต้นฉบับมากกว่า” เขาคิดแต่ไม่ได้พูดออกมา
“ตกลงค่ะ อ่านให้สนุกนะคะ” เสียงหญิงคนเดิมขานรับ
ในแดนดินพยักหน้าพร้อมพลิกหนังสือขึ้น ใจล่องลอยนึกถึงคนส่วนใหญ่ที่ชอบอ่านหนังสือจากประสาทตาผ่านนาโนเบรนประจำตัว เหตุผลหลักๆ คงมาจากความสะดวกสบาย เพราะเพียงเลือกเรื่องแล้วหลับตาก็จะอ่านตัวอักษรได้ทันที เด็กหนุ่มเคยถามตัวเองว่า ทำไมยังใช้ *BOOKER เป็นตัวรับอยู่? ทั้งที่มันเกะกะในการพกพา แถมตอนนี้ยังเป็นเทคโนโลยีล้าหลัง ไร้ราคาค่างวดอีก
ในห้วงคิดของเด็กหนุ่ม บางที...เขาคงหลงมนต์เสน่ห์สัมผัสของหนังสือ หรืออย่างน้อยเขาคงอยากรู้สึกถึงการมีชีวิตอยู่บ้างก็ยังดี
ในดินแดนจำไม่ได้แล้วว่า ถูกฝังนาโนเบรนเครื่องนี้ตั้งแต่อายุเท่าไร รู้เพียงว่ามันได้รับการออกแบบ รวมถึงติดตั้งโดยคุณพ่อของเขา มันจึงเป็นของสิ่งเดียวที่ทำให้ระลึกถึงท่านอยู่เสมอ ปัจจุบันนาโนเบรนถือเป็นสิ่งสำคัญ คนระดับพันธุกรรมทุกคนจะได้รับการฝังเทคโนโลยีนี้ตั้งแต่อายุ 10 ขวบ โดยรัฐบาลจะเป็นผู้สนับสนุน แต่มีเพียงคนระดับธรรมชาติเท่านั้นที่ปฏิเสธและต่อต้านสุดยอดนวัตกรรมนี้
เทคโนโลยีนาโนเบรนเริ่มต้นครั้งแรกจากการแข่งขันด้านธุรกิจนาโนเบรนสื่อสาร ประกอบกับการประยุกต์ ความรู้ความเข้าใจทางศาสตร์หลายแขนงไว้ด้วยกัน เช่น
พันธุวิศวกรรม
นาโนเทคโนโลยี
เทคโนโลยีควอนตัมคอมพิวเตอร์
ระบบสมองและระบบประสาทสัมผัส
ไม่มีใครเคยคาดคิดว่ามนุษย์จะมาไกลถึงเพียงนี้ เพราะในปีพุทธศตวรรษที่ 28 มนุษย์ชาติได้สร้างสมองกลทรงประสิทธิภาพความเร็วสูงขนาดนาโนได้สำเร็จ เมื่อทำการฝังลงสู่สมอง เชื่อมต่อกับระบบประสาทการมองเห็น ประสาทการได้ยิน และประสาทสัมผัส วันที่โลกเปลี่ยนโฉมก็เดินทางมาถึง ใครบางคนเคยบอกว่า สมองคนเราเหมือนห้องแห่งความลับ ทว่ามาถึงวันนี้ประตูบานนั้นก็ถูกเปิดกว้างทิ้งไว้แล้ว มนุษย์ทุกคนจึงมีโอกาสรับพื้นฐานความรู้เท่ากัน โดยสามารถโหลดดึงข้อมูลจากทุกเครือข่ายทั่วโลก เข้าสู่สมองได้ในพริบตา
จุดเด่นที่สำคัญคือ ระบบสื่อสารเสมือนจริง ที่จะทำให้เห็นคู่สนทนาจากดวงตาตัวเอง หากสัมผัสซึ่งกันและกัน ระบบประสาทจะควบคุมให้รู้สึกได้ราวกับคู่สนทนามีตัวตนอยู่ตรงหน้า รวมถึงหลากหลายสาระความบันเทิงที่อัพโหลดเข้าสู่สมองโดยตรงไม่ต้องผ่านสื่อกลางเช่นเดิม ทั้ง หนังสือ ภาพยนตร์ ดนตรี เกมส์ ฯลฯ และที่สำคัญที่สุด คือการเลือกรับความรู้สึกในเหตุการณ์นั้นได้จริง ทั้ง รูป รส กลิ่น สี เสียง และสัมผัส เพียงสั่งการนาโนเบรนผ่านคำพูดหรือการคิดเท่านั้น
ทว่าในทุกพัฒนาการของมนุษย์ก็มีปัญหาตามมาเสมอ นาโนเบรนเป็นสาเหตุที่ทำให้การแบ่งระดับของคนรุนแรงขึ้น ทั้งที่ปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงร่างกาย ใบหน้า รูปร่าง และการย้ายสมองจากร่างชราสู่ร่างใหม่ ฯลฯ ไม่ได้รับการแก้ไขให้กระจ่างชัด ทุกวันนี้ผู้คนจึงถูกสุมทับด้วยปัญหาประมาณร้อยพันหมื่นแสนประการ
“นาโนเบรน” ในแดนดินกำลังครุ่นคิดเกี่ยวกับมัน เขานึกถึงเรื่องเมื่อคืนเรื่องที่ไม่รู้จะเป็นผลดีมากกว่า ลมหายใจปนความหวาดหวั่นถูกพ่นออกมา เนื้อตัวเขาสั่นเกินควบคุม
“โครงการสันติภาพนาโนเบรน 2750” เขาพึมพำกับตัวเอง มันเป็นข้อมูลทางการเมืองและทหารที่ถูกเก็บไว้ หากเขาไม่รู้เรื่องมันคงจะดีกว่านี้ เสียงเพลงสวัสดีปีใหม่ดังขึ้นผ่านนาโนเบรน บดบังความคิดสับสนวุ่นวาย วนเวียน และวกวน บทเพลงไพเราะคุ้นเคยขับขาน
“สวัสดีปีใหม่ค่ะในแดนดิน” นาโนเบรนทักทายเขาตามธรรมเนียม
สายตาเด็กหนุ่มเหม่อลอย ริมฝีปากบนล่างเม้มอัดแน่น มือทั้งสองโอบรอบขมับทั้งสอง อาการเจ็บปวดรวดร้าวบริเวณศีรษะเกิดขึ้นเหมือนทุกที มันทักทายเขาเป็นประจำทุกวันแรกของปีผู้เพิ่งมาถึง ทักทายพร้อมกับการมาเยือนของปีศาจความทรงจำตนเดิม
รถเทรนลิฟฟิชชันขบวนแรกของ พ.ศ.3000 ออกเดินทาง
ภาพประกอบ MAD Architect
.............................................................................................................................................................
To be Continue
กรุงเทพปี 3000 “วันพรุ่งนี้ยังมีความหวัง” (3)
การรอคอยครั้งสุดท้าย

กำลังหาแนวนี้อ่านอยู่เลยครับ
ดีจัง
#1 By grappa (58.9.190.152) on 2008-12-03 06:02