(หมายเหตุ - ต่อจากเอนทรี่ที่แล้ว เข้าสู่ฉากเปิดเรื่อง ช็อตนี้ยาวมากเลย แถมอ่านยากอีกต่างหาก ถ้ามีเวลาว่างค่อยอ่านนะครับ)  

 

 

 

การเดินทางในความลับแรกของปี พ..3000


 

              

เมโทโพลิสที่ 3

ศูนย์คมนาคม เมืองกรุงเทพฟากฟ้า

วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2999 เวลา 23.30 น.  

 

    


  

เส้นแสงประดับประดาอยู่ทุกสถาปัตยกรรมสูง   สีสันละลานตาทั่วทุกเขตเมืองหลวงใหม่   ลมหนาวพัดโบกมาระลอกแล้วระลอกเล่า   หอบหิ้วเอาความอบอุ่นของเมืองทั้งเมืองไปซุกซ่อนไว้ ณ ที่ใดที่หนึ่ง     ดนตรีเฉลิมฉลองถูกบรรเลงขับขาน   พร้อมเสียงกระดิ่งดังก้องซ้อนทับเป็นระยะ  บทเพลงแห่งสันติขับกล่อม ส่งความไพเราะลอยคู่ขนานไปทุกหนแห่ง      ยิ่งดึกค่ำผู้คนยิ่งพลุ่กพล่าน ประหนึ่งว่าทุกคนออกตามหาความอบอุ่นที่ขาดหาย

 

ห้วงเวลาดังกล่าวคงไม่มีใครอยากมีชีวิตอยู่เพียงลำพัง ทว่าผู้คนส่วนใหญ่ไม่รู้ ว่าโลกใบนี้จะมีเพียงความเหงา ความอ้างว้าง และความโดดเดี่ยวที่เป็นเพื่นสนิทตลอดกาล

 

 

    

           [ในแดนดิน  เลอเมโธเฟซิส  คาเมโอเรเยส ]  เด็กหนุ่มสัญชาติไทย  สถานโลก  ระดับพันธุกรรม  กำลังก้าวทวนกระแสฝูงชนหน้าลานเมโทโพลิสที่ 3   เขาพยายามแทรกตัวผ่านช่องว่างแห่งแรงเสียดทานระหว่างคนแปลกหน้ามากมายที่กำลังมุ่งสู่  A space of The Bangkok sky1          ทุกคนจากทุกสารทิศต่างหลั่งไหลมาร่วมงานฉลองปี พ.ศ. 3000  ทว่าจังหวะชีวิตของในดินแดน มักผกผันกับผู้อื่นเสมอ     เพราะในค่ำคืนเฉลิมฉลองสำคัญนี้  เขากำลังจะออกเดินทาง    พลัดพรากไปจากเมืองหลวงใหม่ที่ถูกเรียกขานว่าสรวงสวรรค์แห่งนี้   มุ่งหน้าลงสู่เมืองหลวงเก่าเบื้องล่างที่มีตำนานเล่าขานไม่รู้จบ

 

 

เด็กหนุ่มพยายามเบียดแทรกฝูงชนเข้าสู่โถงเมโทโพลิสที่ 32   ก้าวย่างทั้งสองมุ่งสู่ช่องทาง “Bangkok Land” ใครบางคนรับรู้การมาถึงของเขา บันไดเลื่อนจึงเคลื่อนขยับ  ขับพาร่างที่ถูกจับจ้องลงสู่ชานชาลาเบื้องล่าง       จังหวะเดียวกันกับที่เสียงก้องใสหนึ่งเอ่ยทักอย่างเป็นกันเอง  ราวกับรู้จักมักคุ้นมาก่อนแล้ว     

 

  สวัสดีค่ะในแดนดิน...ยินดีต้อนรับ...ดีใจที่คุณมาค่ะเสียงเจ้าหน้าที่อิเล็คทรอนิกสาวทักทายเขาผ่านนาโนเบรน กำหนดจุดหมายปลายทางเมโทโพลิสที่ 2  ชำระค่าบริการหักจากบัญชีหมายเลข  5628941536886 เสร็จเรียบร้อยค่ะ

 

 

ระบบรักษาความปลอดภัยของสถานีเริ่มสแกนร่างเด็กหนุ่มทั่วเรือนร่าง โดยที่เขาไม่รู้ตัว

 

 

ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ เสียงหวานใสชวนเคลิบเคลิ้มเอ่ยคำลา  ขอบคุณที่ใช้บริการค่ะ

 

 

เด็กหนุ่มกวาดตามองไปรอบๆ ไม่เห็นใครอื่น มีเพียงเขาคนเดียวบนทางสัญจรขาออก  เขาฉุกคิดได้ว่าขณะนี้ทุกคนต่างรอคอยให้ พ.. 3000 ผ่านมาถึงด้วยใจระทึก  และคงไม่มีใครอยากเดินทางไปที่ไหน    สายตาเขาเผลอมองป้ายโฆษณาที่กำลังเคลื่อนไหว พลิ้วแพรวประหนึ่งร่ายมนต์สะกด  ทว่าในใจของเด็กหนุ่มกลับฟุ้งซ่านนึกถึง Bangkok land   เมืองหลวงเก่าเบื้องล่างที่เต็มไปด้วยส่วนผสมหลากหลายของผู้คน  เขาอดใจสั่นไหวไม่ได้ เพราะครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เท้าของเขาจะได้สัมผัสพื้นดินบนโลก   

 

 

โลกที่กำลังสับสนวุ่นวายและร้อนรุ่ม  เพราะสถานการณ์ทุกวันนี้ของ Bangkok Land อยู่ในภาวะฉุกเฉิน   ข้อขัดแย้ง(ที่หาสาเหตุไม่ได้)ระหว่างคนระดับพันธุกรรมและคนธรรมชาติเข้าสู่ภาวะตรึงเครียด     ข่าวการสร้างสถานการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นไม่หยุดหย่อนในแต่ละวัน ความสงบถูกพรากไปสิ้น   แตกต่างจากเมืองสวรรค์แห่งฟากฟ้าที่ไร้ซึ่งคดีอาชญากรรม  หรือบางทีเขาอาจคิดผิดเองที่เลือกเดินทางลงไปในช่วงนี้ก็ได้    

 

              เข้าเขตสีเหลืองโปรดสวม...Airhead...ด้วยค่ะในแดนดินเสียงโอเปอเรเตอร์สาวเสียงดุประจำสถานีดังขึ้นในแก้วหู  

 

 เด็กหนุ่มใช้มือขวากดปุ่มบนบอดี้สูทคอนโทลข้อมือซ้าย     ฉับพลันรอบปกบอดี้สูทของเขาก็เรืองแสง   มวลอากาศรอบศีรษะและใบหน้าเริ่มจับตัวแข็งใส มองดูคล้ายหมวกกันน๊อกโปร่งแสง   เครื่องขับออกซิเจนภายในเริ่มทำงาน [Air headเป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาจากหลักการสร้างมวลอากาศให้มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับกระจก]

 

  

            เข้าเขตสีแดงโปรดสวม…Airhead ด้วยค่ะ   สัญญาณสีแดงเตือนกระพริบบริเวณม่านตาเขาอีกครั้ง

 

 

ขอบคุณค่ะคุณในแดนดิน....ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ...ขอบคุณที่ใช้บริการเจ้าของเสียงคือผู้หญิงบนม่านตาเด็กหนุ่ม เธอยิ้มขณะก้มลงไหว้  ชุดที่หล่อนสวมใส่ให้ความรู้สึกพลิ้วไหวงดงาม ราวกับนางวรรณคดีไทยโบราณกาล

 

 

เช่นกัน  เด็กหนุ่มเอ่ยพึมพำในลำคอ  พร้อมเดินเข้าสู่โถงชานชาลา

 

  

อากาศภายในสถานีเป็นสุญญากาศทั้งหมด ระบบรองเท้าแม่เหล็กถูกเปิดใช้งาน 

 

 

            รถเทรนลิฟฟิชชันขับเคลื่อนลงมาเทียบท่า  ในแดนดินเปิดตัวขับอากาศบนบอดี้สูท  เคลื่อนตัวผ่านประตู ลอยไปตามช่องทางแนวตั้งเพื่อหาที่นั่ง 

 

 

เด็กหนุ่มทิ้งตัวบนที่นั่งหมายเลข SA4-19 ผนังเก้าอี้ล็อคเข้ากับช่องบอดี้สูทด้านหลัง พร้อมถูกปรับเอนตามโหมดพักผ่อน ลมหายใจของเขาถูกสูดแล้วถอนออกภายใน Air head    กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ผ่อนคลายขึ้น  กระเป๋า Backpacker ที่สะพายไว้ด้านหลังถูกวางล็อคติดกับ Entertainment Control ด้านหน้า  กระเป๋าเปิดเลื่อนขึ้น  หนังสือ สงครามโลกครั้งที่สามถูกหยิบออกมา

 

 

ปานจรีช่วยโหลดวรรณกรรมเรื่อง The Unbearable Lightness of Being มาให้ที        ในดินแดนพูดคนเดียวในห้องโดยสารที่ไม่มีใครอื่น    ภาพปกหนังสือสงครามโลกครั้งที่ 3 เปลี่ยนเป็นรูปเรือนร่างสละสวยของหญิงสาวยุโรปโบราณ  แววตาทั้งสองเต็มไปด้วยความเหงา   ความโดดเดี่ยว  และความอ้างว้าง   ฉากหลังเป็นส่วนประกอบของห้องอพาร์ตเมนต์ คำว่า The Unbearable Lightness of Being ค่อยๆ ปรากฏขึ้น

 

 

ปรับเป็นภาษาไทยไหมค่ะเสียงหญิงสาวกระซิบข้างหูเขา  หากมีใครสักคนนั่งอยู่เคียงข้างก็ไม่อาจได้ยินเสียงกระซิบไพเราะราวบทกวีนี้ได้

 

 

ไม่เป็นไร  ผมอยากอ่านภาษาต้นฉบับมากกว่าเขาคิดแต่ไม่ได้พูดออกมา

 

 

ตกลงค่ะ อ่านให้สนุกนะคะเสียงหญิงคนเดิมขานรับ

 

 

             ในแดนดินพยักหน้าพร้อมพลิกหนังสือขึ้น   ใจล่องลอยนึกถึงคนส่วนใหญ่ที่ชอบอ่านหนังสือจากประสาทตาผ่านนาโนเบรนประจำตัว   เหตุผลหลักๆ คงมาจากความสะดวกสบาย เพราะเพียงเลือกเรื่องแล้วหลับตาก็จะอ่านตัวอักษรได้ทันที   เด็กหนุ่มเคยถามตัวเองว่า ทำไมยังใช้ *BOOKER เป็นตัวรับอยู่?  ทั้งที่มันเกะกะในการพกพา  แถมตอนนี้ยังเป็นเทคโนโลยีล้าหลัง  ไร้ราคาค่างวดอีก

 

 

ในห้วงคิดของเด็กหนุ่ม บางที...เขาคงหลงมนต์เสน่ห์สัมผัสของหนังสือ   หรืออย่างน้อยเขาคงอยากรู้สึกถึงการมีชีวิตอยู่บ้างก็ยังดี

 

 

          ในดินแดนจำไม่ได้แล้วว่า  ถูกฝังนาโนเบรนเครื่องนี้ตั้งแต่อายุเท่าไร  รู้เพียงว่ามันได้รับการออกแบบ รวมถึงติดตั้งโดยคุณพ่อของเขา มันจึงเป็นของสิ่งเดียวที่ทำให้ระลึกถึงท่านอยู่เสมอ  ปัจจุบันนาโนเบรนถือเป็นสิ่งสำคัญ คนระดับพันธุกรรมทุกคนจะได้รับการฝังเทคโนโลยีนี้ตั้งแต่อายุ 10 ขวบ โดยรัฐบาลจะเป็นผู้สนับสนุน   แต่มีเพียงคนระดับธรรมชาติเท่านั้นที่ปฏิเสธและต่อต้านสุดยอดนวัตกรรมนี้ 

 

 

          เทคโนโลยีนาโนเบรนเริ่มต้นครั้งแรกจากการแข่งขันด้านธุรกิจนาโนเบรนสื่อสาร  ประกอบกับการประยุกต์ ความรู้ความเข้าใจทางศาสตร์หลายแขนงไว้ด้วยกัน   เช่น

 

 

พันธุวิศวกรรม

 

นาโนเทคโนโลยี

 

เทคโนโลยีควอนตัมคอมพิวเตอร์    

 

 

ระบบสมองและระบบประสาทสัมผัส

 

 

          ไม่มีใครเคยคาดคิดว่ามนุษย์จะมาไกลถึงเพียงนี้ เพราะในปีพุทธศตวรรษที่ 28 มนุษย์ชาติได้สร้างสมองกลทรงประสิทธิภาพความเร็วสูงขนาดนาโนได้สำเร็จ  เมื่อทำการฝังลงสู่สมอง เชื่อมต่อกับระบบประสาทการมองเห็น  ประสาทการได้ยิน  และประสาทสัมผัส   วันที่โลกเปลี่ยนโฉมก็เดินทางมาถึง   ใครบางคนเคยบอกว่า สมองคนเราเหมือนห้องแห่งความลับ ทว่ามาถึงวันนี้ประตูบานนั้นก็ถูกเปิดกว้างทิ้งไว้แล้ว      มนุษย์ทุกคนจึงมีโอกาสรับพื้นฐานความรู้เท่ากัน  โดยสามารถโหลดดึงข้อมูลจากทุกเครือข่ายทั่วโลก เข้าสู่สมองได้ในพริบตา

 

 

จุดเด่นที่สำคัญคือ ระบบสื่อสารเสมือนจริง ที่จะทำให้เห็นคู่สนทนาจากดวงตาตัวเอง    หากสัมผัสซึ่งกันและกัน ระบบประสาทจะควบคุมให้รู้สึกได้ราวกับคู่สนทนามีตัวตนอยู่ตรงหน้า     รวมถึงหลากหลายสาระความบันเทิงที่อัพโหลดเข้าสู่สมองโดยตรงไม่ต้องผ่านสื่อกลางเช่นเดิม   ทั้ง   หนังสือ  ภาพยนตร์  ดนตรี  เกมส์   ฯลฯ   และที่สำคัญที่สุด   คือการเลือกรับความรู้สึกในเหตุการณ์นั้นได้จริง  ทั้ง   รูป  รส  กลิ่น  สี เสียง และสัมผัส     เพียงสั่งการนาโนเบรนผ่านคำพูดหรือการคิดเท่านั้น

 

 

ทว่าในทุกพัฒนาการของมนุษย์ก็มีปัญหาตามมาเสมอ  นาโนเบรนเป็นสาเหตุที่ทำให้การแบ่งระดับของคนรุนแรงขึ้น     ทั้งที่ปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงร่างกาย   ใบหน้า   รูปร่าง   และการย้ายสมองจากร่างชราสู่ร่างใหม่   ฯลฯ   ไม่ได้รับการแก้ไขให้กระจ่างชัด   ทุกวันนี้ผู้คนจึงถูกสุมทับด้วยปัญหาประมาณร้อยพันหมื่นแสนประการ

 

 

 นาโนเบรน  ในแดนดินกำลังครุ่นคิดเกี่ยวกับมัน   เขานึกถึงเรื่องเมื่อคืนเรื่องที่ไม่รู้จะเป็นผลดีมากกว่า      ลมหายใจปนความหวาดหวั่นถูกพ่นออกมา  เนื้อตัวเขาสั่นเกินควบคุม  

 

     

 โครงการสันติภาพนาโนเบรน 2750”  เขาพึมพำกับตัวเอง   มันเป็นข้อมูลทางการเมืองและทหารที่ถูกเก็บไว้    หากเขาไม่รู้เรื่องมันคงจะดีกว่านี้    เสียงเพลงสวัสดีปีใหม่ดังขึ้นผ่านนาโนเบรน  บดบังความคิดสับสนวุ่นวาย  วนเวียน  และวกวน   บทเพลงไพเราะคุ้นเคยขับขาน

 

 

สวัสดีปีใหม่ค่ะในแดนดิน   นาโนเบรนทักทายเขาตามธรรมเนียม

 

 

 สายตาเด็กหนุ่มเหม่อลอย  ริมฝีปากบนล่างเม้มอัดแน่น  มือทั้งสองโอบรอบขมับทั้งสอง อาการเจ็บปวดรวดร้าวบริเวณศีรษะเกิดขึ้นเหมือนทุกที มันทักทายเขาเป็นประจำทุกวันแรกของปีผู้เพิ่งมาถึง     ทักทายพร้อมกับการมาเยือนของปีศาจความทรงจำตนเดิม

 

 

 
รถเทรนลิฟฟิชชันขบวนแรกของ พ..3000 ออกเดินทาง

 

 ภาพประกอบ MAD Architect

.............................................................................................................................................................

 

To be Continue 

กรุงเทพปี 3000 “วันพรุ่งนี้ยังมีความหวัง” (3)

การรอคอยครั้งสุดท้าย

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เขียนนิยายวิทยาศาสตร์อยู่เหรอคะ
ดีจัง

#1 By grappa (58.9.190.152) on 2008-12-03 06:02

โห ... ขอแช่หน้าเว็บค่อยๆอ่านก่อนนะ
ของจริงวุ้ย ^-^
Hot!

พี่กอล์ฟก๊าบ
รู้สึกว่าจะพิมพ์ตกไปหลายคำนะคะ
ไม่รู้ว่าพี่กอล์ฟพิมพ์ตก
หรือว่าเป็นที่เวลาพี่กอล์ฟพิมพ์แล้วมันไม่ขึ้น

อย่าง "อืน, เบือง" ที่วรรณยุกหายไปอ่ะคะ

ออนกลับไปอ่านตอนหนึ่งอีกรอบ
เห็นพี่กอล์ฟมีอีดีทเพิ่มด้วย
ดีน๊าาา ที่ย้อนกลับไปอ่านก่อน
ไม่ง้านก็อาจจะไม่รู้เรื่องได้

จะติดตามฮะbig smile
Hot!

#3 By รักคือ? on 2008-12-03 12:04

-ใช่แล้วครับพี่แป๊ด ผมหัดเขียนอยู่

-น้องออน ขอบคุณครับสำหรับการช่วยดูสิ่งที่ตกหล่น (และมันก็คงจะมีปรับแก้ไปเรื่อยๆ นะ)

ตามอ่านครับ Hot!

เห็นภาพแล้วนึกถึงอีวานเกเลียนเลยครับ สงสัยอีวานเอาไอเดียมาจากอันนี้แหง

#5 By manop on 2008-12-03 13:27

ตัวละครอ่าน "ความเบาหวิวฯ" หุหุหุ

#6 By omega on 2008-12-03 15:35

มาลงชื่อ คนอ่าน ค่ะ

big smile

ชอบแด่ความเบาหวิวฯ
อ่านยากใช่เล่น แต่ก็ลุยอ่านมันทุกบรรทัดเลย ช่างคิดจังครับ และท่าทางเอาจริงนะเนี่ย

ชอบความเบาหวิวฯ มากเหมือนกัน

ตอน 3 ๆๆๆ

Hot!

#8 By eak early : เอกเช้า on 2008-12-03 20:14

ชอบท่อนนี้ครับ
"หรืออย่างน้อย
เขาคงอยากรู้สึกถึงการมีชีวิตอยู่บ้างก็ยังดี"

big smile big smile big smile
Hot!

#9 By h|b|b on 2008-12-03 20:39

3000ปี คนยังเหมือนเดิมsad smile

#10 By wesong on 2008-12-04 09:58

ชอบๆๆ พึ่งเข้ามาอ่านรู้สึกชอบครับ
รอตอนที่ 3 อยู่นะครับ

#12 By Junior on 2008-12-04 15:43

>< Hot! Hot!
ชอบครับ อ่านแล้วได้รู้สึกถึงนวัตกรรมที่ก้าวล้ำ ไม่รู้จะเรียกยังไงดี เอาเป็นว่าสนุกครับ

#14 By r i j e -[a x k i z e l] on 2008-12-04 21:09

ว่าแต่เด็กหนุ่มคนนั่นจะชื่ออะไรเหรอครับ

#16 By Junior on 2008-12-05 14:20

เอ่อ ...

ขอกลับไปอ่านอีก(หลายๆ)รอบนะคะ เหมือนระบบย่อยไม่ค่อยจะดี

surprised smile

#17 By maebin on 2008-12-05 15:02

ฮึ่ม แน่น
จินตนาการว่าตัวเองจะเป็นยังไงเมื่อได้อยู่ในโลกที่มีความเหงาอ้างว้างเป็นเพื่อนตลอดกาลและในกรุงเทพที่อยู่ในภาวะฉุกเฉิน

#18 By JUDY on 2008-12-06 01:25

ทำไมชาว ฮันษา เค้าถึงอายุไข 100 ปีขึ้น

ไร้รอยย่น กล้ามเนื้อกระชับ
ขับถ่ายดี ผมดกดำ
ต้านความดัน และอื่นๆเมื่อมีอายุ

แล้วคุณจะพบกับสิ่งมหัศจรรย์ว่ามีจริง
tu.shuttlefligH

#21 By (58.8.176.220) on 2008-12-06 16:24

จินตนาการล้ำลึกจริงๆ ค่ะHot! big smile

#22 By dowrun happy on 2008-12-06 22:47

แอบอ่านนิดนึง สนุกดีค่ะ

เดี๋ยวมีเวลามากกว่านี้จะมานั่งอ่านให้หมดนะคะquestion

เรื่องแปลกๆดี ให้กำลังใจค่ะ^^

#23 By ^^น้องเต่า ; ) on 2008-12-07 14:17

แวะมาเยี่ยมสาวก Ghibli

#24 By คนขับช้า on 2008-12-08 23:06

ใครช่วยบอกทีสิครับว่า

ไอ้คอมเมนต์ยี่สิบเอ็ดเนี่ย

มันจะต้องมาประชาสัมพันธ์กันทำไมในนี้ด้วย

คือ ลบไปสามอันแล้วนะ ไม่เข้าใจจริงๆ

รอตอนที่สามนะครับ

คอไซไฟ เหมือนกันbig smile

#26 By shikak on 2008-12-10 22:36

ตอบข้อสงสัยครับ

ตัวเดินเรื่องคนแรกชื่อ

ในแดนดิน เลอเมโธเฟซิส คาเมโอเรเยส ครับผม

(จะยาวไปไหนของมันเนอะ)
ได้อ่านแล้วรู้สึกชอบงานเขียนนี้ครับ
ไม่รู้ว่าผู้เขียน เรื่องนี้ชอบ
ISAAC ASIMOV ด้วยหรือเปล่า

จะติดตามผลงานตอนต่อไปครับ
โชคดีครับ

#28 By hagy on 2008-12-11 05:13

รอด้วยอีกคน open-mounthed smile กำลังหาแนวนี้อ่านอยู่เลยครับ

#29 By NOT_KUNG on 2008-12-11 09:11

พอดี ดำน้ำ โผล่มาเจอบล็อกนี้

บอกได้คำเดียว

เจ๋งอ่ะ

รออ่านต่อไป

ขอแอดไว้แล้วกันน่ะคับ

#30 By Chanter sur la pluie on 2008-12-11 10:07

449 ปี พ่านพ้นไป

หวังว่า

เทคโลยีที่ก้าวไกล

จะไม่ทำให้มนุษย์

ลืมพัฒนาจิตใจ ตามวัตถุไปด้วย

#31 By 2daSky* on 2008-12-11 12:29

ลืมค่ะๆ
กลับมาให้ใหม่ๆ



Hot! Hot! Hot!

#32 By 2daSky* on 2008-12-11 12:30

อีกหลายๆปีข้างหน้า
มนุษย์คงจะฉลาดเท่ากันหมด
แต่ไม่รู้ว่าจิตใจจะเป็นยังไงกันบ้าง

#34 By HOMO(sap)IENS on 2008-12-15 17:41

ชอบอีกแล้วคับ มันส์ดีอ่ะ ดูแล้วจินตนาการถึงตัวเองเลย

#35 By pan on 2008-12-16 08:18