กรุงเทพปี 3000 'สงครามครั้งสุดท้าย' (6)
posted on 18 Dec 2008 18:03 by porglon in NOVEL
จงขับขานเพลงสงคราม 'ศาสตร์รบแห่งเทพธิดาสันติภาพ'
“ลาก่อน…บางทีในดินแดนหลังความตายอาจมีคำตอบสำหรับเธอ”
ไกปืนพลังงานถูกเหนี่ยวพร้อมประโยคสั่งลา เสียงทำลายล้างของอาวุธทรงอานุภาพอันควรจะดังกึกก้องกลับเงียบงันประหนึ่งมีมือโปร่งแสงแห่งอำนาจมาปิดปากกระบอกปืนไว้
“การเปลี่ยนรหัสใช้ปืนพลังงานเสร็จเรียบร้อยค่ะ” นาโนเบรนของผู้ที่กำลังถูกผลักไสให้ลาลับรายงานกระซิบ ในขณะที่ใครคนหนึ่งพยายามลั่นกระสุนพลังงานต่อด้วยความกระวนกระวาย นเรสินาปาร์ทปลดมือทั้งสองเป็นอิสระ พุ่งหาเป้าหมายตรงหน้าอย่างรวดเร็ว เขากระโดดขึ้นกลางอากาศ เหวี่ยงเท้าขวาเสยเข้าตรงรอยต่อของปกบอดี้สูทและหมวก งัดร่างตรงหน้ากระเด็นลอยจากพื้น ปลิวกระแทกเคาน์เตอร์เต็มแรง ถ้วยแก้วตกกระจายเกลื่อน คนทั้งหกตะลึงต่อเหตุการณ์พลิกผัน แต่เมื่อสลัดความตกใจได้ ทุกคนก็ประทับอาวุธขึ้นเพื่อล็อคเป้าเล็งจับนเรสินาปาร์ทเป็นจุดเดียว ปืนพลังงานถูกยิงทันที ทว่ากลับไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองจากอาวุธทุกชิ้นในมือของพวกเขา
นเรสินาปาร์ททำตามความคิดได้ทันเวลาเฉียดฉิว ตอนนี้จึงไม่มีใครที่จะใช้ปืนพลังงานได้นอกจากเขา ทว่าผู้บุกรุกสองคนตรงหน้ายังพยายามรีสตาร์ทระบบใหม่อีกครั้ง แฮกเกอร์แมกเกอร์ผู้ถือรหัสลับของรัฐบาลกลางสาวเท้าเข้าไปทันที พร้อมกระโดดม้วนตัวกลับหลัง เตะงัดลำคอทั้งคู่ อาศัยแรงเหวี่ยงจากโมเมนต์ที่เกิดขึ้น จนสองร่างกระเด็นไกลไปคนละทาง
แต่ถึงกระนั้น สถานการณ์โดยรวมของนเรสินาปาร์ทก็ยังเสียเปรียบอยู่
เมื่อปลายเท้าสัมผัสพื้นได้อีกครั้ง ผู้บุกรุกที่เหลือก็ปลดปืนพลังงานเหวี่ยงทิ้ง พร้อมกระชากอาวุธพลังงานต่อสู้ระยะปะชิดเข้ามาทันที
คนแรกพุ่งมีดสั้นพลังงานแสงแทงใส่นเรสินาปาร์ท ชายหนุ่มเอนร่างเบี่ยงหลบได้ฉิวเฉียด พร้อมจับแขนข้างกายบิดปลดอาวุธ เหวี่ยงร่างนั้นทุ่มใส่ชายอ้วนผู้เงื้อดาบพลังงานเหนือศีรษะ ร่างทั้งสองกระเด็นห่างไปตามแรงกระแทกอันรุนแรง ทว่าในจังหวะต่อมาสองคนสุดท้ายก็เข้าประชิดด้านหลังชายหนุ่มได้พอดี หนึ่งเคียวหนึ่งหอกพลังงานแสง แทงกวาดวาดใส่บริเวณอก ตั้งใจให้ร่างตรงหน้าขาดสะบั้นในทีเดียว ผู้ถูกโจมตีทิ้งตัวก้มหลบ พ้นผ่านเงื้อมมือมัจจุราชเพียงปลายเล็บสัมผัส ปลายผมสีทองปลิวไสวจากคมแสงสะกิด
อาวุธทั้งสองเบนทิศทางฉับพลันตามกระหน่ำลงมาอีกหน ทว่าชายหนุ่มหมุนตัวเป็นวงกลม เตะกวาดฐานรากของทั้งคู่ได้ทันท่วงที ทั้งคู่เสียหลักล้มคว่ำคะมำ และในวินาทีเดียวกัน เขาก็พุ่งตัวเข้าไปกระแทกจุดสลบของคนทั้งสองอย่างรวดเร็ว จนในที่สุดผู้บุกรุกทั้ง 7 ก็นอนสลบนิ่ง ไม่ไหวติงบนพื้นแสนเย็นเฉียบจับขั้วหัวใจ
นเรสินาปาร์ทหยุดคิดชั่วขณะ ก่อนวิ่งไปหยิบปืนพลังงาน 2 กระบอกที่ตกขึ้นมา เล็งปากกระบอกปืนสู่ผนังอาคารว่างเปล่า เพ่งเป้าหมายบนจอม่านตาที่เป็นยานบินขนาดใหญ่ซึ่งกำลังลอยลำอยู่บนอากาศด้านนอก
“ปลดล็อค ระบบต่อเนื่อง” เขาสั่งนาโนเบรนด้วยการคิด
กระสุนพลังงานแหวกอากาศพุ่งกระแทกสู่ห้องเครื่องด้านข้างยาน ทุกสิ่งเกิดขึ้นรวดเร็วจนนักบินถูกโอกาสปิดกั้นไม่อาจทำการตอบโต้ใดๆ ได้ แสงสว่างสีส้มลุกวาบ เสียงระเบิดคำรามก้อง ยานบินเสียการทรงตัว เครื่องเอียงหมุนคว้างหล่นจากอากาศที่เกาะอยู่ ดูไม่ต่างจากใบไม้แห้งที่ล่วงหล่นจากกิ่งก้านในวันหมดอายุ เสียงไอพ่นค่อยๆ จางหายไปตามระยะดิ่งที่เพิ่มขึ้นทุกทีๆ สุดท้ายเสียงระเบิดขนาดใหญ่ก็คำราม
นเรสินาปาร์ทยืนก้มหน้าหอบหายใจอย่างหนัก ปืนพลังงานร่วงหล่นจากมือทั้งสอง เม็ดเหงื่อเกาะพราวทั่วใบหน้า หลายเม็ดไหลหยดย้อยผ่านปลายคาง หยดกระทบพื้นนาโนคอนกรีต ความเงียบสะกิดให้ได้ยินเสียงหัวใจเต้นระรัว ราวกับจังหวะกลองชุดที่ถูกกระหน่ำ เนื้อตัวของเขาสั่นไหว ไม่ต่างจากสัตว์เลือดอุ่นตกบ่อน้ำในฤดูหนาว ความกลัวกำลังกัดกินร่างกายและจิตใจชายหนุ่ม เขาไม่อาจควบคุมหรือหยุดยั้งมันได้ นเรสินาปาร์ทกำลังกลัวตัวเองอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ในทุกครั้งที่เกิดเหตุฉุกเฉินเช่นนี้ เขาจะสูญเสียการควบคุมตัวเองไปอย่างสิ้นเชิง ราวกับว่ามีใครอีกคนที่หลับไหลอยู่ในส่วนลึกของจิตใจได้ตื่นขึ้นมา ครั้งนี้ก็ไม่ต่างกัน ร่างกายทุกส่วนล้วนเคลื่อนไปอัตโนมัติ จนเมื่อทุกสิ่งจบลง ภาวะปกติจึงกลับคืนมา
จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่รู้ว่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร มันยังเป็นปมชีวิตที่คลี่เท่าไรก็ไม่หลุด และมีแต่จะยิ่งพันกันยุ่งเหยิงมากขึ้น
ในความคิดฟุ้งซ่านของนเรสินาปาร์ท เสียงบางเสียงเปิดประตูเข้ามาแทรกความสับสน ชายหนุ่มมองไปยังต้นเสียง 1 ใน 7 ผู้บุกรุกที่เคยสลบสไล พยายามลุกขึ้นอย่างยากเย็น ร่างบอบบางที่สุดในกลุ่มค่อยๆ เดินเซซัด หมายเข้ามาหาเขาทีละก้าว ก่อนหยุดรักษาระยะไว้พอควร
“ฉันไม่อยากจะเชื่อ? แต่ว่า…
...เธอใช้รูปแบบการต่อสู้ของหน่วยรบพิเศษแห่งเทพธิดาสันติภาพ” เสียงผู้หญิงห้าวคนเดียวในกลุ่มก่อการร้ายถามคำถามที่ทำให้นเรสินาปาร์ทแปลกใจ
“ใช่” ชายหนุ่มตอบเพียงให้ได้ยิน
“แต่หน่วยนี้ถูกกวาดล้างไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว?” เธอถอดหน้ากากและหมวกออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นใบหน้าคมงามแบบแปลกตา ไม่มีใครบอกได้ว่าเป็นความงามตามธรรมชาติ หรือผ่านการตกแต่งทางพันธุกรรมนอกจากตัวเธอ
“ใช่แต่ไม่ถูกต้องทั้งหมด เพราะนักรบแห่งเทพธิดาสันติภาพคนสุดท้าย ไม่ได้เสียชีวิตในแผนการทำลายครั้งนั้น”
“หมายความว่าเขายังมีชีวิตอยู่” เธอรีบถามจนลิ้นพันกัน
“ 5 ปีที่แล้ว เขาจากไปอย่างสงบ”
“แสดงว่าเขาเป็นอาจารย์ของเธอ”
ชายหนุ่มพยักหน้าแทนคำตอบ
“เธอ...พอจะบอกชื่อของเขาได้ไหม” เสียงนั้นสั่นเครือคล้ายอ้อนวอน ชายหนุ่มนิ่งคิด การที่ใครสักคนใช้เวลาเพียงเล็กน้อยแล้วมองรูปแบบการต่อสู้ของเขาออก แสดงว่าต้องเคยรู้จักศาสตร์รบแห่งเทพธิดาสันติภาพมาดีพอ คงไม่มีความจำเป็นอะไรที่เขาต้องปิดบังความจริงกับเธอ
“ไม่มีใครรู้ชื่อจริงของอาจารย์ แต่พวกเราเรียกท่านว่า กรอเปียส ตามอักขระที่สักบนข้อมือของท่าน”
“กรอเปียส!” หญิงสาวพึมพำจนเสียงหายไปในลำคอ ตาทั้งสองเบิกกว้าง น้ำใสคลอหลั่งภายใน จนใกล้ทะลักทำนบขอบตา ร่างทั้งร่างทรุดลงกับพื้นส่งเสียงรำพึงรำพันคล้ายคนเพ้อ ” กรอเปียส!…ใช่เธอจริงๆ... เป็นเธอจริงๆ… นักรบคนเดียวที่หนีไปได้”
“กรอเปียส!…” หญิงสาวพึมพำราวกับสูญเสียสิ่งสำคัญในชีวิต “กรอเปียส!…เธอจะรู้บ้างไหมว่าฉันทุกข์ทรมานแค่ไหน ตอนที่รู้ว่ามีคำสั่งกวาดล้างจากรัฐบาลกลาง ทุกคนที่ฉันเคยรู้จักตายหมด ไม่มีใครบอกฉันได้ว่าเธอหายไปไหน ยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า ฉันออกตามหาเธอตลอดค่ำคืน ทว่าเพียงศพก็ไม่เจอ มีเพียงร่างไร้วิญญาณของเพื่อนพ้องที่เธอรักมากมาย….. ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ฉันเชื่อเสมอว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ เฝ้ารอคอยด้วยความหวัง ว่าสักวันเธอจะกลับมาหาและอยู่ร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง”
“ทำไม?…เพราะอะไรเธอถึงไม่กลับมาหาฉัน กรอเปียส..ทำไมกัน???” เสียงตัดพ้อสะอึกสะอื้น น้ำตาโศกเศร้าแห่งความอาดูรไหลเป็นสาย หญิงสาวก้มหน้าซบราบกับพื้นปราศจากความอายสิ้น กำปั้นทั้งสองทุบกระแทกลงกับพื้น ราวกับค้อนที่กระหน่ำบนตะปูเพื่อยึดเหนี่ยวบางอย่างเอาไว้
ความทรงจำในอดีตหลั่งไหลเจิ่งนอง เอ่อล้นจนท่วมกลบมิดร่างสั่นสะท้านนั้น
................................................................................................................................................................
To be Continue
กรุงเทพปี 3000 “วันพรุ่งนี้ยังมีความหวัง”(7)
'ใครสักคนที่หายไปจากอีกคนเสมอ'
#1 By NOT_KUNG on 2008-12-18 19:14