เมื่อนึกถึงโรงเรียนผมจำอะไรได้บ้างนะ มันเนิ่นนานเหมือนกันเพราะผมจบ ม.ปลาย มาเกือบ 10 ปีแล้ว ทุกครั้งที่เห็นเด็กสาวใส่ชุดนักเรียนบนรถไฟฟ้าทำให้นึกถึงอะไรหลายอย่าง ยิ่งได้เห็นนักเรียนหญิง ถือกระเป๋าแบนเรียบ แต่อีกมือถือถุงใส่หนังสือเกือบสิบเล่มก็อดยิ้มไม่ได้ ผมคิดว่ามันเป็นอาการต่อต้านภาพลักษณ์ของเด็กนักเรียนชั้นประถมที่พ่อแม่จัดกระเป๋าใบโตมาให้นะ  

           ซึ่งที่พ่อแม่จัดตารางสอนสมัยประถมให้น่ะมันไม่เท่าไรหรอก แต่พ่อแม่บางคนเนี่ยสิจัดตารางสอนให้ลูกกันทั้งชีวิต ว่าลูกต้องเรียนมัธยมที่นั่น เข้ามหาลัยที่นี่ ต่อโทที่นู้น คบผู้ชายคนนี้ แต่งงานกับผู้หญิงคนนั้น เฮ้อ...ได้ยินแล้วน้ำตาก็แทบจะไหล ไม่ใช่ดีใจอะไรหรอก แต่เศร้าใจแทนเด็กคนนั้นมากกว่าที่คงไม่มีวันหาที่ทางของตัวเองเจอ

            เมื่อนึกถึงโรงเรียน ผมพยายามนึกว่าตัวเองจำอะไรได้บ้าง ทว่ามันก็นานเกินไปจริง ผมพยายามนึกอีกรอบ ใช้ความพยายามมากมายแล้ว สิ่งแรกที่ผมนึกออกก็คือ สนามบาสที่กลายเป็นที่เข้าแถวในตอนเช้า

           กระเป๋าแบนเรียบของตัวเองที่ไม่ค่อยมีหนังสือ สมุดเล่มบาง  ปากกาแลนเซอร์ การบ้านที่ยังไม่เสร็จ และรองเท้านันยางทับส้นสุดฮิตของเพื่อนๆ ที่ผมไม่ได้ใส่ เพราะเลือกใช้ไนกี้ที่เบากว่า ทุกครั้งที่สับขาหลอกแล้วกระชากบอลพลาสติกยังไงก็มีหลุด

            อ๋อ ผมจำกลิ่นหงื่อเหม็นๆ บนเสื้อจากการเล่นบอลที่ลอยออกมาได้ มันมักจะตัดกับกลิ่นสาววัยแรกแย้มและโคโลญหอมจากรุ่นพี่ผู้หญิงที่เดินผ่าน และเมื่อแหงนหน้าขึ้นไปที่หน้าต่าง จะเห็นใครบางคนเคาะแปรงลบกระดาน จู่ๆ ผมก็มองเห็นเด็กสาวคนหนึ่ง

            เธอผมสั้น ผิวขาว ใส่เหล็กดัดฟัน เธอยิ้มบางๆ ให้ผม ใช่แล้ว เธอยังอยู่ในความทรงจำของผมเสมอมา เพียงแต่ถูกปิดทับด้วยวันเวลาที่เพิ่มมากขึ้น แต่ผมเองไม่มีทางลืมเธอได้ เพราะว่าเธอเป็นรักครั้งแรกของผม เหมือนผมจะได้ยินเสียงกริ่งเข้าเรียนที่ดังเหมือนในอดีต มันคงย้ำเตือนว่า ชั่วโมงความรักครั้งแรกยังคงอยู่

            ความรักครั้งแรกของคุณเริ่มต้นเมื่อไหร่

            ส่วนของผมเริ่มต้นตอนชั้น ม.4 อันที่จริงควรจะเริ่มเร็วกว่านี้ถ้าไม่ติดที่โรงเรียนกำหนดให้ชั้นมัธยมต้นเป็นชายล้วน ขณะที่มัธยมปลายเป็นสหศึกษา ความใฝ่ฝันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผม(เด็กม.ต้น) ตอนนั้น คื อการได้กลับมาเรียนร่วมห้องกลับเด็กผู้หญิงอีกครั้ง สามปี ม.ต้น อาจไม่ช้าไม่นาน แต่มันก็น่าเบื่อชิบหาย ถ้าไม่เล่นบาสเหงื่อท่วมตัว ก็เตะบอลพลาสติกระบายความบ้าคลั่ง ผมเรียนอยู่ในระดับปานกลาง ทว่าก็คว้าโควต้าชั้น ม.4 มาได้สำเร็จ โดยเมื่อขึ้นชั้น ม.4 สิ่งที่ผมตั้งใจมากที่สุด คือ จีบผู้หญิงสักคน (มากกว่าเอนทรานซ์อีก) ทว่าผมไม่เคยรู้ล่วงหน้าว่ามันยากลำบากเหลือเกิน

          เพราะสิ่งที่ผมมารู้ทีหลังในวันเปิดภาคเรียนใหม่คือ ผมนั้นมีอาการขลาดกลัวต่อผู้หญิง เพราะชายล้วนสามปีที่สะสมมา ทำให้ผมไม่กล้าแม้แต่จะเปิดบทสนทนากลับเพื่อนสาวคนใดเลย สาเหตุหนึ่งก็เพราะละแวกบ้านผมก็ไม่มีเพื่อนสาวรุ่นเดียวกันด้วย ก็เลยได้แต่นั่งเป็นรูปปั้นแอบวาดรูปในชั่วโมงเรียนไปวันๆ นรกมาเยือนเมื่อ อ.ชีววิทยาสั่งให้จับกลุ่ม 6-7 คน ถ้าให้รวมเฉพาะผู้ชายละก็ง่ายมากเพราะว่า 30% เคยผ่านหน้ากันมาแล้ว แต่คำสั่งของ อ. กับหักหลังบอกให้ทุกกลุ่มมีทั้งผู้ชายและผู้หญิง งานเข้าตั้งแต่วันแรก ผมได้แต่นั่งนิ่งดูคนอื่นจับกลุ่มกันอย่างสนุกสนานจนพวกเขาจะเสร็จกันอยู่แล้วแต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง

         “เธอๆ อยู่กลุ่มเดียวกับเราไหม”

         แหม ผมละอยากพูดแบบนี้ได้บ้างจัง อิจฉาเพื่อนที่พูดประโยคนี้ได้ง่ายราวปลอกกล้วยเข้าปาก แต่ผมในตอนนั้นไม่มีปัญญาหรอกครับ ทว่าพอนึกอีกที เฮ้ย มันเหมือนมีใครสักคนพูดกับเรานี่หว่า

         “ เธอๆ อยู่กลุ่มเดียวกับเราไหม” เสียงนั้นถามอีกรอบ เด็กสาวผมหางม้าผิวสีแทน ที่ไปเอาดีทางด้านหน้าตาน่ารักยิ้มให้ผม

         เหมือนสวรรค์ประทานปาฏิหารย์ลงมา

          “ด...ได้สิ” ผมรีบตอบลิ้นพันกัน เพราะกลัวเธอจะเปลี่ยนใจกะทันหัน ก่อนดำเนินการรวบเพื่อนชายมาได้สามคน “ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว”

         “หวัดดี เราชื่อราสนะ” ราสที่ตัวสูงแค่คางผมแนะนำตัว “ส่วนนี้น๊อตโต๊ะ”

           ราสชี้ไปที่เพื่อนสนิทที่มารู้ที่หลังว่าย้ายมาจากโรงเรียนหญิงล้วนด้วยกัน เด็กสาวผิวขาวจัด ปากชมพูตัวเล็กๆ ทีไว้ผมหางม้ายืนยิ้มอยู่ข้างๆ ระยะห่างไม่ไกล ทว่าความเป็นผู้หญิงของพวกเธอแผ่อาณาเขตคุกคามมาถึงใจผม

         “หวัดดี ยินดีที่ได้รู้จัก” น๊อตตโตะยิ้มอีกครั้ง ก่อนนั่งลงที่โต๊ะของกลุ่ม

         “อืม หวัดดี ยินดีที่ได้รู้จักเหมือนกัน” ผมตอบ

          พวกคุณคงเดาว่าไม่ ราส ก็ น๊อตโต๊ะ สักคนคงกลายเป็นรักครั้งแรกของผม

          แต่เปล่าเลย เรื่องไม่ได้ง่ายแบบนั้น ถ้าง่ายดายแบบนั้นก็ดีสิ และผมไม่เคยรู้เลยว่าอีกหนึ่งปีต่อมา ข่าวที่ว่าน๊อตโต๊ะแอบชอบผมอยู่จะหลุดมาให้ได้ยิน ไม่รู้สิ ผมก็ชอบเธอนะ เพราะเธอฉลาดเป็นกรดพอๆ กะเฮอไมโอนี่ในเรื่องแฮรรี่พอตตเตอร์เลย แต่เราเปิดใจให้กันช้าเกินไป ไม่ได้คุยมาเท่าที่ควร และเมื่อเธอเองรู้ว่าผมแอบชอบเด็กสาวต่างห้องอยู่ เธอจึงเลือกที่จะถอยห่าง เก็บงำเรื่องที่ว่าไว้ลึกสุดใจ

           แน่นอนเรื่องที่ผมพูดกับเพื่อนสาวร่วมห้องไม่เป็น โดยเฉพาะประโยคเปิดบทสนทนา ทำให้ผมหมดลุ้นรักเพื่อนสาวในห้อง ผมใช้วิธีหลอกตัวเองว่าสมภารไม่ควรกินไก่วัดฉันใด ผมก็ไม่ควรจีบเพื่อนร่วมห้องฉันนั้น และโชคดีที่ ‘สุกัญญา’ ไม่ได้อยู่ห้องเดียวกับผม ไม่งั้นผมคงต้องฝืนกฏกลืนน้ำลายตัวเอง เพราะสุกัญญา หรือ สา น่ารักจนอยากเดินเข้าไปลักพาตัวตั้งแต่แรกเห็น

            สาเป็นเด็กสาวผมสั้น ตาชั้นเดียว จมูกโด่ง ใส่เหล็กดัด ปากชมพู ผิวขาว ตัวบางร่างเล็ก เหมือนเรียวโกะ ฮิโรสุเอะ จะเรียกว่าเธอหลุดมาจากย่านสยามสแควร์ก็พอได้ ส่วนผมหัวสกิลเฮด หน้าตาเคร่งเครียด(เพิ่งอ่านสิ่งมีชีวิตเรียกว่าคนจบหมาดๆ) ผิวไหม้เกรียมจากการซ้อมบอลและเตรียมแข่งถ้วยประจำจังหวัด จึงเรียกว่าอยู่คนละด้านกับเธอ

           ถ้าสาเป็นนางฟ้า ผมคงเป็นซาตาน แต่จะกลายมาเป็น นางฟ้าทาสรักซาตาน แบบนิยายขายดีในร้านหนังสือทุกวันนี้ก็คงไม่ใช่ แต่ผมก็แอบหวังนะ ว่าอยากให้เป็น นางฟ้าใสกริ้งปิ๊งรักไอ้หนุ่มคลั่งบอล มากกว่า ทว่าก็ไม่ง่าย เพราะเราอยู่คนละห้อง คงตกล่องปล้องชิ้นกันยาก

          ผมได้แต่ใช้วิธีการที่ประสบผลสำเร็จคือ แอบมองเธออยู่ร่ำไป อาจมีบ้างที่ใช้โหมดเดินตามดื้อๆ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำอะไร เพราะอ้างว่าเป็นการศึกษาข้อมูลก่อนลงพื้นที่จริง อย่างน้อยก็รู้ว่าแต่ละวันเธอทำอะไรบ้าง เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วจะเริ่มดำเนินการจีบในลำดับต่อไป

           ผมแอบชอบสาข้างเดียวนานเดือบ 3 เดือน ก่อนตัดสินใจเข้าไปบอกรัก!

          ใช่ ถ้าเชื่อก็บ้าแล้ว คุยยังไม่ได้คุยกันเลยด้วยซ้ำ จะบอกรักได้ยังไง แต่ว่าพอชอบมากมันก็ยิ่งอึดอัดอกจะแตกตาย หน้าอกข้างซ้ายมันเจ็บจี๊ดทุกครั้งที่เห็นเธอ ผมรู้ว่าถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ไหวแน่ อย่างน้อยก็ต้องหาทางคุยกับเธอ อย่างน้อยสักประโยค โยนหินถามทางไปก่อน

          โทรศัพท์บ้านและเพจเจอร์เป็นวิธีที่แยบยลและได้รับความนิยมสูงสุดในสมัยนั้น (เพราะจดหมายดูคลาสิกไปหน่อย) แต่จนแล้วจนรอดผมก็ไม่เคยพูดว่า “สวัสดีครับคุณพ่อ ขอสายสาหน่อยครับ” สักที เพราะผมตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะจีบเธอตรงๆ แบบซึ่งๆ หน้าระยะเผาขน(ซึ่งต้องยอมรับว่า อ่อนต่อโลกมากไม่ได้รู้อะไรเลย) ผมจึงรอคอยโอกาสที่สาจะอยู่คนเดียวเสมอมา ทว่ายากพอๆ กับการทำข้อสอบตรีโกณมิติ เด็กหญิงเวลาไปไหนมักจะไปเป็นกลุ่มเสมอ น้อยที่สุดก็ไปเป็นคู่จนผมแทบถอดใจไปแล้ว แต่เมื่อเราตั้งใจ ฝัน และรอคอยมันจะเป็นจริง เย็นวันหนึ่งสาก็เดินไปที่หน้าประตูโรงเรียนคนเดียว 800 เมตร คือระยะทางที่ผมจะได้คุยกับเธอสองต่อสอง (ท่ามกลางสายตาคนสามพัน) ถ้าอยาากรู้ว่าคุยนานแค่ไหนคงต้องใช้สูตร S=VT ที่เพิ่งเรียนไปคิดดู ทว่าตอนนั้นมีเวลาไม่มาก ผมจึงวิ่งตัดสนามเข้าไปทักเธอ โดยหลอกตัวเองว่าผมไม่กล้าคุยกับเพื่อนผู้หญิงในห้องเท่านั้น แต่ถ้าต่างห้องผมกล้าพูดแน่

           “สาไปไหนเหรอ” ผมเดินเข้าไปเคียงข้างแล้วชวนคุยด้วยคำถามโง่ๆ ทันที เลิกเรียนแบบนี้มึงไม่รู้เธอว่ะว่าเธอไปไหน แต่หัวใจเต้นเร็วกว่ากลอง เริ่มต้นไปแล้วยังไงก็ต้องทำให้จบ

          “อ๋อ กลับบ้านน่ะ” เธอติกใจนิดๆ ก่อนตอบผมที่เป็นคนแปลกหน้าในทางปฏิบัติ แต่ในทางทฤษฎีผมมั่นใจว่าเธอคุ้นหน้าผมอยู่บ้าง เพราะ 3 เดือนที่ผ่านมาผมพยายามอยู่กับไอ้อั๋นที่เป็นเพื่อนสนิทตอนม.ต้น ที่ตอนนี้อยู่ต้องเดียวกับเธอ พยายามให้เธอเห็นหน้าบ่อยๆ

          “อ้าวแล้วจินนี่ไม่กลับด้วยเหรอ” ผมถามถึงเพื่อนซี้ของเธอ (ไปอย่างงั้นแหละ”

         “จินนี่กลับไปแล้ว” เธอว่า กอดกระเป๋า รอยยิ้มสดใสไม่แพ้จรินทร์พร จุนเกียรติ

         “ให้เราเดินไปส่งมะ”

         “สากลับกับพี่นะ”

          “อ๋อ เฮียร์มาร์คใช่ไหม” ผมพูดทั้งที่รู้อยู่แล้วว่ามาร์ครุ่นพี่ ม.6 เป็นพี่เธอ

          ในตอนนั้นผมอยากทำอะไรมากกว่านี้ แต่ 800 เมตรเดินด้วยความสุขนี่มันแป๊บเดียวนะครับ

         “พี่มาแล้วล่ะ” เธอบอก มาร์คขับมเตอร์ไซค์คันใหญ่ มากกว่า 150 ซีซีออกมาจากลานจอดรถ

          “สากลับบ้านดีๆ ล่ะ” ผมโบกมือ

         “อือ” เธอตอบก่อนเดินจากไป ปล่อยผมให้ยืนนิ่งอยู่เดียวดาย

        “สา เราชอบเธอ เป็นแฟนกันไหม” ผมโคตรอยากตะโกนออกไปแบบนี้เลย แต่ก็รู้ว่าเพิ่งจะได้คุยกันครั้งแรก หนทางยังอีกไกล ถ้าทำแบบนั้นก็ต้องถูกว่าบ้า ไม่งั้นก็ทำเป็นเล่นๆ ไม่จริงจังเปล่าๆ

 

          หลังจากวันนั้นผมตามเธอไปเข้าค่ายวิทยาศาสตร์ทั้งๆ ที่ไม่อยากไป ยืมไม้เทนนิสเธอมาใช้เรียนทุกอาทิตย์ราวกับเป็นของตัวเอง แอบตามเธอไปเรียนพิเศษที่ไม่อยากเรียน ติวฟิสิกส์ให้เธอและเพื่อนหลังเลิกเรียน (โดยอ้างกับกับตันทีมฟุตบอลโรงเรียนว่า แขวนสตั๊ดแล้วเพราะต้องเตรียมตัวสอบเอนทราน์ แต่จริงๆ แล้วใช่ที่ไหนล่ะ)  ซื้อดอกไม้วาเลนไทน์ให้เธอทั้งสองปี ตอน ม. 5 และ ม.6 ช่อใหญ่มากจนแทบกุมขมับ ซึ่งมันแปรผันตรงกับคำว่าแพงฉิบหาย แน่นอนโดนชาวมัธยมปลายแซวหนักมาก

           และตอนม.6 ปีสุดท้าย ก็แอบลุ้นตัวโก่งให้เธอติด ม. เกษตรฯ ที่ผมได้โควต้าสถาปัตย์ไปก่อนแล้ว เพราะอย่างน้อยเราก็จะได้ไปเรียนในสถาบันเดียวกัน และผลสอบเอนทรานซ์ที่ออกมาก็คือ เธอติดมหาลัยเดียวกับผมจริงๆ ผมยิ้มร่าทันทีที่ได้เห็นเธอใส่ชุดนิสิตที่คุ้นตา มั่นใจว่า ความสัมพันธ์ของเราต้องมีภาค 2 ต่อแน่ อิจฉาผมใช่ไหมล่ะ ทว่าความจริงสะกิดเตือนผมว่าผมกับเธอเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกัน แต่ว่าอยู่คนละวิทยาเขต!

 

           เมื่อนึกย้อนกลับไป

           ไม่น่าเชื่อว่าทั้งสามปีนั้นผมไม่เคยพูดคำง่ายๆ สั้นๆ ที่อยากพูดกับเธอเลย   อาจเพราะผมกลัวคำตอบสุดท้ายที่จะเกิดขึ้น  ตอนนั้นผมไม่ได้ตระหนักว่าเรื่องของตัวเองจะกลายเป็นหนังจบหักมุมแบบซิกเซนส์ มันน่าเจ็บปวดที่เราเรียน มหาลัยเดียวกัน ใส่ชุดนิสิตเดียวกัน บอกกับคนอื่นว่าเรียนที่เดียวกัน แต่กลับไม่มีโอกาสเห็นหน้ากันทุกวันเหมือนอย่างเคย

            ผมไม่รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตจะส่งผลต่ออนาคตได้จนถึงทุกวันนี้ ถ้าตอนนั้นผมกล้าสักหน่อย โลกผู้ใหญ่ของผมเป็นอีกแบบ ผมอาจปักมุดหมายชีวิตได้เร็วกว่านี้  ไม่ต้องหัวหมุน หลงทาง หรือมีชีวิตอย่างเปล่าประโยชน์ การที่เรามีชีวิตอยู่เพื่อใครสักคนมันต้องเป็นเรื่องที่ดีและมีคุณค่ามากแน่ๆ ซึ่งถ้าย้อนกลับไปได้ผมก็อยากจะบอกเธอว่า “ผมชอบเธอมาก ผมชอบเธอมากที่สุดในโลกเลย”

            ส่วนเธอจะตอบว่าอย่างไรมันก็เป็นสิทธิของเธอ

           ไม่รู้สิ ตอนนั้นผมคงเด็กเกินไปที่จะเรียนรู้และเข้าใจเรื่องง่ายๆ ที่ว่า ‘รักครั้งแรกออกแบบไม่ได้ แต่รักครั้งแรกแอบบอกได้’ จริงๆ นะ

 ........................................................................................................

 

Comment

Comment:

Tweet

#22 By ลมัย (103.7.57.18|1.4.130.40) on 2012-07-05 17:16

#21 By ลมัย (103.7.57.18|1.4.130.40) on 2012-07-05 17:14

ซึ้งและก็เศร้าด้วย 

#20 By panduck on 2012-07-01 10:15

big smile สนุกดีนะ big smile

#19 By Pook (182.53.184.47) on 2011-04-17 13:39

บางเรื่องก็ตรงกันกับผม
1.ปากหนัก/ปากเเข็ง
2.ไม่เเน่ใจว่าจะบอกดีมั้ย บอกเเล้วเธอจะว่ายังไง
3.สุดท้ายก็ห่างกัน
4.ด่าตัวเองว่าทำไมลงมือบอกว่ะ!
5.เอ้อ...

#18 By ดินเหนียว on 2011-04-14 21:02

ขอให้สาได้มาอ่านเถอะ...

อืมมม...
จะว่าไป...
เรายังไม่เคยเขียนถึงรักแรกเลยนะเนี่ย...

big smile
เขียนดีมากเลยค่ะ
เข้ามาให้กำลังใจนะคะ
ตามอ่านอย่างสม่ำเสมอค่ะ

#16 By น้ำริน (115.87.142.148) on 2011-01-27 14:08

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

พี่เขียนดีครับ!!
สารภาพว่า ผมว่ากะจะเข้ามาอ่านพอผ่านๆ
แต่ก็อ่านจนจบน่ะ!!


#15 By storyonthewall on 2011-01-25 23:06

กราบขอบพระคุณทุกคนที่อุตส่าห์อ่าน
(มันยาวมากครับ)
กราบขอบพระคุณดาวแดงทุกดวง
ดีใจที่ชอบกันครับ

ผมอ่านซ้ำไปประมาณ 10 รอบแล้ว55


น่าจะ หักมุม แบบ ผมขอสา แต่งงาน อะไรแบบนี้

คงดีไม่น้อย open-mounthed smile sad smile

#13 By ทิว แอด ไฟน์ on 2011-01-23 01:29

โอ้โห สุดยอดครับ ฮ่าๆๆๆ Hot! Hot!

#12 By hackerlife on 2011-01-22 12:08

ชวนให้นึกถึงอดีตอันว้าวุ่น อาาา question

ผู้ชายเค้าก็ลำบากใจ ไม่กล้าจะพูดกับคนที่ชอบเหมือนกันสินะ confused smile

ดันค่ะ เผื่อเธอคนนั้นจะมาแอบอ่าน อิอิ Hot! Hot! Hot!
อ่านแล้วอมยิ้มมาตลอดน่ารักชะมัดเลยค่ะ
แอบลุ้นให้บอกรักลุ้นต่อภาคสอง
และยังหวังว่าบางที
อาจจะมีภาคสาม...confused smile confused smile
น่ารักค่ะHot! Hot!

#10 By : : p l o y d : : on 2011-01-22 02:32

นึกถึงตัวเองเลยHot!

#9 By Clepsydra:: on 2011-01-21 23:31

เรื่องรักมาแล้ว :)

อ่านแล้วอมยิ้ม นึกถึงเรื่องของตัวเอง... แต่ผมไม่กล้าเขียนออกมาบ้าง sad smile

รักครั้งแรกของผมเป็นรักแรกพบ และผมพบเค้าที่ห้องตีกลองที่ยามาฮ่า siam discovery... แต่ของผมต่างกับพี่ตรงที่สุดท้ายผมได้บอกเค้านะ question

#8 By Shanghai Expat... on 2011-01-21 23:19

big smile Hot! Hot!

#7 By dp on 2011-01-21 20:53

ชอบอ่ะHot! Hot!

#6 By เศษวลีดิน on 2011-01-21 20:52

อ่านแล้วผมก็เลยย้อนคิดถึงอดีตเลยทีเดียว
เป็นอมยิ้มเล็กๆ ที่ไม่ค่อยจะมีใครได้เห็น


ชักอยากนึกถึง(เขียน)บ้างแล้วสิ

#5 By art (58.8.227.112) on 2011-01-21 19:43

อุ้ยยย...big smile
ถ้าพี่สามาอ่านนี่คงยิ้ม แล้วกรี๊ดๆอยู่หน้าคอมพ์แน่เลยยย

#4 By TRYP on 2011-01-21 17:45

แอบบอกว่าชอบ big smile

#3 By kae on 2011-01-21 16:07

อ่านแล้วก็ถึงกับแอบย้อนไปมองตัวเองกันเลยทีเดียว♥ Hot! Hot!

#2 By HineyHelsinki on 2011-01-21 15:35

แอบบอกรักได้อย่างโจ่งแจ้งแท้เชียวครับopen-mounthed smile

#1 By แทณนี่แหละ on 2011-01-21 14:30