15 นาทีรู้ผล

posted on 08 Mar 2012 23:16 by porglon in Books

         

(ภาพ: ปราบดา หยุ่น นักเขียนซีไรท์ปี 2545)

 

             ปัญหาคลาสสิกของคนที่ส่งต้นฉบับมาให้สำนักพิมพ์พิจารณาคือความเงียบ เงียบยิ่งกว่าป่าช้า หรือไม่ก็หายต่อมยิ่งกว่าการโยนหินลงในมหาสมุทร แต่ก่อนผมก็ไม่เข้าใจหรอกครับว่าทำไม มาเข้าใจจริงๆ ก็ตอนเป็นบรรณาธิการแล้ว เห็นกองต้นฉบับที่ส่งไปรษณีย์เข้ามาเต็มไปหมด ไม่นับที่ส่งกันมาทางอีเมลอีก

            ต้นฉบับเยอะมากเป็นปัญหาอย่างหนึ่ง แต่ปัญหาหลักๆ คือบรรณาธิการส่วนใหญ่ไม่มีเวลาอ่านต้นฉบับมากกว่าครับ เพราะต้นฉบับที่เราเลือกมาทำเป็นหนังสือก็ยังทำไม่ทันและดูแลนักเขียนไม่ทั่วถึงกันเลย

            หลายคนคงสงสัยว่า กะอีแค่อีดิตต้นฉบับนักเขียนจะยากอะไรนัก ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ยากหรอกครับถ้านักเขียนคนนั้นเขียนดีหรือเป็นมืออาชีพอยู่แล้ว แต่ที่ยากเพราะต้นฉบับบางเรื่องของนักเขียนหน้าใหม่บางคน บรรณาธิการช่วยแก้ให้ถึง 50-80% ก็มี ซึ่งที่เรายอมทำเพราะโครงเรื่องและแนวคิดมันน่าสนใจ ถึงแม้สำนวนภาษาหรือการเล่าเรื่องจะมีปัญหาก็ตาม ขณะที่ต้นฉบับเรื่องไหนสำนวนดีแต่เรื่องราวไม่น่าสนใจ(มีเยอะมาก) เราก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะแก่นของเรื่องนั้นต้องออกมาจากนักเขียนเอง

            เมื่อเจอต้นฉบับที่แก้หนักแบบนี้ก็จะเสียเวลามากขึ้น เพราะเวลาอีก 50% ของบรรณาธิกาส่วนใหญ่จะหมดไปกับการประชุม ทำใบเสนองานพิมพ์ คำนวณเรื่องต้นทุน คุยกับซับอิดิเตอร์ คุยกับพิสูจน์อักษร ติดต่อนักวาด ติดต่อคนทำปก แก้อาร์ตเวิร์ก แก้ปก เสนอปกบก. บริหาร เสนอ CEO ตรวจแก้ต้นฉบับที่เสร็จแล้ว หานักแปลหนังสือที่เพิ่งได้ลิขสิทธิ์มา  เดินไปส่งงานพี่แมสเซนเจอร์ โทรนัดอาร์ตข้างนอก นัดนักเขียนมาทำสัญญา เลี้ยงกาแฟ นั่งคุยกับฝ่ายการตลาด เดินไปฝ่ายผลิตเพื่อเช็กกระดาษว่ามีไหมฯลฯ

            บรรณาธิการหลายสำนักพิมพ์เลยมีผู้ช่วยเพื่อคอยซัพพอร์ตเพื่อจะโฟกัสกับต้นฉบับจริงจัง แต่เอาเข้าจริงส่วนใหญ่ก็ไม่มีหรอกครับ เพราะนั่นคือต้นทุนที่เพิ่มขึ้น อะไรที่บรรณาธิการทำได้ก็ทำไปก่อนเพราะการเซฟคอสเป็นหน้าที่สำคัญ เดี๋ยวหนังสือจะแพงเกินไป ในเมื่อคนไทยอ่านหนังสือเพียง 2% เมื่อเทียบกับต่างประเทศที่อ่านกัน 10-15% การที่บรรณาธิการของไทยจะมีผู้ช่วยได้ก็ต้องอาศัยประสบการณ์มากๆ เป็นหลัก

            เท่าที่รู้ มีเพียงสำนักพิมพ์แจ่มใสเท่านั้นที่ตั้ง กองบรรณาธิการคัดสรรต้นฉบับ ขึ้นมา เพื่อตะลุยอ่านต้นฉบับทั้งหมดก่อนนำเสนอบก. ขณะที่สำนักพิมพ์อื่นๆ บรรณาธิการส่วนใหญ่ก็ยังทำหน้าที่พิจารณาต้นฉบับกันต่อไป(ทั้งที่ไม่มีเวลา) ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผลการพิจารณาจะไม่ได้รับการตอบรับแม้จะผ่านมา 2-3 เดือนแล้ว

            หลายคนคงสังสัยใช่ไหมว่า แล้วแบบนี้บรรณาธิการจะได้อ่านต้นฉบับไหม?

            คำตอบคือ ก็ได้อ่านครับ ทุกครั้งที่ไปรษณีย์ส่งมาบรรณาธิการจะเป็นคนเปิดซองเอง มองชื่อเรื่อง อ่านชื่อนักเขียน เปิดกวาดๆ หนึ่งรอบเพื่อดูความเรียบร้อยของต้นฉบับ ดูรูป(ถ้ามี) แล้วก็อ่านหน้าแรก (บางครั้งก็อ่านคำนำหรือจดหมายแนะนำตัวก่อน) ถ้าน่าสนใจก็อ่านหน้าต่อไปเรื่อยๆ ประมาณ 10-15 นาที ก่อนกลับไปทำงานของตัวเองต่อ

            และการพิจารณาต้นฉบับดังกล่าวก็เสร็จเรียบร้อยแล้วครับ

            หา!! อะไรนะ!! หลายคนคงอยากอุทานเป็นภาษาฮิบบรู

            คนที่มีความฝันอยากเป็นนักเขียน อดตาหลับขับตานอนเขียนต้นฉบับมาเป็นแรมปี บรรณาธิการอ่านแค่เนี่ยเองเหรอ ทำงานชุ่ยเกินไปหรือเปล่าเนี่ย?

            อ่านแค่นี้จริงๆ ครับ และยืนยันไว้ว่าไม่ชุ่ยหรอก

            เพราะนักอ่านที่เลือกซื้อหนังสือตามแพง เขาอ่านไม่ถึง 3 นาที (ก่อนหยิบเล่มใหม่ไปเรื่อยๆ หยุดอ่านจริงจังเฉพาะเล่มที่สนใจ)

             10-15 นาที ถือว่าบรรณาธิการให้โอกาสมากกว่าแล้ว เพราะบ.ก. ที่ทำงานมาหลายปีจะแบ่งเกรดต้นฉบับ A B และ C ได้แล้วครับ เพราะมันจะมีมาตราฐานการพิจารณาอยู่ คือ

            หนึ่ง A คือ ต้นฉบับที่ทำหนังสือได้ ส่วนใหญ่บก. จะกลับมาอ่านต่อจนจบ และโทรกลับทันทีเพราะไม่อยากให้หลุดไปที่อื่น

            สอง B คือ ต้นฉบับที่ก้ำกึ่ง อาจต้องเขียนใหม่หรือปรับปรุง อาจกลับมาอ่านต่ออีกครั้งหรือไม่ก็ลืม อาจอีเมลกลับหรือไม่อีกเมลกลับ แต่ถ้าชอบก็จะเมลไปชมนะ

            สาม C คือ ลงตระกร้า อันนี้ไม่ติดต่อกลับแน่นอนเพราะไม่มีเวลาจริงๆ

            การพิจารณาอย่างรวดเร็วนี้ เปรียบเทียบกับวงการฟุตบอลง่ายๆ ว่า สำหรับคนที่เล่นบอลเป็นหรือโค้ช แค่เห็นการจับบอลหรือเลี้ยงบอลของผู้เล่น นี่รู้เลยนะครับว่าเล่นเป็นหรือไม่เป็น อย่าง พวกนักบอลโรงเรียน ตัวยูลีก(มหาลัย) หรือพรีเมียร์ลีก การเคลื่อนไหวร่างกายทุกคนจะไม่มีส่วนที่สิ้นเปลืองพลังงาน ท่ามันจะออกมาเลยว่า ซ้อมมาเยอะ เล่นมานาน การล็อคบอลจะเนียนตามาก(เพราะล็อกมาเป็นหมื่นๆ ครั้ง) ต่างจากคนทั่วไปที่เล่นไม่นาน ท่ามันจะดูก๊องแก๊งพิกลๆ

            ดังนั้นการพิจารณาต้นฉบับแบบอ่านคร่าวๆ ก็พอรู้แล้วครับ (และจะเลือกอ่านจริงจังเฉพาะอันที่สนใจ) ต้นฉบับเกรด A ส่วนใหญ่จึงไม่ต้องรอคอย ส่วนต้นฉบับเกรด B และ C ก็จะอยู่ในภาวสูญญากาศ ยิ่งถ้าเป็นช่วงงานหนังสือ ต้นฉบับเกรด B ก็จะถูกลืมไปเลย ถ้าไม่ทวงถามก็จะไม่ได้คำตอบ และจำนวนต้นฉบับที่มากมายมหาศาลที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บรรณาธิการก็ไม่สามารถให้คำตอบได้ ครั้นจะโทรไปบอกทุกคนว่า

            “สวัสดีครับ ต้นฉบับที่ส่งมาไม่ผ่านการพิจารณานะครับ” ก็คงมีคนเข้าใจผิดกันได้ ทั้งที่จะบอกด้วยความหวังดีว่าจะได้ไม่เสียเวลา แต่คงจะเกิดเคสดราม่าแบบนี้ขึ้นได้

            “โห สำนักพิมพ์ XXX ส่งต้นฉบับไปแค่ 7 วันโทรมาปฏิเสธซะแล้ว ไม่รู้ซะแล้วว่ากรูเป็นใคร กรูเจเคโรลลิ่งเมืองไทยนะเว้ยยยยยย สาดดดดด โห ส่งที่อื่นก็ได้วะ”

             บรรณาธิการส่วนใหญ่เลือกเลยถนอมน้ำใจแทน ใช้ความเงียบเป็นคำตอบ และเชื่อมั่นว่าคนที่อยากจะเป็นนักเขียนจริงๆ จะโทรมาถาม หรือไม่ก็ส่งต้นฉบับที่สอง สาม สี่ และห้ามาให้อ่าน จนเห็นแค่ชื่อก็จำได้ว่าไอ้หมอนี่มันเอาอีกแล้ว และบางทีเรื่องราวอาจกลายเป็นแบบนี้

             “ฮัลโหล สวัสดีครับ เออ...นี่บรรณาธิการสนพ. XXX นะ เห็นส่งต้นฉบับมาหลายทีแล้ว พรุ่งนี้ว่างไหม เข้ามาคุยกันหน่อยสิ”

 

             อยากให้เชื่อมั่นว่า... ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั้นจริงๆ ครับ

 

            ----------------------

            หมายเหตุ – เอนทรี่นี้เขียนเพื่อช่วยฉายสปอร์ตไลท์ให้นักอยากเขียนทุกคน เพื่อบอกเล่าข้อมูลที่เป็นจริงเกี่ยวกับวงการหนังสือเพื่อนำไปสู่การพัฒนาในอนาคต และนักอยากเขียนรุ่นใหม่ได้เข้าใจ จะได้หาทางรับมือและไม่เสียเวลาเหมือนรุ่นพี่ๆ 

            -ใครที่มีเพื่อนอยากเป็นนักเขียน อย่าลืมส่งต่อให้เขาอ่านครับ

            -เอนทรี่ประมาณนี้จะพยายามมาเรื่อยๆ อย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง

            -สองปีที่แล้ว ใครที่เคยส่งต้นฉบับมาให้ผม และไม่ได้ตอบกลับ ขอโทษด้วยจริงๆ ครับ

             m(_ _)m

 

 

Comment

Comment:

Tweet

sad smile  ยังไงอย่างเงียบดีกว่า ตอบเถอะ จะได้รู้  ส่งไปสองเดือนจะสามเดือนแล้วไม่ตอบกลับเลย ก์เลย งงๆ ว่ามันยังไง ถ้าไม่ตอบแสดงว่าไม่ผ่านใช่ไหม จะได้แก้งานต่อไป 
เพราะว่าตามมารยาทแล้วห้ามส่งสองที่พร้อมกัน  

#22 By น้ำน้อยพลัดถิ่น (223.204.249.252|223.204.249.252) on 2015-09-09 14:04

ถ้าคนไทยอ่านหนังสือกันเพียง 2% แล้วเราจะมีวิธีพัฒนาหนังสือไหม?ที่จะทำใ้คนไทยอ่านหนังสือได้มากขึ้น

#21 By รัศม์อังคีรส (118.174.122.129) on 2012-04-20 22:41

Hot! :)

#20 By daoandup* on 2012-04-09 10:28

T^T เพลียแทน บก. กับ คนเขียน Hot!

#19 By fablefa ~* on 2012-03-10 11:24

Hot! Hot! Hot! Hot!

#18 By keaaaa on 2012-03-10 10:09

ขอบคุณ จขบ. มากๆครับ surprised smile big smile confused smile
Hot! Hot! Hot!
ผมได้อ่าน EMS ที่คุณส่งมาแล้วครับ
ได้สติและแนวทางแก้ไขดีครับ
ชีวิตก็คงต้องสู้และพยายามต่อไปละมั้งครับ

│▒│ /▒/
│▒│/▒/
│▒ /▒/─┬─┐
│▒│▒|▒│▒│
┌┴─┴─┐-┘─┘
│▒┌──┘▒▒▒│
└┐▒▒▒▒▒▒“”

ขอบคุณครับ double wink

───▂ ▄ ▅ ▇ █ ♥ Thank You ♥ █ ▇ ▆ ▄ ▂─
●●●●▬▬▬▬▬▬ஜ۩۞۩ஜ▬▬▬▬▬●●●●
──▀██▀───▀██▀─▀██──██─▀██▀▀▀
── ██─────██───██▄█▀───██▄█─
▄██▄▄█─▄██▄─▄██──██─▄██▄▄▄
●●●●▬▬▬▬▬▬ஜ۩۞۩ஜ▬▬▬▬▬●●●●


░░░░░░░░░░░░▄▄
░░░░░░░░░░░█░░█
░░░░░░░░░░░█░░█
░░░░░░░░░░█░░░█
░░░░░░░░░█░░░░█
██████▄▄█░░░░░██████▄
▓▓▓▓▓▓█░░░░░░░░░░░░░░█
▓▓▓▓▓▓█░░░░░░░░░░░░░░█
▓▓▓▓▓▓█░░░░░░░░░░░░░░█
▓▓▓▓▓▓█░░░░░░░░░░░░░░█
▓▓▓▓▓▓█░░░░░░░░░░░░░░█
▓▓▓▓▓▓█████░░░░░░░░░█
██████▀░░░░▀▀██████▀

#17 By บุรุษนิรนาม on 2012-03-10 06:38

คุณบุรุษนิรนาม - ขออนุญาติซ่อนคอมเมนต์คุณก่อนนะครับ เนื่องจากมีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ซึ่งผมจะช่วยตอบให้ทาง ems ครับbig smile
ได้รู้ความจริงก็วันนี้นี่เอง !!

มีคำถามครับ งั้นถ้าเงียบไปสักเดือนนี่โทรไปถาม(หรือทวง)ได้ไหมครับว่าอ่านต้นฉบับของผมหรือยัง ผ่านหรือเปล่า อะไรอย่างนี้

หรือว่าตอนส่งต้นฉบับเราบุกไปถึง สนพ. ดี

0.0
สงสัยผมคงต้องฝึกอีกนานนนนน sad smile Hot! Hot!

#14 By GUMBEAR on 2012-03-09 20:11

หวังว่าจะส่งไปให้ได้สักครั้ง อิอิHot!

#13 By omega on 2012-03-09 17:21

นี่มันตามติดชีวิตบรรณาธิการมากก
ละเอียดและกระจ่างดีค่ะ
นึกถึง devil wears Prada เหมือนกัน
ไม่เหมือนกันเลย
Hot! Hot! Hot!

#12 By Praeradise on 2012-03-09 16:23

ดีจังครับกอล์ฟHot!
นึกถึงเรื่อง the devil wear prada เยย ต้อง
เมพขนาดนั้นนะถึงจะมีผู้ช่วยได้ ... ยังคิดเหมือนเดิม เขียนเอามันส์ เขียนเอาสนุก มีอารมณ์ จะส่งไปให้ ทิ้งลงถัง เอ๊ย ส่ง ไปให้ บก. พิจรณานะคะ question ซะที่ไหน[e1555555

ขอค้านนะคะว่าคนไทย อ่านหนังสือน้อย เราคนนึงอ่ะที่ช่วยดึง มีน เราอ่าน หนังสือสัปดาห์ ละ 1-4 เล่มแล้วแต่เวลาอำนวย แต่ส่วนใหญ่ก็ไปยืนอ่านฟรีที่ร้านหนังสืออ่ะนะ ไม่ได้แอ้มตังค์ กุ หรอก วันไหนจาไปร้านหนังสือจะไม่ใส่ส้นสูงเลยยย

ไม่รวม ข่าว นิยสาร หนังพิมพ์ อินเตอร์เนต รายวันอีก นึกภาพไม่ออกเลยว่าคนไทยอ่านหนังสือน้อยขนาดนั้นได้ไง ไม่จิ๊งไม่จริง ชั้นคนนึงแหละ ต้องตามข่าว ไม่งั้นเจ๊ง

angry smile angry smile question angry smile angry smile tongue Hot!

เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่อยากเป็นนักเขียนนะคะ ถ้าได้อะไรมาง่ายๆ เราคงไม่ซาบซึ้งกับมันซักเท่าไหร่จริงม่ะ
tongue ความสนุกของชีวิตมันอยู่ตรงนี้แหละcry
อ่านแล้วเข้าใจบรรณาธิการมากขึ้นเยอะเลยค่ะ และขอโทษจริงๆ ที่เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ทำให้บรรณาธิการเสียเวลาไปอีก 50% ค่ะ

#9 By polaris (58.9.202.167) on 2012-03-09 08:49

แล้วเวลาทำหนังสือเสร็จ เ้ค้าใช้เวลาตรวจงานนานเท่าไหร่กว่าจะได้ตีพิมพ์หงะ??? embarrassed Hot! Hot!
ขอบคุณมากค่ะ เข้าใจการทำงานของ บ.ก. มากขึ้นเยอะเลย และทำให้มีกำลังใจมากขึ้นด้วยค่ะ Hot!

#7 By ตรีพันธ์ on 2012-03-09 07:49

อ่าน15นาทีเชียวหรอ ผมอ่านไม่ถึง5นาทีก็รู้แล้วเรื่องไหนสนุกไม่สนุก เพราะว่านิยายที่สนุกมันจะกระตุ้นความรู้สึกบางอย่างให้เรามีความรู้สึกเคลิบเคลิ้มไปกับมัน 5นาทีผมก็รู้แล้วไม่ต้อง15
ผมถือว่าคุณอ่านนานแล้วนะ

#6 By dreammagicz on 2012-03-09 06:31

ได้ไอเดียและเห็นการทำงานเบื้องหลังครับ ว่างานหนังสือมีที่มาที่ไปอย่างไร

Hot! Hot!

#4 By Clepsydra:: on 2012-03-09 01:01

ชีวิตจริงไม่หวานเลย
เหมือนช่วงมหาลัยเลย*-*
มีจุดหมายยังเดินต่อไป
ให้คนเรียกเราว่าคนบ้า
ลุยลุยลุย^^/

ปล.ชอบติดตามประสบการณ์จริง

#3 By ของขวัญวันเกิด (223.206.206.196) on 2012-03-09 00:28

คือว่า... รู้จักนะคะ รู้จักบางคน ที่หน้าแรกๆ เขาอาจถ่ายทอดออกมาได้ไม่ดีเท่าไหร่ แต่ช่วงท้ายๆ สนุกมาก น่าเสียดายแทนพวกเขาเหล่านั้นจังค่ะ sad smile

แต่ก็เข้าใจว่าเรื่องที่ส่งไปมีเยอะมากจริงๆ ใช้เวลาอ่านนานกว่านี้ก็คงจะไม่สะดวกเนอะ oxo

#2 By aleceae on 2012-03-09 00:10

โอ้โห เขียนตั้งนาน อ่านแค่ 15 นาที
แต่ก็อย่างว่าแหละ
ความพยายามอยู่ที่ไหน ความพยายามก็อยู่ที่นั่น
เราต้องก้าวไปหาความสำเร็จด้วยตัวเอง
งงปะ
สอง ฮ่าๆๆ
big smile open-mounthed smile confused smile Hot! Hot! Hot!

#1 By Nirankas on 2012-03-09 00:04