ทุกคนมีศักยภาพพอที่จะเป็นนักเขียนได้ เพียงแต่ว่าความฝันที่จะเป็นนักเขียนนั้นมันก็เหมือนการเดินทางบนเส้นทางที่มืดมิด รู้ว่าควรจะเริ่มต้นยังไงแต่หลังจากนั้นอีก 99% ก็ไปต่อไม่ถูก ไม่ใช่แค่นักอยากเขียนรุ่นใหม่ๆ เท่านั้นนะ ผมว่าคนที่เคยออกหนังสือเล่ม 1-5 เล่มบางคนก็ไปต่อไม่ถูกเหมือนกัน

            วิธีที่ง่ายที่สุดคือ อ่านบทสัมภาษณ์ของนักเขียนมืออาชีพที่เล่าเรื่องราวต่างๆ ไว้ แต่ผมที่ไล่อ่านบทสัมภาษณ์ของพี่ๆ นักเขียนหลายๆ คนมาก่อนก็พบว่าบางคำแนะนำก็มีประโยชน์มาก แต่บางคำแนะนำก็ฆ่ากันได้เลย ฆ่ากันในที่นี่ไม่ใช่ทำให้ตาย แต่ทำให้ไปติดอยู่กับอะไรบางอย่างที่เป็นมายาคติแล้วก็หลงทางไป

            หนังสือแนะนำการเป็นนักเขียนหลายๆ เล่มที่มีให้อ่านบนแผงส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นด้วยนักเขียนหรือบรรณาธิการสำนักพิมพ์ ส่วนใหญ่จะถูกเขียนด้วยคอลัมน์นิสต์ที่มีงานหลักอยู่ในนิตยสารหรืออาจารย์วิชาภาษาไทย ซึ่งงานนิตยสารส่วนใหญ่จะต่างจากหนังสือเล่มไปคนละทางเลย ที่สำคัญคอลัมน์ในนิตยสาร 80-90% ไม่มีพลังพอที่จะทำเป็นหนังสือเล่มได้ (ยกเว้นนิตยสารบางเล่มซึ่งถือเป็นส่วนน้อย) และถึงฝืนทำออกมาแต่สุดท้ายก็ไปต่อไม่ได้ เพราะถูกร้านหนังสือส่งคืนเกือบทั้งหมด

            การเดินบนถนนนักเขียนจึงไม่ง่าย และคนที่มีความฝันอยากเป็นนักเขียนจึงสุ่มเสี่ยงที่จะถูกล่อลวงทางความคิดและความเชื่อ เพราะไม่รู้ว่าสิ่งไหนควรทำและสิ่งไหนไม่ควรทำ ได้แต่ลองผิดลองถูกเอาเอง น่าเสียดายที่บรรณาธิการสำนักพิมพ์ในเมืองไทยแทบไม่ได้เขียนคำแนะนำนักเขียนเอาไว้เลย ส่วนใหญ่ใช้วิธีพูดเอาเวลาเจอหน้านักเขียนเท่านั้น

            สาเหตุหลักคงเป็นเพราะ หนึ่ง บรรณาธิการส่วนใหญ่ชอบอ่านมากกว่าเขียน จะเขียนเฉพาะคำนำสำนักสำนักพิมพ์กับคำนวณค่าใช้จ่ายเท่านั้น และบางคนขี้อายและเก็บเนื้อเก็บตัวด้วย

             สอง ปัญหาเรื่องสัญญาที่เซ็นไว้ตอนเริ่มงานว่าจะไม่เปิดเผยข้อมูลลับของบริษัทเช่นเดียวกับอาชีพทั่วไป เดี๋ยวจะมีปัญหาในภายหลัง ทำให้บรรณาธิการเลือกที่จะไม่เขียนถึงมันดีกว่า ซึ่งไม่ต้องห่วง เพราะผมพอจะรู้ขอบเขตในข้อสองอยู่บ้าง

              ดังนั้นจะช่วยเปิดเผยให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้แบบที่ดาราสาวๆ ชอบทำกัน (ตามแต่จังหวะและโอกาส)

             และนี่คือ เข็มทิศ แผนที่ และไฟฉาย ที่ผมพอจะมีให้ในฐานะบรรณาธิการสำหรับคนที่อยากเป็นนักเขียน รวมถึงคนที่เคยออกหนังสือแล้วด้วยครับ

 

25 หลักกิโลเมตรบนถนนนักเขียน

            1. หาเวลาเขียนหนังสืออย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย สัปดาห์ละ 3-4 วัน วันละ 2-3 ชั่วโมง เพราะการเขียนหนังสือก็เหมือนการออกกำลังกายที่ต้องทำบ่อยๆ ส่วนถ้าใครอยากเป็นนักเขียนมืออาชีพอาจต้องเขียนทุกวัน ฝึกสร้างสำนวนภาษาของคุณให้เป็นซิกแพ็กด้วยการฝึกเขียนบ่อยๆ อย่าปล่อยให้สำนวนภาษาเต็มไปด้วยไขมันส่วนเกิน

            2. หากรอเขียนตอนว่าง อาจต้องรอไปตลอดชีวิต ดังนั้นจงขโมยเวลาของตัวเองมาให้ได้อย่างน้อยวันละชั่วโมงก็ยังดี

            3. ใครที่อ่านหนังสือแนวเดียวแล้วอยากเขียนแนวนั้นถือเป็นความโชคดีอย่างหนึ่งเพราะจะโฟกัสได้ง่ายกว่าคนที่ชอบหลายๆ แนว

            4. เลือกแนวที่ชอบแล้วเขียนแนวนั้นไปเลย เอาให้เก่งไล่หลังรุ่นพี่มาหรือไม่ก็แซงหน้าไปซะ (แต่ว่าค่าตอบแทนแต่ละแนวไม่เท่ากันนะ ห้ามน้อยใจเด็ดขาด ลองเลือกให้ดีๆ เพราะบางครั้งความชอบก็ทำให้เราเหนื่อยกว่าชาวบ้านได้)

            5. กรณีที่เขียนต้นฉบับหลายโครงการพร้อมกันก็ทำได้ แต่จงให้สัญญากับตัวเองว่าจะทำให้จบเป็นเรื่องๆ ไป

            6. วางแผนวันเริ่มเขียนและวันที่จะเสร็จ ภายใน 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี ตามสะดวก อย่าลืมทำการประเมินผลในแต่ละปีด้วยล่ะ

            7.เขียนต้นฉบับให้จบสักเรื่อง ความยาวแล้วแต่จะชอบ(80-150 หน้า) ใครที่พะวงเรื่องจำนวนหน้าไม่พอแสดงว่ายังไม่มีเรื่องราวที่จะเขียน อาจต้องไปใช้ชีวิต ไปเดินทาง หรือไปอ่านหนังสือก่อน (โหมดแสวงหาวัตถุดิบ)

            8. ส่งต้นฉบับไปยังสำนักพิมพ์ที่เล็งไว้ โดยส่งไปทางไปรษณีย์จะมีพลังมากเป็นพิเศษ แต่ถ้าที่ไหนรับอีเมลก็ส่งทางนั้นได้

            9. ส่งเสร็จแล้วลืมได้เลยจะดีมาก เพราะของดีจริง บก. ก็ติดต่อมาเอง

           10. เอาเวลาที่รอหรือว้าวุ่นใจมาเขียนต้นฉบับใหม่ดีกว่า (อย่าลืมว่าต้องเขียนสม่ำเสมอเพื่อฝึกฝีมือ)

           11. ปกติถ้าใครส่งงานไปโดยคาดหวังมากมักจะไม่ได้ ส่วนถ้าใครไม่คาดหวังมักจะได้ กฎข้อนี้ ก็เหมือนเวลารอรถเมล์นั่นล่ะ ถ้ารอมันไม่มา ถ้าไม่รอมันมาตรึม!!

           12. ถ้าผ่านไป 2 เดือนแล้วก็โทรไปถามผลได้ (ขอคำแนะนำด้วยก็ดี)

           13. ใครลองส่งครั้งแรกๆ มักจะไม่ผ่าน เพราะต้นฉบับของรุ่นพี่หลายคนที่เกิดก่อนหลายปี ที่ส่งงานมาหลายรอบจน บก. พอจะจำชื่อได้และเคยแนะนำเทคนิกต่างๆ ไปจะได้ก่อน ก็ให้พี่ๆ เขาไปเถอะ บางทีมันยังไม่ถึงจังหวะของเรา อยากให้จำไว้ว่าต่อยมวยสากลยังมีแยกรุ่นตามน้ำหนัก แต่วงการนักเขียนไม่จำกัดเพศ อายุ และอะไรสักอย่างเลย จะเด็ก 15 หรือแก่กว่าซูซาน บอย์ถ้าเขียนดี ก็มีโอกาสนะ

           14. ถ้าคิดว่าต้นฉบับยังพอไหว เอางานที่ถูกปฏิเสธส่ง สนพ. อื่นต่อไป และเอาต้นฉบับใหม่ที่เขียนอยู่ ส่ง สนพ. ที่เพิ่งปฏิเสธเรามา ให้บรรณาธิการตกใจเล่น (หมายเหตุ: ต้นฉบับเรื่อง ลับแลแก่งคอย ซีไรท์ปี 2552 ถูกปฏิเสธจากสองสำนักพิมพ์ก่อนที่แพรวสำนักพิมพ์จะได้พิจารณาเป็นลำดับที่สาม ส่วนเจเค โรลลิ่งโดน 15 ที่, สตีเฟน คิงส์โดน  30 ที่ และแจ็ค แคนฟิลด์โดนไป 100 ที่ โดยหมอนี่คือคนที่ทำสถิติหนังสือ 7 เล่มของตัวเองติดสิบอันดับแรกของชาร์ตนิวยอร์กไทม์ในครั้งเดียว)

            15. ในขณะนั้นก็ให้เขียนโครงการ 3 4 5 6 7 …ต่อไปอย่างต่อเนื่อง (ถ้าลืมเรื่องส่งต้นฉบับได้จะดีมาก) จะเขียนใส่เว็บหรือบล็อกพร้อมกันก็ได้

            16. ถูกปฏิเสธให้มากพอ และจะเข้าใจบางอย่าง

            17. ไม่ตรงกับแนวของ สนพ. จะได้ยินบ่อยที่สุด

           18. เมื่องานถูกปฏิเสธบ่อยครั้ง จะเริ่มได้รับข้อมูลป้อนกลับ ทั้งพฤติกรรมคนอ่าน ตลาดหนังสือ กระแส จังหวะ เทรนด์ ความนิยม เทคนิค ลูกเล่น กลเม็ดเคล็ดลับ นู้นนี่นั่น ฯลฯ จะเริ่มเข้าใจคำว่าแนวของสำนักพิมพ์ที่แท้จริงแล้วคืออะไร ให้เอาความรู้เหล่านั้นมาทดลองใช้ดู นี่คือข้อมูลอีกด้านที่อาจจะต่างจากคำแนะนำของพี่ๆ นักเขียนบางคน แต่อยากให้จำไว้ว่า สุดโต่งทางการสร้างสรรค์(งานเขียน)หรือทางการตลาด(งานขาย) ด้านเดียวก็ไม่ดีทั้งนั้น ให้หาทางสายกลางให้เจอ

             19. การถูกปฏิเสธบ่อยๆ ไม่ใช่ปัญหา

              มันเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของการเป็นนักเขียน เพราะสิ่งที่จำเป็นตอนนี้คือ สร้างต้นฉบับสำรองไว้อย่างต่อเนื่อง หนึ่ง เพื่อทดสอบตัวเองว่าอยากจะเป็นนักเขียนจริงไหม หรืออยากเป็นเพราะแฟชั่น หรือแค่อยากมีฝันอะไรกับเขาบ้าง จึงแนะนำให้ใช้ความรักและคลั่งไคล้ในการเขียนเป็นบททดสอบ พี่อุทิศ เหมะมูล ซีไรท์ปี 2552 เจอบททดสอบนี้ตอนเขียนลับแลแก่งคอยอยู่สองปีเต็ม

              สอง ต้นฉบับสำรองจำนวนมากจะเป็นต้นทุนอย่างดีในการเวียนส่งต้นฉบับโดยไม่เสียเวลา และเมื่อโอกาสเป็นนักเขียนเปิด การมีสต๊อกเพื่อออกหนังสือปีละ 2 เล่มจะเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นและไม่ติดขัด เพราะถ้านักเขียนคนไหนไม่ออกหนังสือต่อเนื่อง โอกาสที่คนอ่านจะลืมก็ง่าย เพราะนักเขียนใหม่เกิดขึ้นทุกวัน หนังสือทุกวันนี้ล้นตลาด(ปีละ 14,000 เรื่อง) หน้าร้านไม่พอวาง

               หากรอพิมพ์เป็นเล่มก่อนแล้วเริ่มเขียนเรื่องใหม่อาจไม่ทันการ เพราะหนังสือแต่ละเล่มกว่าจะได้เข้าไปอยู่ในแผนประจำปีและพิมพ์ออกมาใช้เวลานาน บางเล่มหกเดือน บางเล่มสองปีก็มี ซึ่งนี่คือเหตุผลที่คุณวินทร์ เลียววาริณ และพี่นิ้วกลม ออกหนังสือปีละ 2 เล่มอย่างต่อเนื่อง (ทั้งคู่เป็นนักเขียนที่มีสต๊อกต้นฉบับเยอะมากตั้งแต่ก่อนออกงานเล่มแรกก็ว่าได้ ซึ่งคุณวินทร์ บอกว่าเขียนเสร็จหนึ่งเรื่องก็เริ่มเรื่องใหม่เลย ไม่ได้สนใจด้วยว่าจะได้พิมพ์ไหม-ซึ่งนี่คือความคลั่งไคล้ของจริงที่ต้องหาให้เจอ หากไม่มีก็จงสร้างมันขึ้นมา)

               20. การใช้ภาษาเขียนแนะนำให้ใช้ภาษาที่กระชับ ใช้คำน้อย แต่สื่อความหมายได้มาก (นึกถึงคนหุ่นดีๆ ที่ออกกำลังกายบ่อยๆ) มันจะได้เปรียบกว่าภาษาทดลองหรือเล่นคำวนเวียนวกวนแพรวพราว

               21. ภาษาเป็นเพียงเครื่องมือ ส่วนหัวใจคือเรื่องเล่าหรือพล็อต

               22. ให้ความสำคัญกับเรื่องเล่า ประเด็น หรือพล็อตมาเป็นอันดับหนึ่ง แต่ถ้าภาษาสวยงามมาพร้อมกันด้วยก็ดีมาก (จำไว้ว่าอย่าสุดโต่งเพียงด้านเดียว)

               23. เขียนต้นฉบับที่สนุก คนอ่านวางไม่ลง แค่นี้จบจริงๆ

               24. หน้าแรกหรือบทนำต้องเอาให้อยู่ ถ้าน็อคได้เลยจะเยี่ยมมาก

               25. ไม่ต้องห่วงเรื่องสไตล์มาก เขียนบ่อยๆ มันจะมาเอง เพราะทุกคนเกิดมาไม่เหมือนกันอยู่แล้ว แม้แต่ฝาแฝดยังไม่เหมือนกันเลย มันไม่มีทางที่จะซ้ำกันไปได้ตลอดหรอก เมื่อเขียนมากๆ สำนวนภาษาที่เราติดมาจากคนอื่นมันจะหลุดหายไปเอง

               คำแนะนำสุดท้าย เขียน เขียน และเขียนครับ

 

 

 

            ปล. ขอบคุณทุกคอมเมนต์ที่แบ่งปันความคิดเห็นในทุกๆ เอนทรี่ครับ

                   ส่วนคำถามหรือข้อสงสัยต่างๆ นั้นจะถูกดึงมาเขียนไว้ในบทความใหม่ๆ ดีกว่าการตอบในคอมเมนต์นะครับ:) 

Comment

Comment:

Tweet

^^ ขอบคุณค่ะ จะนำไปพัฒนาตัวเองด่วน 

#40 By รัตติกาล on 2014-03-11 10:00

ขอบคุณ ขอบคุณ ไม่มีอะไรมากกว่าขอขอบคุณครับ big smile

#39 By ปริศน์ (103.7.57.18|202.41.190.165) on 2013-02-13 14:16

เป็นคนหนึ่ง ที่งานดี(อันนี้ไม่ได้พูดเอง บก.เขาบอกมา) แต่โดนมาปฏิเสธมาแล้วสามแห่ง นิยายฮอทพอสมควรบนเว็บไซด์ มีแฟนคลับ มีคนอยากซื้อแบบเล่มเก็บ แต่จนแล้วจนรอด ปานนี้ก็ยังหาที่ลงไม่ได้ จะพิมพ์เองก็แพงโครต เขียนมาหนึ่งปีเต็มถึงเสร็จ ทีแรกท้อแล้ว งอน โกรธ ไม่เข้าใจสนพ. งานดีๆ ทำไมไม่พิมพ์ งานห่วยๆ มีขายให้เกร่อ แต่ตอนนี้มีกำลังใจแล้ว เราโดนแค่สามครั้งเอง และนี่ก็นิยายเรื่องแรก สู้ๆ

#38 By กนกลดา (103.7.57.18|110.171.182.95) on 2012-09-18 07:09

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
เป็นประโยชน์มากครับ โชคดีที่หาแนวตัวเองเจอแต่เนิ่นๆ big smile
ว่างๆขอคำวิจารณ์ที่บล็อกมั่งนะครับ open-mounthed smile

#37 By ผ้าใบลุยสวน on 2012-06-27 00:39

ความรู้สึกส่วนตัว...
รู้สึกว่า นักเขียน..จะโดนจำกัดสิทธิ์ เสรีภาพ โดยสังคม
และความต้องการของผู้อื่น...

ก็เลยไ่ม่คิดจะเป็นนักเขียน..

แต่..ก็จะแค่เขียน...เท่าที่อยากจะเขียน !!!!
Hot! Hot! Hot!

#36 By jeabjung on 2012-04-27 16:56

ได้ประโยชน์มากๆครับผม

#35 By ลมูล on 2012-04-13 02:11

ขอบคุณนะครับ

#34 By วรกาล on 2012-04-13 02:08

Hot! Hot! Hot! Hot!

#33 By ธีรกร on 2012-04-13 02:05

ขอบคุณมากค่าาา confused smile
ตอนนี้กำลังจะทำให้เป็นงานอดิเรกไว้ก่อน
อยากลองมีหนังสือของตัวเองเหมือนกัน
Hot!

#32 By หมาแว่น on 2012-03-20 14:33

เห็นด้วยจริงๆค่ะ

ถ้าไม่เขียนนานๆไขมันอุดตันจริงๆ

นึกแล้วสะท้อนใจ รางวัลที่ตัวเองเคยได้มาหลายที่ตอนเด็กๆ

ทุกวันนี้พอจะเริ่มเขียนใหม่ แค่จะ"เขียนอะไร" ยังคิดไม่ออกเลยค่ะ

แงงงงๆๆ เศร้าใจ

#31 By Venusian Blackmurray on 2012-03-19 22:54

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

ขอบคุณมากๆค่ะ confused smile

#30 By เฉื่อยชา on 2012-03-19 18:28

ได้นำลิงค์เอนทรี่นี้
ไปไว้ในคอลัมน์ Exteen Brief นะคะ
จิ้มไปอ่านได้เลยค่ะ ^^

http://community.exteen.com/20120319/exteen-brief-190312

#29 By yUiZy* on 2012-03-19 16:54

เป็นบทความสร้างแรงบันดาลใจได้ดีมากเลยค่ะ


Hot! Hot! Hot!

#28 By neyneena on 2012-03-18 21:23

Hot! Hot! Hot!
ผมเองก็อยากเป็นนักเขียนเหมือนกันครับ!! อ่านข้อสองแล้วเหมือนโดนหมัดฮุคเลย แต่เป็นหลักการที่ดีมากๆ ขอบคุณอีกครั้งครับ!!

#27 By HUNSHIRO on 2012-03-18 20:09

ดันละกัน รอเป็นนักอ่านะคะbig smile Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
ฮาข้อ 11Hot! Hot! Hot!

#25 By omega on 2012-03-18 13:27

ขอบคุณสำหรับบทความดีๆคะ เขียนๆๆ ต่อไป Hot! Hot!

#24 By Bluemood Manga and CG on 2012-03-18 09:18

เป็นข้อมูลสำหรับเด็กรุ่นใหม่แบบพวกผมได้ดีเลยทีเดียวครับขอบคุณจริงๆ ขอนำไปเผยแพร่นะครับ Hot! confused smile Hot! Hot!

#23 By Risara na er... on 2012-03-18 03:10

Hot! Hot! Hot!

#22 By herepad on 2012-03-18 02:01

กำลังพยายามเขียนอยู่ครับ แต่สปีดช้ามากมาย
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
ดันเต็มที่ครับ

ต้องใช้ความพยายาม ความอดทนและกำลังใจมากนะเนี่ย

#20 By @ P.M. on 2012-03-18 00:00

big smile Hot!

#19 By aek on 2012-03-17 23:22

เป็น 25 ข้อที่มีคุณค่าจริงๆ ของคุณมากครับ
เป็นประโยชน์มากๆเลยค่ะ ขอบคุณค่ะ :D
Hot! Hot! Hot! Hot!

#17 By บาบิโลน on 2012-03-17 22:33

กำลังพยายามเขียนอย่างต่อเนื่องอยู่เหมือนกันค่ะ big smile Hot!

#16 By ตรีพันธ์ on 2012-03-17 22:06

บทความนี้ได้ใจมากๆครับ
surprised smile

#15 By แมลงวันทอง on 2012-03-17 22:04

big smile Hot! Hot! Hot!

#14 By kii on 2012-03-17 20:38

ขอบคุณมากค่ะ มีเพื่อนเป็นนักอยากเขียน ฝากมาขอบคุณที่แบ่งปันด้วยค่ะ ^_^

#13 By polaris (49.230.91.231) on 2012-03-17 20:35

เขียน เขียน เขียน และเขียนครับ

#12 By 9'Ped on 2012-03-17 20:12

สุดยอดหนทาง มีประโยชน์มาก Hot! Hot! Hot! Hot!

#11 By GUMBEAR on 2012-03-17 19:38

24. หน้าแรกหรือบทนำต้องเอาให้อยู่ ถ้าน็อคได้เลยจะเยี่ยมมากHot! Hot! ชอบข้อนี้มากครับ
ขอบคุณหลักการณ์ดีๆ
สอง ฮ่าๆๆ
big smile open-mounthed smile confused smile Hot! Hot! Hot!

#9 By Nirankas on 2012-03-17 18:53

"หากรอเขียนตอนว่าง อาจต้องรอไปตลอดชีวิต"
ถูกใจประโยคนี้มากๆ double wink

#8 By นายอะติม on 2012-03-17 18:46

Hot! Hot!
เขียน เขียน และเขียน

ลงมือทำ ลงมือทำ และลงมือทำ

^_^

#7 By fablefa ~* on 2012-03-17 16:07

Hot!
เหมือนว่ามันจะปรับใช้ได้กับทุกอย่างไม่ใช่แค่งานเขียนopen-mounthed smile

#6 By Kanya on 2012-03-17 15:59

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
ได้ความรู้เพิ่มเติมดีครับ

ผมคงต้องเอาต้นฉบับหนังสือ Photoshop ผมไป
เสนอที่ใหม่จริงๆแล้วล่ะครับ
ส่วนตอนนี้ก็ำกำลังเตรียมเนื้อหาข้อมูลเขียนเค้าโครง
สารบัญโปรแกรมทำเว็บระบบหนึ่งอยู่ครับ
เล่มแรกจะได้ตีพิมพ์หรือไม่ ผมก็คงต้องเขียน
เรื่องอื่นๆต่อไปเรื่อยๆละมั้งครับ
ยังไงก็น่าจะได้ตีพิมพ์สักเล่ม สู้ๆ open-mounthed smile double wink

#5 By บุรุษนิรนาม on 2012-03-17 15:44

มีประโยชน์มากๆครับ
Hot! Hot! Hot! Hot!

เป็น25ขั้นอรหันต์ที่ดีจริงๆ^^big smile big smile big smile
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#2 By SOSTimer on 2012-03-17 14:37

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

ผมก็วางแผนไว้ว่าจะเขียนหนังสืออยู่เหมือนกัน
เป็นแนวทางที่ดีมากเลยล่ะครับ

#1 By K ToKa on 2012-03-17 14:29