รู้ทันความคิด

posted on 24 Mar 2012 15:48 by porglon in Dream directory Knowledge, Diary, Idea

 (คำเตือน: บทความเชิงวิชาเกินและยาวมากกกกก)

  

            ก่อนที่เกษตรกรจะทำไร่ไถ่นาสิ่งแรกที่ต้องทำคือปรับหน้าดิน กำจัดวัชพืชแล้วพลิกหน้าดินเพื่อนำดินดีที่อยู่ข้างใต้ขึ้นมา ก่อนจะใส่ปุ๋ย(เพิ่มพลัง)แล้วค่อยหว่านเมล็ดพันธ์ลงไป

            ผมว่าความคิดคนเราก็คล้ายๆ กัน เป็นเหมือนแปลงเกษตรแปลงหนึ่ง ตั้งแต่โตขึ้นมาตามกาลเวลาก็รับเอาสิ่งต่างๆ เข้ามามากมาย เป็นของตัวเองบ้าง พ่อแม่บ้าง ครูบ้าง เพื่อนบ้าง รุ่นพี่บ้าง และไอดอลบ้าง บางครั้งก็เข้าที บางครั้งก็ไม่เข้าที ซึ่งแปลงความคิดของเราถ้าไม่เคยดูแลก็คงรกไม่ต่างจากพื้นที่รกร้างข้างทาง เหมือนหน้าจอ Desktop หรือห้องที่เราอยู่ ถ้าหันไปมองห้องตัวเองแล้วรก โอกาสที่ความคิดในสมองเราจะรกไม่ต่างกันกันนั้นเป็นไปได้สูง

            ในคำภีร์ไบเบิลกล่าวไว้ว่า “ไม่ว่าเจ้าจะหว่านเมล็ดพันธุ์ชนิดใด ก็จะได้เก็บเกี่ยวพืชพรรณชนิดนั้น” เช่นเดียวกับที่พระพุทธเจ้ากล่าวไว้ว่า “บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น” (๑๕/๓๓๓)

            หรือบางทีสิ่งที่เราคิดในสมองขณะนี้อาจสร้างสภาพแวดล้อมรอบตัวขึ้นมาก็เป็นได้(หรือเปล่า) ดังนั้นถ้าความคิดของเรารก ดาร์ก หดหู่ เศร้าหมอง รู้สึกแย่ โอกาสที่เราจะเจอเรื่องราวที่แย่แบบนั้นก็เป็นไปได้มาก

            น่าเสียดายที่ความคิดนั้นเป็นเรื่องนามธรรม จับต้องไม่ได้ และมองไม่เห็น นักวิทยาศาสตร์จึงไม่ให้ความสนใจ ตลอด 200 ปีที่ผ่านมาเราจึงได้สิ่งประดิษฐ์ เครื่องอำนวยความสะดวก และยารักษาโรคที่จับต้องได้ออกมาเป็นหลัก มีเพียงซิกมุนด์ ฟรอย นักจิตวิทยาหมายเลขหนึ่งของโลกที่ให้ความสนใจและค้นพบว่า ความคิดที่เราควบคุมได้นั้น(จิตสำนึก) เหมือนยอดของภูเขาน้ำแข็งเหนือท้องทะเล เพียงแต่ว่าความคิดที่เราควบคุมไม่ได้นั้น(จิตใต้สำนึก) เหมือนฐานภูเขาน้ำแข็งทั้งลูก และโดยปกติคนเราควบคุมจิตสำนึกได้เพียง 10% ส่วนอีก 90% นั้นเราควบคุมไม่ได้

            สิ่งที่ต้องตั้งคำถามคือ ถึงจะควบคุมไม่ได้ก็ใช่ว่าจะควบคุมไม่ได้ตลอดไปใช่ไหม? อย่างเช่น คนเลี้ยงจระเข้ที่สวนสามพราน หมองู และคนเลี้ยงเสือ เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เพราะถึงแม้พวกเขาจะต้องอยู่กับสัตว์ร้ายอันตรายระดับโลก แต่ก็สามารถเลี้ยงและควบคุมให้มันเชื่องได้ ขอเพียงแค่มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับสัตว์ร้ายที่เลี้ยงอยู่เป็นพอ

            แล้วความคิด 90% ที่เราควบคุมไม่ได้ล่ะ เรามีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับมันบ้างหรือยัง ซึ่งสิ่งที่ต้องยอมรับก่อนก็คือ อัจฉริยบุคคลอย่าง นิวตัน, ไอน์สไตน์, สตีฟ จอบส์, บิล เกตส์, สองพี่น้องตระกูลไรท์, โทมัส อัลวาเอดิสัน, โรนัลโด้, เมสซี่, ไทเกอร์ วู้ด, วอเรน บัฟเฟต์, เจเคโรลลิ่ง ,ปิกัสโซ่, สตีเว่น สปิลเบิร์ก, คริสโตเฟอร์ โนแลนด์ และเลดี้ กาก้า ฯลฯ อัจฉริยะเหล่านี้น่าจะเป็นพวกที่ควบคุมความคิด 90% ที่เหลือนั้นได้ พวกเขาจึงสร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่ขึ้นบนโลกได้

            ซึ่งมีการทดลองที่จะช่วยให้เข้าใจเกี่ยวกับความคิดนามธรรมพวกนี้ได้มากขึ้น คือ นักวิทยาศาสตร์ทดลองจับคลื่นสมองโดยให้ผู้ทำการทดลองจับแก้วจริงๆ แล้วบันทึกกระแสคลื่นที่เกิดขึ้นไว้

            ขณะที่การทดลองอีกครั้งให้คนเดิมใช้การนึกภาพการจับแก้ว แต่ไม่ต้องจับแล้วบันทึกกระแสคลื่นที่เกิดขึ้นไว้เหมือนกัน ทำการทดลองสลับไปมาหลายครั้งจนแน่ใจ ผลการทดลองที่ได้ค่อนข้างน่าตกใจทีเดียว คือ กระแสคลื่นที่เกิดขึ้นในสมองของทั้งสองกรณีเหมือนกันเปี๊ยบ! โดยการทดลองครั้งนี้สรุปได้ว่า สมองคนเราแยกไม่ออกระหว่างความจริงกับความคิดเล่นๆ

            ปัญหาที่น่าสนใจคือ วันหนึ่งเราเจอความจริงแค่ไม่กี่อย่าง แต่วันหนึ่งเราคิดกันเป็นพันเป็นหมื่นเรื่อง อย่างในวันหนึ่งจากเหตุการณ์จริงเราอาจจะดีใจ 3 ครั้ง และเศร้าใจ 3 ครั้ง หักลบก็หมดกันไปในวันนั้น แต่คนเรามันไม่จบแค่นั้น เอามาคิดต่ออีกเป็นพันเป็นหมื่นรอบ และถ้าถามว่าคิดไปในทางไหน คำตอบคือ ส่วนใหญ่คือคิดไม่ดีทั้งนั้น ถ้าไม่ว่าคนอื่น เราก็มักจะว่าตัวเอง ประมาณว่า ฉันไม่ดีมั้งล่ะ ฉันไม่เก่งมั้งล่ะ ฉันไม่คู่ควรกับเธอ ฉันทำไม่ได้หรอก ฉันเป็นคนไร้ค่า ฉันเป็นแบบนี้แล้วจะทำไม ฉันเป็นคนขี้โมโหจะทำไม ฉันเป็นคนขี้โกรธจะทำไม ฉันเป็นคนขี้เกียจแล้วจะทำไม ฉันเกลียดไอ้คนนั้นแล้วจะทำไม ก็ฉันเป็นเพียงฟันเฟืองตัวเล็กๆ ของสังคม ฉันมันไม่มีประโยชน์อะไรหรอก ฉันมันคนไร้ค่า อย่ามายุ่งกับฉันจะได้ไหม!

            ถ้าย้อนกลับไปดูการทดลองเมื่อกี้ คิดแบบนี้เสร็จเลยนะครับ เพราะสมองคนเรามันแยกไม่ออกระหว่างความคิดกับความจริง และทุกครั้งที่คิดเสร็จ ขั้นต่อไปของการใช้ชีวิตเราจะต้องพูดและทำตามต่อมา เมื่อคิดไว้แบบใดเราก็จะพูดและทำในแบบนั้นโดยไม่รู้ตัว ทุกพฤติกรรมที่แสดงออกจะเป็นผลพวงจากความคิดทั้งหมด ทั้งน้ำเสียง สีหน้า แววตา ท่าทาง นิสัย และรูปแบบการทำงาน

            นักคิดหลายคนให้ความเห็นว่า การคิดเชิงลบแบบนี้เป็นสัญชาตญาณที่ติดตัวเรามาตั้งแต่ยุคหิน เพราะเราต้องจับผิดสภาพแวดล้อมเพื่อมีชีวิตรอด ต้องคอยระแวงทุกสิ่ง ว่าถ้ำที่อยู่ปลอดภัยไหม ออกไปจะโดนสิงโตกินหรือเปล่า จับผิดตัวเองว่าฉันวิ่งเร็วพอไหม ถ้าเจอหมีฉันจะขึ้นต้นไม้ทันหรือเปล่า ถ้าเจองูฉันจะว่องไวพอที่จะลีกเลี่ยงไหม ฉันมีผลไม้และเนื้อมากพอที่จะผ่านฤดูหนาวไปได้ไหม

             ถ้ามองมุมกลับสำหรับยุคหินฟลิ้นท์สโตนส์นั้น ผมว่าความคิดแบบนี้เป็นความคิดเชิงบวกเสียด้วยซ้ำ เพราะมันทำให้เรามีชีวิตรอด เข้ากับยุคสมัยและสังคม(Time&Space) ผมว่าถ้าตอนนั้นใครมาบอกว่า “นี่ทุกคน พวกคุณคิดแบบนี้ไม่ได้หรอกนะ เราต้องคิดต่างซิ ต้องคิดแบบสร้างสรรค์ คิดแบบแหกคอกนิดๆ” ซึ่งในยุคนั้นผมว่าไอ้หมอนี่ตายก่อนเพื่อนเลย (ฮ่าๆ)

             ประเด็นคือ ทุกวันนี้เราอยู่ในโลกที่ต่างจากยุคหินฟลิ้นท์สโตนส์อย่างสิ้นเชิง เราไม่ต้องระแวงเพื่อที่จะมีชีวิตรอดในแต่ละวันมากเท่านั้นอีกแล้ว การคิดตามสัญชาตญาณจึงเก่า ล้าสมัย และเป็นผลร้ายมากกว่าผลดี เป็นเหมือนระบบปฏิบัติเก่ายิ่งกว่า Dos อีก แต่ในเมื่อมันเป็นสัญชาตญาณที่ติดตัวมาตั้ง 2,000 ปีจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเลิกได้ทันที ดังนั้นเราจะต้องฝึกให้รู้ทันความคิด

             ทุกครั้งที่คิดเรื่องแย่ๆ พึ่งระวังไว้ว่า นี่เป็นความคิดแบบยุคหิน เป็นความคิดที่ไม่ค่อยจะมีประโยชน์นัก ในช่วงแรกๆ อาจจะยากมากเหมือนการฝึกซิตอัพ หรือวิ่งรอบสนาม แต่ขงจื้อบอกไว้ว่า “การเดินทางหมื่นลี้ต้องมีก้าวแรก” การรู้ให้ทันความคิดก็ต้องมีก้าวแรกเหมือนกัน

              ในเมื่อสมองคนเรามันไม่แยกไม่ออกระหว่างความคิดกับความจริง การเอาความคิดแย่ๆ มาทำร้ายตัวเองเป็นเรื่องที่ไม่ควร มันเป็นเพียงความคิด 90% ที่เราไม่เคยควบคุมมันได้ แต่หลังจากวันนี้เราน่าจะจะฝึกควบคุมมันให้ได้มากขึ้น ถ้ารู้สึกแย่ก็ต้องสับขาหลอกมันบ้าง ทุกครั้งที่รู้สึกไม่ดีอย่าไปสนใจมันเลย เอาเวลามาอ่านหนังสือดีๆ ดูหนังที่สร้างแรงบันดาลใจ ฟังเพลงคลาสสิกที่ให้ความผ่อนคลายดีกว่า สับขาหลอกให้สัญชาติญาณยุคหินหลงทางบ้างอะไรบ้าง

              เพราะคุณเป็นไปตามที่คิดว่าคุณเป็น!

 

 

Comment

Comment:

Tweet

มันก็คงเหมือนกับว่า ความคิด ดึงดูดสิ่งที่คิด

#12 By รัศม์อังคีรส (118.174.127.188) on 2012-04-15 11:45

การจงใจคิดบวกหรือคิดลบ ก็็ังนับว่าน้อย เมื่อเทียบกับจิตใต้สำนึกในระดับลึกลงไป

และมนุษย์ที่ยังไม่ผ่านการฝึกจิต ไม่สาทารถควบคุมความคิดตัวเองได้หรอก

#11 By ศรี on 2012-03-27 01:29

วันนี้กำลังแอบเฟลนิดๆอยู่เลยค่ะ ;^;
คนอื่นจะว่ายังไงไม่รู้ มันเป็นไปไม่ได้ที่การตัดสินใจของเราที่ว่าดีแล้ว คนอื่นจะมองว่าดีตามไปด้วย

ปล่อยความคิดคนอื่นเขาไป
นั่นความคิดของเขา ไม่ใช่ของเรา
แล้วทำสิ่งที่เราคิดว่าดีที่สุดดีกว่า! big smile big smile big smile

Hot! Hot! Hot!

#10 By neyneena on 2012-03-25 19:37

ถูก..เราจะเป้นไปตามสิ่งที่เราคิดว่าเราเป้น...แต่บางครั้งความคิดเก่าๆ ก็อาจใช้ได้บ้าง แต่ก็ไม่เสมอไปแหละcry
จิต มีอำนาจสั่งสม surprised smile Hot! Hot! Hot!

สติ รู้เท่าทัน อารมณ์ double wink

#8 By บุรุษนิรนาม on 2012-03-25 14:40

ชอบมากค่ะ เรื่องความคิดนี่น่าสนใจมากจริงๆ

#7 By ald_aruza on 2012-03-24 23:02

จะเอาไปปฏิบัตินะ
สอง ฮ่าๆๆ
big smile open-mounthed smile confused smile Hot! Hot! Hot!

#6 By Nirankas on 2012-03-24 22:54

เชื่อค่ะ big smile Hot!

#5 By ตรีพันธ์ on 2012-03-24 21:00

ความคิดถ้าเราควบคุมมันได้

เราก็จะสามารถทำอะไรได้อีกเยอะเลยล่ะครับ

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#4 By K ToKa on 2012-03-24 19:05

โอ๊ย โดนค่ะ cry Hot!

#3 By RaveN on 2012-03-24 18:41

ชอบบบบบบบค่ะ

เห็นด้วยมากมาก ถ้าเราคิดดีดี บอกกับตัวเองดีดี วันละหลายหลายรอบ ตัวเราจะเหมือนโดนคาถานะจังงัง จะ "ดีดี" ไปตามที่คิดเลยเชียวค่ะ

^_____^

#2 By polaris (110.49.58.181) on 2012-03-24 17:56

Hot! Hot! Hot! ชอบครับ!โดนเลย!

#1 By herepad on 2012-03-24 17:16