ภาพ: ฮารูกิ มูราคามิ

 

            ถ้ามีเด็กรุ่นใหม่สองคน คนแรกเดินมาบอกว่าอยากเป็นนักเขียน กับอีกคนเดินมาบอกว่าอยากเขียนหนังสือ คุณคิดว่าเด็กสองคนนี้ใครจะได้เป็นนักเขียนที่สร้างสรรค์กว่ากันครับ?

            ให้เวลาคิดแป๊บหนึ่ง

            ติ๊กตอก ติ๊กตอก ติ๊กตอก

 

 

 

            แต่ถ้าไม่อยากคิดให้เมื่อยก็ขอเฉลยเลยดีกว่า

            คำตอบคือ 50/50 ครับ เพราะจะเป็นนักเขียนได้หรือไม่ได้นั้นขึ้นอยู่กับการลงมือทำมากกว่า

            ไม่ได้อยู่ที่คำพูดหรอก เพราะใครๆ ก็พูดได้ครับ (กำปั้นทุบดินมาก)

            แต่ในโอกาส 50/50 นี้ถ้าลงพนัน ผมเล่นข้างคนที่บอกว่า ‘อยากเขียนหนังสือ’ หมดตัวนะครับ

            เพราะจากคำพูด ทั้งคู่โฟกัสเป้าหมายไม่เหมือนกันเลย

            คนแรกที่บอกว่า ‘อยากเป็นนักเขียน’ สมองจะโฟกัสไปที่ภาพความสำเร็จ ภาพหนังสือออกมาเป็นเล่ม ยืนแจกลายเซ็นในงานหนังสือ มีคนสัมภาษณ์ลงนิตยสาร จะมองเห็นหน้าปกหนังสือ ใช้กระดาษยังไง มีรูปประกอบแบบไหน มีแนวทางของตัวเองยังไง ได้รับคำชมมากแค่ไหน และถ้าฝันเยอๆ ฟุ้งๆ หน่อยก็จะจินตนาการว่าตัวเองมีโอกาสเป็นแบบเจเคโรลลิ่งเมืองไทย โดยไม่ทันคิดเลยว่าเหตุการณ์แบบเจเคโรลลิ่งนั้นร้อยปีมีหนเดียว(และเกิดในประเทศที่การอ่านแข็งแรงมากกกกก) ซึ่งเคสแฮรี่ พอตเตอร์นี้ให้เอามาเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานได้ครับ แต่ไม่ควรเอาอย่าง เพราะอาจจะยากกว่าการถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1 อีก เป็นการลุ้นเพื่อจะเป็นนักเขียนแบบเสี่ยงโชคเกินไปหน่อย (นะจ๊ะ)

            ต่างจากคนที่สองที่บอกว่า ‘อยากเขียนหนังสือ’ สมองเขาจะโฟกัสไปที่การเขียนเป็นหลัก ถ้ามุ่งมั่นสักหน่อยก็จะลบคำว่าอยากทิ้งไปจนเหลือแค่ ‘เขียนหนังสือ’ ได้ และเขาจะแบ่งเวลาหลังจากเลิกเรียนหรือเลิกงานมาเขียนอะไรสักอย่างที่ตัวเองชอบ จะลองผิดลองถูกไปเรื่อย บางทีก็เขียนได้ บางทีก็เขียนไม่ได้ แต่เวลาส่วนใหญ่ก็จะยุ่งอยู่กับการเขียนอย่างอย่างเต็มที่โดยเจือความรู้สึกสนุกสนานและความเชื่อมั่นในตัวเองเพิ่มมากขึ้นทุกวันๆ

             เมื่อเขียนประมาณหนึ่งก็จะมีต้นฉบับออกมาเอง เสร็จแล้วก็มักจะเอาไปให้คนใกล้ชิดอ่านเพื่อฟังคำวิจารณ์และนำมาพัฒนาต่อ จนเพื่อนๆ ยุให้ส่งสนพ. ไม่ได้สนใจเลยว่า ปกหรือรูปเล่มจะเป็นยังไง แล้วก็เขียนอะไรต่อไปอีกแบบหนุกๆ ทดลองเขียนแนวใหม่บ้างอะไรบ้าง เปิดโอกาสให้ตัวเองเรียนรู้ ไม่ได้จำกัดตัวเองจนเกินไปว่าจะต้องเขียนแบบเดิม เพราะความรู้สึกอยากเขียนมันเปี่ยมล้นและรู้สึกดีใจทุกครั้งที่ได้เขียนเล่น แล้วจู่ๆ งานที่ส่งไปก็มักจะได้ตีพิมพ์ออกมา แล้วกระบวนการไปแจกลายเซ็น สัมภาษณ์ นู้นนี่นั่นมันก็ตามมาเองโดยไม่ได้คาคคิด โดยที่เขายังสนุกกับการเขียนต่อไปโดยไม่ย่อท้อ เพราะตั้งโจทย์ไว้ว่าอยากเขียนหนังสือ(จนตัวสั่น)

            และเมื่อเวลาผ่านไป 5 ปี(ไม่ค่อยนานหรอกครับ) คนที่สองมักจะมีต้นฉบับไม่ต่ำกว่า 15 เรื่อง ในขณะที่คนแรกอาจจะมีต้นฉบับเพียงชิ้นเดียว

            คนหนึ่งโฟกัสไปที่เหตุ คนหนึ่งโฟกัสไปที่ผล

            สร้างความน่าจะเป็นต่างกันถึง 15 ต่อ 1 เชียวนะ

            ถึงแม้ละครจะจบไปแล้วแต่ยืนยันว่าคนที่สอง

            ‘เป็นต่อ’ จริงๆ ครับ

           

           

หมายเหตุ: หนังสือเกี่ยวกับการเขียนที่น่าสนใจ

1) On the Writing ของสตีเฟ่น คิงส์ เล่มนี้มีฉบับภาษาไทย แต่ออกมานานแล้วอาจต้องหาซื้อตามร้านมือสองครับ

2) 100 คำถามสร้างนักเขียน ของคุณฟีลิปดา เหมาะกับคนที่อยากเขียนนิยายมากกก

3) คุยกับหนอน ของคุณวินทร์ เลียววาริณ พาร์ทที่คุยกันเรื่องการเป็นนักเขียน

4) อีกเล่มที่เกี่ยวนิดๆ คือ การ์ตูนเรื่องเรื่อง Bakuman ครับ:) 

 

Comment

Comment:

Tweet

เห็นด้วยค่ะ

#36 By Tantawan (103.7.57.18|118.175.67.105) on 2012-10-16 20:23

โอ้ ขอบคุณมากค่ะที่ทำให้คิดได้
อ่านแล้วต้องย้อนกลับมามองตัวเองเลย ว่าเราอยากเป็นแบบไหน (ดูแล้วเราอยากเป็นทั้งสองอย่าง แต่ความอยากอย่างหลังมีน้อยกว่า)
ตอนนี้หนูคงต้องเปลี่ยนความอยากมาเป็นอย่างหลังแทนแล้วล่ะค่ะ confused smile

จัดเต็มค่ะ Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#35 By Mo on 2012-04-29 13:03

ทำไมเวลาแทงหวย..ไม่ถูกน้อเรา!!!!!Hot! Hot! Hot!

#34 By jeabjung on 2012-04-27 16:45

อย่างนี้แสดงว่าเราต้องตั้งโจทย์ให้ตัวเองให้ถูกต้องก่อนสินะ

แล้วสัปเหร่ออย่างเราจะตั้งโจทย์ว่าอะไรน้าembarrassed big smile sad smile

#33 By lunatic_girl on 2012-04-25 16:06

ขออนุญาต จขบ...เอาบทความนี้ไปดัดแปลงใช้กับการศึกษาที่ Entry นี้นะครับ...http://archrmutsb.exteen.com/20120420/entry

โดนใจมากกับความแตกต่างของสองความคิดในเส้นทางเดียวกันแบบนี้มาก

ขอพระคุณมากครับ...confused smile confused smile confused smile Hot! Hot! Hot!

#32 By archrmutsb on 2012-04-25 13:05

ไม่เคยคิดเลยว่าเป้าหมายของสองอย่างนี้จะต่างกัน
พออ่านแล้วก็รู้สึกว่า จริงด้วยแฮะ
คิดว่า คนที่บอกว่าอยากเป็นนักเขียน นานๆไปอาจจะไม่อยากเป็นแล้วก็ได้ถ้ารู้สึกว่าอยากทำอย่างอื่นมากกว่า โอกาสสำเร็จน้อยกว่า หรือมันไม่ใช่แนว
แต่คนที่บอกว่าอยากเขียนหนังสือ ดูจะ "เขียน" เพราะความชอบมากกว่า อะไรก็ตามที่ทำเพราะว่าชอบน่าจะดำรงอยู่นานกว่า และก็ไม่รู้สึกว่าการเขียนเป็นหน้าที่หรือสิ่งที่ต้องทำ แค่เป็นสิ่งที่ "อยาก" ทำ

#31 By @khaifak on 2012-04-25 00:21

Hot! Hot! Hot!

Hot ครับเรื่องนี้ ชัดเจน ในความหมาย...

อ่านแล้ว เหมือนมีแรงอะไรบางอย่างมากระตุ้นให้อยากเขียน... big smile big smile

#30 By AML story on 2012-04-24 22:06

ชอบเอนทรี่นี้จริงๆค่ะ

#29 By MEISANMUI™ on 2012-04-24 21:14

สำหรับผมมองว่า
ไม่สำคัญเค้าจะพูดอะไร
มันสำคัญว่าเค้าทำอะไร
ทำจนเป็นนิสัย หรือ แค่วันละนิด

#28 By ของขวัญวันเกิด (171.4.154.234) on 2012-04-24 20:04

ว่าอย่างนี้จริงๆครับ big smile Hot!
ฉะนั้น เราต้องลงมือทำ ก่อนสิ่งอื่นใด ใช่มั้ยคะ ^^
ขอบคุณมากๆค่ะ

Hot! Hot! Hot!

#26 By Ko-i.Kay on 2012-04-24 02:08

ความคล้ายกับ...คนที่อยากเรียนสถาปัตย์ กับ คนที่อยากเป็นสถาปนิก
พลังย่อมแตกต่าง...Hot! Hot! Hot! big smile

#25 By Ruj Rattanapahu on 2012-04-24 00:41

ทำไปด้วยใจดีทีสุด

#24 By ed cartoon on 2012-04-23 22:06

หนูอยากเป็นนักเขียน เพราะอยากจะใช้ชีวิตอยู่กับตัวหนังสือ อยู่กับสิ่งที่ตัวเองรัก

หนูว่า คิดแบบไหนก็ไม่ต่างกัน แต่สิ่งที่ทำให้ต่างคือการลงมือทำและวิธีการที่ทำมากกว่าค่ะ big smile

#23 By เฉื่อยชา on 2012-04-23 19:39

100คิด ไม่สู้ 1มือทำ

ขอบคุณครับ

(;

#22 By 9'Ped on 2012-04-23 16:24

ชอบมาก โดยสุดๆเลย ><b
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#21 By redpear on 2012-04-23 14:47

Hot! Hot! Hot! Hot!

#20 By GOD on 2012-04-23 13:01

กระบวนท่าจิตปล่อยวางนั่นเอง Hot! Hot! Hot!

#19 By Thai_RF_Engineer on 2012-04-23 12:35

ได้กลับไปคิดอีกเยอะเลยครับHot!

#18 By GUMBEAR on 2012-04-23 12:27

อ่านแล้วจุกwink
ชีวิตต้องคิดอะไรให้มากสินะ ^^

#17 By Domino on 2012-04-23 12:20

@13 โอ้.. เหอะๆ

#16 By GotACurvedSword on 2012-04-23 12:20

2 คำที่คล้ายกัน
แต่ให้ผลต่างกันมากเลยนะครับ

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#15 By K ToKa on 2012-04-23 12:07

ต้องลงมือปฎิบัติ ณ เดี๋ยวนี้ เลยสินะคะ :D Hot! Hot!

#14 By Runako@JISAME. on 2012-04-23 12:07

ผมว่าเป็นที่ระบบกระบวนทัศน์ทางความคิดนะครับ...

ฟังนักเขียนชื่อดังคนหนึ่งก็บอกว่า
ให้ "อยากเป็นนักเขียน" ไม่ใช่ "ทำหนังสือสักเล่ม"

หรืออย่าง รอนด้า เบิร์น ก็ให้
"จินตนาการความสำเร็จ" และลงมือทำ

ด้วยมโนภาพแบบที่คุณ บรรยายขั้นต้นเลยนะ

ครั้งนี้ครั้งแรก ที่อยากเขียนว่า "ไม่เห็นด้วย"
กับบทความนี้...

#13 By วิหคสีคราม on 2012-04-23 11:33

เห็นด้วยเลย

#12 By tpoey-lulla on 2012-04-23 11:26


Hot! Hot! Hot!

A_,A+*/ คลี่พัดแล้วโบกเบาๆ

ไหนลองเอาสองอันมาบวกกันสิฮะ รับรองได้100เปอร์เซ็นต์แน่ๆฮะ

O_O เอ๊ะ ! ครู ...เอ๊ะ! ตรูก็ว่าแล้ว จริงด้วย แหมA_A+ จริงๆตรูก็รู้อยู่แล้วล่ะ ใครๆก้อบวกเลขเป็นอย่ามาดูถูกกันนาเฟร้ยเฮ้ย!<< ฮับ=w=+ ผมก็คิดงั้นแหละฮับ O_O ???

แต่ถ้าอยาก "เกินๆ"เหมือนผมนะฮับ ต้องบวกเพิ่มอีกหน่อยฮะ

คือ....


.
.
.
ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ฮับ

แต่ใช้ยังไงผมก็บอกไม่ถูกเหมือนกันฮับsad smile <<< ผมก็เหมือนกันฮับ ผมก็ใช้ๆไปงั้นแหละฮะ ตามสัญชาติญาณฮะ *-* (ทำตาแสดงความนัย)

ลงชื่อ

Hermes ที่อยากมาป่วนBlogชาวบ้านเขาแก้เครียดฮับ ใจร่มๆนะฮับ =w=+ ผมเห็นคุณเขียนดีฮับ แต่แอบแซวใครบางคนที่คุณก็รู้ว่าใครเล็กน้อยผมเลยมาเป็นแขกรับเชิญ(?) ตามคำหลอกล่อฮับquestion

M_-_-_M ขอบคุณฮับ ...




แต่คราวหน้าผมว่าบอกผมก่อนก้อดีนิดนึงนะฮับป๋มตกใจฮับ


A_,A+*/ คลี่พัดโบกให้เจ้าของBlog ใจร่มๆดีจังเลยฮับ

#11 By kynra on 2012-04-23 11:25

ชอบมากเลยค่ะ Hot! Hot! Hot!

#10 By bAmSumi on 2012-04-23 10:47

เริ่มอยากลงมือเขียนแล้วล่ะสิ big smile

#9 By กุ๊กๆๆ_____,,* on 2012-04-23 10:30

ได้แนวคิดอะไรดีๆเยอะเลยค่ะ ขอบคุณนะคะ XD

Hot! Hot! Hot!

#8 By Alancia on 2012-04-23 07:31

5 ปี 15 เรื่อง เฉลี่ยปีละ 3 เรื่อง โอ้แม่เจ้า!

ว่าแล้วก็กลับไปก้มหน้าก้มตาเขียนต่อ big smile Hot!

#7 By ตรีพันธ์ on 2012-04-23 05:43

เขียน เขียน เขียนopen-mounthed smile confused smile Hot! Hot! Hot!

#6 By บุรุษนิรนาม on 2012-04-23 05:10

Hot! Hot! big smile
คันไม้คันมือแล้วล่ะ....

#5 By จ่าไก่ on 2012-04-23 03:19

Hot! Hot! Hot! Hot!

#4 By herepad on 2012-04-23 01:47

โอ้ เห็นด้วยอย่างยิ่ง
มามุ่งมั่นทำให้ความฝันเป็นจริง
ด้วยการลงมือปฏิบัติกันเดี๋ยวนี้เลยดีกว่า
สอง ฮ่าๆๆ
Hot! Hot! Hot!

#3 By Nirankas on 2012-04-23 00:56

ได้คิดไรเยอะเลย ขอบคุณค่ะHot! big smile
Hot! Hot! Hot!

ชอบตรงโฟกัสที่เหตุ กับโฟกัสที่ผลครับ..

จากที่อ่านแล้ว รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ

และทิศทางที่โฟกัสนั้นแหละ ที่จะเป็นตัวกำหนดเส้นทางเดิน^^

confused smile confused smile confused smile