1. หนังสือเล่มนี้เขียนและแปลโดย?

            หนังสือเล่มนี้เขียนโดย อ.คิมรันโด แห่งมหาวิทยาลัยโซล ส่วนผู้แปลคือ คุณวิทิยา จันทร์พันธ์ เป็นนักแปลอิสระ และเจ้าของโรงเรียนสอนภาษาพราวที่จังหวัดชลบุรีครับ

 

2. เล่าถึงประวัติและผลงานคร่าวๆ ของผู้เขียนและผู้แปล

            อ.คิมรันโด เรียนจบปริญญาตรีด้านกฎหมาย ต่อโทด้านบริหาร และจบปริญญาเอกที่ม.เซาเทิร์นแคลิฟอร์เนี่ย ก่อนกลับมาทำงานเป็นอาจารย์ที่ภาควิชาการบริโภค คณะเคหะศาสตร์ มหาวิทยาลัยโซล ปัจจุบันเป็นวิทยากร เคยบรรยายให้ บ.ซัมซุง แอลจี ล๊อตเต้ เป็นคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ ผลงานที่ผ่านมาเป็นตำราเรียน 4-5 เล่ม เช่น  ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ครัวเรือและภาครัฐ ทฤษฎีข้อมูลผู้บริโภค

            ส่วนคุณวิทิยา ผู้แปล เรียนจบจากคณะมนุษย์ศาสตร์ เอกภาษาเกาหลี ม.บูรพา เคยทำงานเป็นล่ามและอ.สอนภาษาเกาหลีที่ม. ศิลปกร ก่อนรับทุนรัฐบาลเกาหลีไปต่อโทที่ Korea University ปัจจุบันเป็นนักแปลอิสระ ผลงานที่ผ่านมาคือ ขโมยสมองไอน์สไตน์,วิชาเศรษฐี, เรียน 9 ได้ 10 เก่งอังกฤษขั้นเทพ

 

3. มีกระบวนการทำงานอย่างไรตั้งแต่ซื้อลิขสิทธิ์มาแปลจนตีพิมพ์เป็นหนังสือ

            สรุปเป็น 10 ข้อสั้นๆ แล้วกันนะครับ

            ข้อแรก หลังจากอ่านเนื้อหาคร่าวๆ แล้วมั่นใจว่าให้อะไรกับคนอ่าน ซึ่งต้องตรงกับแนวทางของ สนพ. ก็จะติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์ ข้อ 2. ติดต่อนักแปลที่มีฝีมือและอยากทำงานชิ้นนี้  3.บรรณาธิการจะคิดให้จบว่าหนังสือควรจะมีหน้าตาอย่างไร ให้อารมณ์แบบไหน เวลาไปอยู่ในร้านหนังสือแล้วจะอยู่หมวดใด เลือกกระดาษเนื้อใน เลือกกระดาษปก เลือกขนาด คิดภาพรวมของหนังสือทั้งหมด  4. หานักวาดภาพประกอบและนักออกแบบปก 5.เมื่อได้ต้นฉบับแปลมาแล้ว บรรณาธิการจะแก้ไขหรือ Edit ต้นฉบับ ปรับปรุงสำนวนอีกครั้ง 6. บก.จะส่งงานให้ซับอิดิเตอร์ตรวจทานความถูกต้องของต้นฉบับ 7.กราฟิกออกแบบรูปเล่มโดยแชร์ความคิดกับบรรณาธิการ  8. เคาะวรรคและพิสูจน์อักษรอีก 3-4 รอบ  9.บก. ตรวจเนื้อในและแก้ไขเป็นครั้งสุดท้าย อีกสองรอบ 10. ตรวจปกและปรับแก้ ถ้าปกและเนื้อในโอเคก็จะส่งงานเข้าโรงพิมพ์ครับ

 

4. ทำไมถึงเลือกหนังสือเล่มนี้มาแปล

            หลักๆ คือ เนื้อหาที่เป็นเหมือนของขวัญจากรุ่นพี่ที่มอบให้แก่คนหนุ่มสาว แนะนำว่าจะผ่านช่วงเวลาที่สับสนในชีวิตไปได้อย่างไร หนังสือแนวนี้ที่เมืองไทยยังไม่มี ที่สำคัญคือช่วยสร้างแรงบันดาลใจ กำลังใจ และกระตุ้นให้คนหนุ่มสาวตระหนักถึงคุณค่าในตัวเอง ทบทวนตัวเองอยู่เสมอ เพื่อค้นหาตัวเองให้เจอ  จะได้เกิดพลังในการดำเนินชีวิต และทำความฝันให้เป็นจริง ซึ่งตรงกับแนวทางของ สนพ.พอดีครับ

 

5. อะไรคือจุดเด่นหรือความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้

            หนังสือเล่มนี้เป็นความเรียงเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่คนหนุ่มสาวต้องพบเจอ จุดเด่นของหนังสือ คือ ทำให้ผู้อ่านได้กลับมาทบทวนตัวเองครั้งใหญ่มากๆ ในสิ่งที่กำลังทำอยู่ ทั้งเรื่องการเรียน อาชีพการงาน การมีความฝันและโอบกอดความฝันนั้นเอาไว้โดยไม่ยอมแพ้ไปเสียก่อน การทำผิดพลาดดีกว่าไม่ทำอะไรเลย พร้อมทั้งมอบแนวทางในการดำเนินชีวิต เป็นคู่มือในการล่าฝัน ซึ่งจะช่วยประคับประคองและช่วยสร้างฝันให้เป็นจริงได้ครับ

 

6. เนื้อหาในหนังสือได้พูดถึงอะไรบ้าง ยกตัวอย่าง

            หนังสือเล่มนี้แบ่งเป็น 4 พาร์ทใหญ่นะครับ

            ในพาร์ทแรก “คำตอบนั้นไม่อาจหาได้จากที่ไหน นอกจากนัยน์ตาของคุณ” อ.พูดเรื่องการทบทวนตัวเอง ให้ค้นหาตัวเองว่าเราเป็นใคร ชอบอะไร อยากทำอะไร และทำอะไรได้ดีที่สุด

            อ.บอกว่า  ชีวิตคนเราไม่มีช่วงอายุใดที่เร็วเกินไปหรือสายเกินแก้  อยากให้ทุกคนมีชีวิตอยู่เพื่ออนาคต ความฝัน และความปรารถนา / จงอย่าหมดหวังกับชีวิต / แต่ก็อย่ารีบร้อนเกินไปเพราะว่าดอกไม้แต่ละชนิดยังผลิบานในฤดูกาลของตัวเอง ตอนนี้อาจยังไม่ถึงช่วงเวลาของคุณ แต่ถ้าฤดูกาลนั้นมาถึง คุณจะงดงามไม่แพ้ดอกไม้ชนิดอื่น ดังนั้น ระหว่างรอคอยจงเตรียมพร้อม ทบทวนตัวเองอยู่เสมอ และเติมไฟฝันให้ชีวิตอย่าได้ขาด  จงเชื่อมั่นในพลังของตัวคุณ และเป้าหมายที่ตัวเองต้องการ โดยใช้วิธีการที่เหมาะสม และการลงมือปฏิบัติที่จริงจัง ทั้งสามประการนี้จะช่วยให้ชีวิตประสบความสำเร็จ

 

            ส่วนในพาร์ทที่ 2 “พื้นไม่ลึกเท่าที่คิด” พูดเรื่องการต่อสู้กับอุปสรรค เผชิญหน้ากับความขี้เกียจ เอาชนะตัวเอง และปฏิวัติตัวเองเสียใหม่ อ.บอกว่า วันนี้ คือเวลาที่มีค่ามาก อย่าเลื่อนสิ่งที่ต้องทำในวันนี้ไปทำพรุ่งนี้ / อ. บอกว่า อย่าจมอยู่กับความหดหู่และความเศร้า เธอคือเธอ แบงก์หมื่นวอน ถึงจะยับยู่ยี่เพียงใด มันก็ยังมีค่าเท่ากับหมื่นวอน ไม่อาจลดค่าลงเหลือพันวอนไปได้ ดังนั้นอย่าทรมานตัวเอง ห้ามเด็ดขาด!! และถ้าล้มเหลวหรือพ่ายแพ้ ก็ให้ยืนหยัดลุกขึ้นอีกครั้ง ชีวิตที่เหลือยังไม่จบลงง่ายๆ การทรมานตัวเองไม่ช่วยอะไรหรอก

 

            ส่วนพาร์ทที่ 3 “ปาฏิหารย์คือสิ่งที่สำเร็จได้ทีละเล็กละน้อย” พูดเรื่องการลงมือทำความฝันให้เป็นจริง อ.บอกว่า ถ้าฝึกซ้อมทุกวัน ฝีมือจะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ / ชีวิตของเราเป็นเสมือนจิ๊กซอว์ขนาดใหญ่ที่จะต้องต่อ “ทีละชิ้นๆ” ให้ประสานกันอย่างดี / ไม่มีใครรู้ได้ว่า ภาพจิ๊กซอว์ชีวิตจะออกมาเป็นอย่างไร จนกว่าจะต่อเสร็จ มีเพียงตัวเราเท่านั้นที่จะต้องต่อภาพนั้นขึ้นเองทีละน้อยทีละนิด / ความสำเร็จของชีวิตไม่ใช่ความสำเร็จยิ่งใหญ่เพียงครั้งเดียว แต่เป็นการถักทอชัยชนะขึ้นทุกวัน การเฝ้ารอชัยชนะแบบพลิกล็อก หรือรอจุดเปลี่ยน เป็นการเสียเวลาชีวิตในแต่ละวันไปโดยเปล่าประโยชน์

              ถ้าอยากจัดการเวลาได้ดี ต้องตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่สุด และเริ่มลงมือทำ / เราทุกคนมีโจรขโมยเวลาอยู่ในตัวเอง ถ้าไม่จับโจรขโมยเวลาให้ได้ก่อน ก็เป็นไปได้ยากที่เราจะสามารถจัดการเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ / ต้องถามตัวเองให้กระจ่างก่อนว่า ในอนาคตฉันอยากเป็นคนแบบไหน ปัจจุบันนี้ฉันกำลังทำอะไรอยู่ การครุ่นคิดเงียบๆ อาจทำให้คุณค้นพบความจริงที่ยิ่งใหญ่

             ถ้าลงทุนเรื่องใดก็ตามวันละ 1 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 1 ปี จะต้องเกิดอะไรดีๆ ขึ้นกับชีวิตแน่ๆ  / บิล เกตส์ จอมอัจฉริยะ วงดนตรีเดอะบีเทิลส์ ฯลฯ คนในกลุ่มนี้ล้วนแล้วแต่ประสบความสำเร็จโดยผ่านการฝึกฝนร่วมหนึ่งหมื่นชั่วโมง(ตามกฏ 10,000 ชั่วโมง ในหนังสือสัมฤทธิ์พิศวง) / และนักกีฬาที่มีความสามารถเพียงอย่างเดียว แต่ขาดวินัยในการฝึกซ้อม คนคนนั้นก็ไม่มีทางกลายเป็นนักกีฬาที่ยอดเยี่ยมได้

 

              ส่วนพาร์ทที่ 4 “พรุ่งนี้นำทางชีวิต งานของฉันนำทางชีวิต” พูดเรื่องการไม่ไหลไปตามกระแสสังคม โดยใช้เป้าหมายนำทาง อ.บอกว่า จงค้นหาพลังที่ซ่อนอยู่ จงสร้างโลกใหม่ขึ้นด้วยสองมือของคุณเอง อย่าให้กระแสสังคมนำพาคุณไป / มหาวิทยาลัยไม่ใช่เส้นชัย แต่คือจุดออกตัวสู่การแข่งขันอีกครั้งต่างหาก

              คนที่มีพลังผลักดันสังคมและเศรษฐกิจในระดับท็อปจริงๆ ส่วนใหญ่มักเรียนไม่จบ หรือไม่ก็เรียนจบจากมหาวิทยาลัยทั่วไป / อย่าลังเลใจที่จะเริ่มต้นทำงานในบริษัทขนาดเล็ก ข้อดีที่สุดในการทำงานที่นี่ คือได้ประสบการณ์หลากหลาย / ถ้าใครฝันจะทำธุรกิจของตัวเอง จงเข้าไปทำงานในบริษัทขนาดเล็ก เรียนรู้ว่าประธานและรุ่นพี่ที่ทำงานต้องพบเจอปัญหาอะไรบ้าง จะได้รู้ว่าต่อไปควรเตรียมตัวอย่างไร / ให้เลือกทำงานที่ตรงกับนิสัยตัวเอง อาจใช้เวลาลองผิดลองถูกอยู่พักใหญ่ กว่าจะได้เจออาชีพที่เหมาะสม แต่จงอย่าย่อท้อ โปรดพยายามต่อไป / อย่าลืมตั้งเป้าหมายในอนาคต วางแผนการชีวิตให้แน่ชัด หลังจากนั้นให้ใช้สิ่งนี้เป็นเกณฑ์ / ความพยายามทีละเล็กทีละน้อย จะช่วยรักษาชีวิตของคุณให้สมดุลและมั่นคง ปลายทางของความสมดุลมีความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่รอคอยคุณอยู่

 

7. หนังสือเล่มนี้เหมาะสำหรับผู้อ่านที่เป็นวัยรุ่นอย่างเดียวหรือเปล่า หรืออ่านได้ทุกวัย

            หนังสือเล่มนี้ตอนแรก อ.คิมรันโด เขียนขึ้นเพื่อมอบให้ลูกชายวัย 20 ปีและเพื่อนๆ ของลูก แต่ว่าสิ่งที่บรรจุอยู่ในหนังสือพูดถึงการเดินทางและการค้นหาตัวเองของคนตั้งแต่วัย 18 ปีขึ้นไปจนกว่าจะทำความฝันให้เป็นจริง ดังนั้นสำหรับคนอายุ 35 หรือ 45 ปีก็ยังอ่านหนังสือเล่มนี้ได้สนุก ทำให้ย้อนกลับไปมองตัวเอง ได้ทบทวนทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต และสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตจริงได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นคู่มือในการค้นหาตัวเองและใช้ชีวิตที่สร้างสรรค์ครับ ล่าสุดมีพี่ บก.วัย 34 ขวบคนหนึ่งบอกว่าน่าจะได้อ่านเล่มนี้ตั้งแต่ตอน 20 ไม่งั้นชีวิตคงจะมันส์กว่านี้เยอะ ซึ่งผมก็เห็นด้วย

 

8. ผู้อ่านจะได้อะไรจากการอ่านหนังสือเล่มนี้บ้าง

            หนังสือเล่มนี้บรรจุไปด้วยความหวัง ความฝัน และแรงบันดาลใจ แบบที่นานๆ ทีจะมีสักเล่ม ผู้อ่านอาจจะค้นพบแนวทางในการใช้ชีวิตของตัวเองก็ได้ครับ

 

 

 

หมายเหตุ: ขอขอบคุณคำถามจากรายการ Book Gang ครับ

Comment

Comment:

Tweet

อืม ได้ความรู้เยอะเลยครับ ขอบคุณครับผม

#15 By lamool on 2012-07-19 22:35

กำลังอ่านอยู่ค่ะ 
เป็นหนังสือที่ดีมากๆ เลย
มันตรงกับชีวิต ว่าเรากำลังสับสนเรื่องนี้อยู่
แล้วได้ถ้อยคำในหนังสือคอยแนะนำคอยปลอบใจ
ต้องขอ บคุณอาจารย์คิมมากๆ เลย
@nirankas เป็นการเปรียบเทียบระดับโลกมากครับ
@boynipan เอนทรี่นี่สรุปเนื้อหามากกว่าครับ
@godproject ไม่ลองไม่รู้ครับ
@play-manga-man ขอบคุณครับ
@kortvtour ทำสิ่งหนึ่งทุกวันเก่งแน่นอนครับ
@dpartwork อ่านเพลินดีครับดื้อbig smile
@marina471 ระดับมารีน่าไม่ต้องอ่านหรอก ยืนยัน
@deciso รู้สึกเช่นเดียวกันครับ
@treepunt สรุปเนื้อหาทั้งเล่มมากกว่าครับ
@int-gen ดีใจที่อ่านอยู่นะครับ
@redstar ไม่ลองไม่รู้ฮัฟ
@herepad ไม่เป็นไรครับ
ขอบคุณที่พิมสิ่งดีๆให้อ่านครับdouble winkHot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#12 By herepad on 2012-07-16 11:38

น่าลองไปหามาอ่านแฮะ
ผมกำลังอ่านเรื่องนี้อยู่พอดีเลยครับ
เหมาะมากสำหรับวัยนี้ วัยที่บางทีความคิดของเราก็ยังคงไขว้เขวอยู่ 

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#10 By K ToKa on 2012-07-14 21:06

แอบมีเบื้องหลังการถ่ายทำ confused smile Hot!

#9 By ตรีพันธ์ on 2012-07-14 20:05

เราอ่านและรู้จักหนังสือเล่มนี้เพราะเธอคนเดียวเลยนะเนี่ย...แต่ว่า เราคิดลึกเกินหนังสือเล่มนี้ไปหลายเท่าตัวนักเราเลยไม่ประทับใจหนังสือเล่มนี้เท่าไหร่ อาจเป็นเพราะเราไม่ใช่วัยรุ่นและไม่เคยโต =O= เราจึงไม่เจ็บปวดอีกแล้นนน...แต่ก็เป็นการเปิดโลกทัศน์ที่ดีจ้าcry
อ่านแล้วค่ะ รู้สึกมีแรงใจขึ้นเยอะเลยbig smile

#7 By Deciso on 2012-07-14 18:25

Hot! Hot! Hot! หนังสือเล่มนี้ดีมากๆbig smile

#6 By dp on 2012-07-14 11:10

กฏ 10,000 ชั่วโมง อันนี้น่าสนใจถ้าทุกคนนำไปใช้กับตัวเองต้องเกิดเรื่องดีๆขึ้นแน่ๆ big smile Hot!
ขอบคุณที่แนะนำหนังสือดีๆให้อ่านค่ะ

#5 By fonnie0116 on 2012-07-14 10:00

Hot! Hot! Hot! เยี่ยมเลยครับ big smile

#4 By PlAY on 2012-07-14 09:58

น่าอ่านจัง  Hot! Hot! Hot!

#3 By GOD on 2012-07-14 09:44

Hot! Hot! Hot!

ได้รู้เบื้องหลังการทำด้วย..

ดีจังครับ^^confused smile confused smile confused smile
ชอบแบงค์หมื่นวอน
สอง ฮ่าๆๆ
big smile big smile big smile Hot! Hot! Hot!

#1 By Nirankas on 2012-07-14 08:29