Life

            พวกเราในสังคมสมัยใหม่นั้นล้วนกำลังเหนื่อยอ่อนและใช้ชีวิตอยู่ด้วยความหมดหวัง ปัญหาหลายสิบรุมเร้าจนทำให้มองไม่เห็นทางออก ทั้งปัญหาส่วนตัว สังคม รถติด ชีวิตเร่งรีบ เพื่อนร่วม หัวหน้า แย้งกันกินแย้งกันใช้ ชีวิตสมัยใหม่กำลังฉีกกระฉากเราออกเป็นชิ้นๆ ทำให้ไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปพึ่งใครดี เพราะผู้นำสังคมทุกสมัยก็ไม่ได้มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาการมีชีวิตที่ดีของผู้คนในระยะยาว เน้นแต่การเล่นเกมการเมือง ลดแลกแจกแถม มองเห็นผู้คนไม่ต่างจากผู้บริโภคที่เอาโปรโมชั่นมาล่อ หรือเป็นผู้ใหญ่ที่เอาของรางวัลมาหลอกเด็ก ไม่นับปัญหาคอรัปชั่นที่เริ่มกลายเป็นวัฒนธรรม แม้แต่เด็กๆ ก็ยังโกงข้อสอบกันอย่างสนุกสนาน

            ซึ่งสังคมไทยไม่มีไอดอลที่จับต้องเป็นรูปธรรมได้ เราอาจมีไอดอลที่ประสบความสำเร็จในสาขาวิชาชีพของตน แต่ว่าเรายังไม่มีไอดอลที่เป็นผู้นำของคนจากทุกสาขาอาชีพได้ ไอดอลหลายๆ คนที่เห็นล้วนบอกเราเสมอว่าให้ทำตามอย่างพวกเขาแล้วจะประสบความสำเร็จ ทว่าคนแต่ละคนต่างมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองและมีต้นทุนที่ไม่เท่ากัน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครจะคัดลอกความสำเร็จของกันและกันได้ ซึ่งการใช้ชีวิตโดยไร้ความหวังก็ไม่ต่างจากเครื่องยนต์ขาดน้ำมันหล่อลื่น อาจวิ่งไปได้สักพักหนึ่งแต่ไม่นานเครื่องคงพังแน่ๆ ดังนั้นคำถามที่น่าสนใจคือ พวกเราควรจะหันหน้าไปพึ่งใคร

            ในหนังสือหลายๆ เล่มพูดเรื่องการมีจุดมุ่งหมายในชีวิต นักคิดนักเขียนหลายคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้าอยากจะมีชีวิตที่ดีต้องมีเป้าหมายอะไรสักอย่างหนึ่ง เพราะจะกลายเป็นจุดมุ่งหมายให้เราเดินทางไปถึง ต่างจากการใช้ชีวิตโดยไม่มีเป้าหมายเพราะจะทำให้สับสนงุนงงและไร้ทิศทาง วอชิงตัน เออร์วิง เคยกล่าวไว้ว่า “คนฉลาดมีเป้าหมาย คนอื่นๆ มีแต่ความปรารถนา” เพราะว่าเป้าหมายเป็นส่วนช่วยให้เรามีแรงผลักดันในชีวิตเพื่อเริ่มทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จ ต่างจากความปรารถนาที่เต็มไปด้วยความอยากที่อาจไม่นำไปสู่การลงมือทำ บ่อยครั้งเราจะจึงมักจะได้ยินได้ฟังผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตพูดเรื่องเป้าหมายที่ชัดเจน ฝันเห็นได้ จนกลายมาเป็นหลักในการดำเนินชีวิตประการหนึ่ง

            แล้วถ้าชีวิตไม่มีเป้าหมายล่ะจะผิดไหม อันที่จริงก็ไม่น่าจะผิดอะไร ถ้าหากใครคนนั้นใช้ชีวิตด้วยความเบิกบาน อารมณ์ดี และมีความสุขได้ตลอด แสดงว่าเขาคนนั้นต้องมีต้นทุนชีวิตที่ดีในระดับหนึ่ง มีทัศนคติชีวิตที่ดี อยู่กับปัจจุบันขณะได้โดยไม่ฟุ้งซ่านกังวลถึงอดีตที่ผ่านมาแล้ว และคาดหวังถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึง แต่สำหรับใครทีชีวิตไม่มีความสุข รู้สึกทุกข์ทรมาน ไม่เป็นไปตามความต้องการของตัวเอง เริ่มซึมเศร้าและหมดหวัง เป้าหมายอะไรสักอย่างหนึ่งจะช่วยให้อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป และหากเป้าหมายท้าทายต่อความสามารถแบบยากง่ายกำลังดี ก็จะทำให้มีชีวิตสนุกสนานไม่ต่างจากการผจญภัยหรือเล่นเกมสักเกมหนึ่ง ราล์ฟ วอลโด อีเมอร์สัน เคยกล่าวไว้ว่า “ไม่ว่าใครจะเล่นเกมอะไรกับเรา เราต้องไม่เล่นเกมกับตัวเอง” ผมเชื่อในตรรกกะนี้แต่คิดว่าเราควรต้องฝึกเล่นเกมกับตัวเองบ้าง หากชีวิตประจำวันไม่สนุกสนานก็คงไร้แรงใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป ถ้าทำได้เราจึงควรเล่นเกมกับตัวเอง มองชีวิตเป็นด่านๆ อัพเลเวล สะสมความสามารถ ซื้อตำรา ไอเทม และสร้างพันธมิตรกันไป เมื่อถึงเวลาก็ชวนกันไปรับเควสล้มบอสใหญ่ๆ สักทีหนึ่ง

            เป้าหมายนั้นสำคัญพอสมควรเพราะเป็นจุดเริ่มต้นของการกำหนดทิศทาง ปล่อยวางความสับสน และตัดเรื่องไม่สำคัญทิ้งไป ทำให้เราโฟกัสชีวิตได้ชัดเจนมากขึ้น หากเป็นการเดินทาง การรู้ทิศทางของดวงดาวหรือมีเข็มทิศย่อมดีกว่าการไม่รู้อะไรเลย อย่างน้อยจะได้ไม่เดินหลงไปตลอดชีวิต ปัญหาและอุปสรรคในชีวิตก็จะกลายเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไปที่เข้ามาชั่วครั้งชั่วคราว เพราะขณะที่เรามุ่งหน้าไปสู่เป้าหมายเรื่อยๆ เราก็จะปืนข้าม เดินอ้อม หรือสร้างสะพานข้ามผ่านมันไปในที่สุด

            ทว่าคงไม่ดีแน่หากเราจะหวังให้สังคมหรือสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่ในขณะนี้มาส่งผลและผลักดันเรา เพราะสังคมปัจจุบันกำลังป่วยไข้ไม่ต่างจากแผลอักเสบที่กลายเป็นหนอง หมักหมมไว้ด้วยปัญหานานานัปประการ รอวันแตกระเบิดออกมาเพื่อเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง นี่คือรอยต่อของยุคสมัย ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงจากยุคดิจิตอลไปสู่ยุคความคิดใหม่(Conceptual Age) ที่อีกไม่นานคนรุ่นเก่าจะผ่านพ้นไปและคนรุ่นใหม่จะเข้ามามีบทบาท ซึ่งเราต้องรอคอยและมีความหวังต่อตัวเองว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะคนเราควรจะมีชีวิตที่ดีขึ้นในทุกวัน แม้วันละเล็กละน้อยก็ยังดี เพราะท้ายที่สุดเล็กๆ น้อยๆ นั่นแหละจะรวมกลายเป็นชีวิตที่ดีขนาดใหญ่ด้วยตัวมันเอง และถ้าชีวิตของเราดีขึ้นทุกวัน ครอบครัวของเราก็จะดีขึ้น และสังคมเราก็จะดีขึ้นโดยอัตโนมัติ

            สุดท้ายแล้วเราไม่จำเป็นต้องหันหน้าไปพึ่งใคร เพราะคนที่ฝากความหวังได้อยู่ในตัวเราเอง

             

           ภาพประกอบ:http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1348802282&grpid=03&catid=03           

 

การตัดสิน(ใคร)

posted on 31 Oct 2012 00:52 by porglon in Life

         

ภาพ Keroro_Gunso_Team_Cosplay_by_YukiMiyasawa


           เราทำอะไรสักอย่างขึ้นมาก็เพราะชอบ ดังนั้นคงไม่อยากให้ใครมาตำหนิว่าห่วยและไม่ดี เพราะชอบเราก็เลยทำแบบนั้น ถ้าไม่ชอบคงไม่ทำ ในทางกลับกัน เมื่อคนอื่นทำอะไรสักอย่างขึ้นมาถึงแม้จะดูห่วยและไม่ดีในสายตาเรา ก็แสดงว่าเขาน่าจะชอบและมีเหตุผลที่ทำแบบนั้น

           หากเอาใจเขามาใส่ใจเราจะเห็นว่า เราไม่มีสิทธิ์ตัดสินหรือพิพากษาใครเลย เพราะถ้าเรามีสิทธิตัดสินคนอื่น คนอื่นก็มีสิทธิตัดสินเราเช่นกัน สังคมไทยตอนนี้จึงยุ่งเหยิงและวุ่นวายเต็มไปด้วยการจับผิดคนอื่น ทำให้คนไทยไม่กล้าที่จะทำอะไรสร้างสรรค์ที่แตกต่างออกมา เพราะกลัวถูกวิจารณ์และโดนตำหนิ

            ซึ่งแท้จริงแล้วการกลัวคำวิจารณ์นั้นเกิดขึ้นภายในตัวเราเอง เพราะคิดว่าตัวเองมีสิทธิวิจารณ์คนอื่นได้ ทำให้เราหวาดกลัวจนไม่กล้าทำอะไร เพราะกลัวจะถูกวิจารณ์กลับ มันก็เหมือนการเหวี่ยงงูไม่พ้นคอ การวิจารณ์คนอื่นได้ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเราเอง

            แต่เมื่อลองเลิกจับผิดและตัดสินคนอื่น ความกล้าในตัวเราจะกลับคืนมา

            ไม่เชื่อลองดูครับ

 

 

            -ทักษะนี้เหมาะสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน และการปล่อยวางต่างๆ ฯลฯ แต่ไม่เหมาะที่จะใช้ในการทำงานที่ต้องการคำวิจารณ์ คนที่ทำผิดกฎหมาย รวมถึงพวกนักการเมืองในบางประเทศ 

วิชาใช้ชีวิต

posted on 28 Oct 2012 01:40 by porglon in Life
 

            คนเราเรียนวิชาทางโลกกันคนละหลายหน่วยกิต แต่ไม่เคยมีโอกาสลงเรียนวิชาใช้ชีวิตกันเลยสักตัว ชีวิตเป็นสิ่งที่ยาก ทุกข์ทรมาน และดิ้นรนแข่งขัน แต่กลับไม่มีใครสอนเราในเรื่องเหล่านี้ ว่าจะใช้ชีวิตอย่างไรให้มีความสุข พวกเราก็เลยต้องเรียนและทำงานตัวเป็นเกลียว(หัวเป็นน็อต)เพื่อจะหาเงินมาจับจ่ายใช้สอยซื้อหาความสุขกัน

            แต่ถ้าลองสังเกตุดีๆ จะเห็นว่า มีคนรวยและคนมีชื่อเสียงจำนวนไม่น้อยที่ไม่มีความสุข อาจหาเงินได้มากก็จริง แต่ครอบครัว สุขภาพ และความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ กลับล้มเหลว ดังนั้นจึงหมายความว่าเงินไม่ใช่คำตอบ

            ช่วงสิบปีที่ผ่านมาจึงมีหลายคนต่อต้านเงินเพื่อที่จะมีความสุข คืออยู่อย่างประหยัดและใช้เงินให้น้อย แต่เอาเข้าจริงนี่ก็ไม่ใช่คำตอบเพราะดูจะทุกข์ทรมานกว่าตอนมีเงินอีก ดังนั้นประเด็นนี้จึงไม่เกี่ยวกับเงินทอง ใครจะมีชีวิตที่ดีหรือมีความสุขหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับตัวเองมากกว่า เพราะจริงๆ แล้วเงินเป็นเพียงตัวกลางในการแลกเปลี่ยนสิ่งของ ความจริงแล้วเงินไม่มีค่า เป็นกระดาษเปล่าๆ ที่ตั้งสมมุติไว้เพื่อให้การแลกเปลี่ยนง่ายขึ้น เช่น เอาข้าวมาแลกไก่ เอาปลามาแลกผัก เอาอาหารมาแลกแรงงาน เก้าอี้แลกการบริการ ไอแพดแลก PS3 กังนัมสไตล์แลกกระเป๋าหลุยส์วิกตอง ฯลฯ

            เงินที่เราหามาได้จึงเป็นเพียงตัวแทนของความสามารถในการให้บริการ จัดหา สร้างไอเดีย สร้างผลผลิต หรือการครอบครองเป็นเ้จ้าของในสิ่งที่คนอื่นต้องการ(เช่น ที่ดิน เพชร ทอง)

            เงินคือ ความสามารถของเราที่ถูกวัดและประเมินค่าออกมาด้วยความต้องการของตลาด ณ เวลานั้นๆ ซึ่งสามารถเอาไปซื้อวัตถุได้ แต่ว่าวัตถุก็ไม่ใช่ความสุข วัตถุนั้นให้ความสะดวกสบาย เพลินเพลิน และฆ่าเวลายามว่างได้ แต่ไม่ใช่ความสุข มันเป็นเหมือนพลาสเตอร์ปิดแผลชั่วคราว ผู้คนจึงไล่ซื้อเทนโซพลาสมาแปะตัวเต็มไปหมด ใครแปะเยอะก็ได้รับเสียงปรบมือและชื่นชม โอกาสที่จะได้ซื้อยาทาและยากินแก้ปวดจริงๆ จึงไม่มี

            ผมชอบที่ดีพัก โชปรา แพทย์ทางเลือกชาวอเมริกันบอกไว้ว่า “ความผิดพลาดของเราคือไม่แสวงหาความสุขเป็นสิ่งแรก หากเราแสวงหาความสุขเป็นสิ่งแรก ทุกสิ่งที่เหลือจะตามมาเอง”

            ข้อความนี้อาจจะเข้ายากสักนิด ผมขออธิบายเสริมแล้วกันว่า เพราะคนในปัจจุบันวิ่งหาเงินก่อนแล้วค่อยนำไปซื้อความสุข เมื่อเราหาเงินไม่ได้มากพอตามที่ต้องการ(และน้อยเมื่อนำไปเทียบกับคนอื่น) ก็จะหลงคิดว่าเราไม่สามารถมีความสุขได้แน่ๆ ซึ่งนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า เครียด และไม่อยากทำอะไร ซึ่งมันเป็นเพียงมายาคติและกำดักทางด้านความคิด ดีพัก โชปรา บุคคลที่เลดี้ กาก้า ยกย่องให้เป็นอาจารย์ทางด้านปัญญา จึงแนะนำให้มองหาความสุขเป็นสิ่งแรกในการดำเนินชีวิตก่อน

            ซึ่งเอาเข้าจริงผมว่าไม่ยาก ความสุขส่วนใหญ่นั้นมีอยู่แล้ว(รอบตัวเรา)เพียงแต่เราไม่ได้สังเกตุเห็น ทุกวันนี้ผมจึงหาเวลาไปวิ่งเสมอ เตะบอลบ่อยๆ คุยกับคนขายกาแฟ เล่นกับแมวที่ออฟฟิศ หยุดมองท้องฟ้า ยืนใต้ต้นไม้ใหญ่ ดูดอกไม้ข้างทาง หายใจลึกๆ ยาวๆ ทำงานอดิเรกที่ชอบ ซื้อหนังสือที่อยากอ่าน เขียนบันทึก เหลาดินสอ กวาดห้อง เอาขยะไปทิ้ง คุยกับเพื่อน เลิกจับผิดคนอื่น ฝึกเก็บเงิน ซื้อซีดี เปิดเพลงบรรเลง และกินกาแฟ ฯลฯ

            ทุกวันนี้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผมจะเตรียมตะกร้าที่ว่างเปล่าของผมไล่เก็บความสุขพวกนี้ไว้ เพื่อที่จะไม่มีที่ว่างไว้เก็บคำนินทา ตัวขี้อิจฉา ความโกรธ และเรื่องอคติในแง่ลบ

            ..............

            ซึ่งยังไงถ้าว่างๆ มาเริ่มสะสมความสุขเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้กันเถิดครับ        

 

 

ปล. แล้วอย่าลืมแบ่งปันวิธีการหาความสุขเล็กๆ น้อยๆ ของคุณให้ผมรู้บ้างนะ

ไม่เกี่ยวกับอุปกรณ์

posted on 13 May 2012 13:05 by porglon in Life directory Entertainment, Diary, Idea

     

ช่วงที่ผ่านมาเคลียร์หนังสือที่ซื้อมาจากงานหนังสือจบไป 5-6 เล่มแล้วครับ ได้อานิสงฆ์จากหยุดยาวหลายวัน เหลืออีกหลายสิบเล่มเหมือนกันที่ต้องทยอยอ่านให้จบก่อนจะขึ้นอืด เนื่องจากการซื้อหนังสือจำนวนมากมากองไว้แล้วไม่ได้อ่านเป็นอะไรที่ไม่เข้าท่ามาก เป็นนิสัยไม่ดีที่ต้องกำจัดทิ้งไป โดยในงานที่ผ่านมาก็ซื้อเฉพาะเล่มที่อยากอ่านจริงๆ (ในจำนวนที่ไม่มากเกินไป) และไม่ซื้อบางเล่มเพื่อมาซื้อตามร้านหนังสือ

การซื้อหนังสือที่ร้านยังไงก็สนุกกว่าอยู่แล้วครับ อยากอ่านเล่มไหนก็ซื้อเลย แล้วก็มักจะอ่านจบในไม่กี่วัน ไม่ใช่เอามากองไว้แล้วไม่ได้อ่าน เหมือนลัทธิบริโภคนิยม ที่มีชีวิตอยู่เพื่อซื้อสินค้ามาบำบัดตัวเองยังไงไม่รู้ (แบบนั้นรู้สึกเหมือนเป็นโรคอะไรสักอย่าง) การซื้อของที่ชอบบางทีก็ไม่สนุกเท่าการทำงานที่ชอบหรือทำกิจกรรมที่ชอบหรอกนะครับ และบางครั้งความสุขจริงๆ จังๆ ก็มาจากเรื่องง่ายๆ อย่าง วิ่ง เดินเล่น ว่ายน้ำ แตะบอล กินไอติม จับมือคนที่รัก ต่อกันดั้ม แน่นอนว่าการซื้อสินค้าบางชิ้นให้ความสะดวกสบายและโก๋เก๋จริงครับ(เพราะค่านิยมของสังคมการันตีว่าโก๋เก๋) แต่ไม่ได้ให้ความสุขระยะยาวหรอกจริงไหม ต้องแยกให้ออกนะ

แต่อาจเพราะความสุขเป็นเรื่องง่ายนี่แหละมั้งเลยทำให้เราลืมนึกถึงไป คิดว่าต้องทำอะไรแปลกๆ พิสดารแล้วถึงจะมีความสุข หรือกิจกรรมที่ใช้เงินเยอะจะนำความสุขมาให้ ผมแนะนำว่าอย่าไปฟังค่านิยมของสังคมที่ออกมาจากทีวี หรือสื่อต่างๆ มากเกินไปครับ เพราะสิ่งเหล่านี้ได้คิดมาเป็นอย่างดีแล้วว่า จะทำยังไงให้เรายอมจ่ายเงินซื้อสินค้าของเขา ใช้พรีเซนเตอร์ชื่อดัง(ค่าตัว 8 ล้าน)ไหม ทำโฆษณาแบบสร้างภาพลักษณ์ไหม สร้างแคมเปญแบบรักโลกหรือกิจการเพื่อสังคมไหม หรือโฆษณาลดการใช้พลังงานไหม

ถ้าซื้อสินค้าเพราะต้องการจริงๆ ก็ไม่เป็นไรครับ(ผมสนับสนุน) แต่ถ้าซื้อเพราะอารมณ์ชั่ววูบหรือความอยาก ณ ขณะนั้นจนต้องมากุมขมับภายหลัง ก็ถือว่าเราพลาดไป(อันนี้ไม่สนับสนุน) ถือว่าโดนเขาล่อลวงได้สำเร็จ แทนที่จะเอาเงินนั้นไปซื้อสีน้ำ ซื้อแป้งทำขนม อุปกรณ์ทำฝัน หรือลงคอร์สเรียนอะไรสักอย่างที่เราอยากเรียน กลับต้องมากุมขมับเพราะซื้ออะไรก็ไม่รู้มา - -*

เหตุนี้ละครับที่หลายบ้านมีลู่วิ่งหรือเครื่องออกกำลังกายเอาไว้แขวนเสื้อผ้า เพราะเชื่อตามสื่อบอกว่าถ้ามีอุปกรณ์เจ๋งๆ แล้วจะได้ออกกำลังกายจริงจัง มีรูปร่างสวยงาม แต่พอซื้อมาแล้วก็วิ่งสองสามวันก่อนเลิก กลายเป็นราวตากผ้าแทน ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า คนเราจะวิ่งหรือไม่วิ่งมันไม่ได้อยู่ที่อุปกรณ์หรอกครับ มันอยู่ที่ใจมากกว่าว่าอยากวิ่งไหม ถ้ามันอยากวิ่งแค่รองเท้าผ้าใบมันก็ออกไปวิ่งที่หลังหมู่บ้าน ในมหาวิทยาลัย ตามท้องถนน หรือที่ฟิตเนสกันอยู่แล้ว ถ้าใจมา อุปกรณ์หรือสถานที่ก็ฉุดรั้งไว้ไม่ได้หรอกนะ

ซึ่งน่าเสียดายที่เรื่องความพร้อมเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่หลายคนมักใช้ในการไม่ลงมือทำอะไรสักอย่าง เช่น  ต้องรออุปกรณ์พร้อม รอจังหวะ รอเวลา รอเงินทุน รอให้แก่กว่านี้ก่อน รอให้เด็กว่านี้ก่อน ซึ่งผมอยากบอกว่า ถ้ารอครั้งหนึ่ง มันจะมีรอครั้งสอง รอครั้งสองมันจะมีรอครั้งสาม เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แบบแบคทีเรียแบ่งตัว

ซึ่งความจริงทุกอย่างอยู่ที่ใจครับ ถ้าอยากทำจริงๆ มันก็มักจะทำเลย ทำเดี๋ยวนี้ วันนี้ หรือวินาทีนี้เลย ไม่ผัดวันประกันพรุ่งหรอก ไม่ต้องรออะไรหรอกครับ ยกตัวอย่างเช่น พี่เมธีมือกีตาร์วงโมเดิร์นด๊อก ตอนเด็กๆ ก่อนแกจะเก็บตังค์ซื้อกีตาร์ตัวแรกได้ แกเอากระดาษมาตัดเป็นกีตาร์แล้วนั่งจับคอร์ดฝึกฝนจนพริ้วเลยนะครับ พอซื้อกีตาร์ตัวแรกมาปุ๊บเล่นได้ทันที

เท่กว่านี้ไม่มีอีกแล้วครับ ทำเดี๋ยวนี้เลยไม่ต้องรออะไร

 

 

 

“ความสุขไม่ได้เกิดมาจากการได้ครอบครองความสุขเท่านั้น

แต่เกิดจากการที่ได้ทำอะไรสักอย่างแล้วมีความสุขด้วย”

นโปเลียน ฮิลล์

 

 

ปล. ขอบคุณการเขียนบทความชิ้นนี้ที่ทำให้นึกถึงคำพูดของพี่เมธีในรายการทไวไลน์โชว์เมื่อนานมาแล้ว

ขอบคุณโลกนี้ที่มีหนังสือดีๆ อีกถึง  20-30 หมวดให้ได้อ่าน ชีวิตนี้อ่านมาเยอะพอสมควรแต่มั่นใจว่าอ่านไม่หมดแน่ แต่จะพยายามสะสมต่อไปครับ ขอบคุณที่ผ่านภาวะชาล้นถ้วยในสมัยวัยรุ่นมาได้  

สังคมยุคนี้เป็นการประเมินคุณค่าคนจากภายนอกก่อน เน้นที่เปลือก เน้นที่วัตถุ ละเลยการประเมินหรือสร้างคุณค่าจากภายในตัวเอง เด็กรุ่นใหม่จึงหวาดระแวงกับคำวิจารณ์(จากภายนอกมากไป) ให้ความสำคัญกับคนอื่นมากไป จึงไม่ได้ลงมือทำอะไรสักที เพราะกลัวถูกตัดสิน ถูกประเมิน ก็เลยเกร็งๆ กันอยู่ ทั้งๆ ที่เค้ามีศักยภาพมากล้นและเป็นวัยที่เต็มไปด้วยพลังงานขั้นเทพ ซึ่งถ้าเราช่วยให้เด็กรุ่นใหม่ตระหนักคุณค่าภายในตัวเองได้ก็จะดีนะ 

 

  

-ทุกคนมีศักยภาพพอที่จะทำสิ่งยิ่งใหญ่ได้

-ตอนเด็กๆ เราฝันใหญ่มากเพราะเราเชื่อว่ามันเป็นไปได้

-แต่พอโตขึ้นสิ่งแวดล้อมจะบอกว่ายากและเป็นไปไม่ได้

-แต่ถ้าคุณมีโอกาสคุยกับ CEO ของหลายบริษัทเขาจะบอกว่าเป็นไปได้และยุให้ทำเลย

-CEO ครึ่งหนึ่งของเมืองไทยเคยจนมาก่อน

-เช่นเดียวกับไอดอลในเมืองไทยส่วนหนึ่งที่จนมากและไม่จบปริญญาตรี

-เวลาคุยกับคนคิดใหญ่เราจะคิดใหญ่

-เวลาคุยกับคนคิดเล็กเราจะคิดเล็ก

-คนคิดเล็กมีมากมายเช่นเดียวกับพลทหารนับแสนในกองทัพ

-แต่คนคิดใหญ่มีจำนวนน้อยเช่นเดียวกับขุนศึกและแม่ทัพนายกอง

-หลายคนอยากเป็นระดับแม่ทัพ แต่คิดและทำแบบเดียวกับพลทหาร

-ความคิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ

-คิดว่าทำได้มันก็ทำได้ คิดว่าทำไม่ได้มันก็ทำไม่ได้ ทุกอย่างเริ่มที่ความคิด

-กลุ่มเพื่อนมีผลต่อระบบความคิดมาก

-การยอมรับความผิดจะทำให้พัฒนาขึ้น

-การแก้ตัวทำให้หมกเม็ดปัญหาไว้

-ยิ่งแก้ตัวน้อยเท่าไหร่ยิ่งดี

-ผลงานอธิบายตัวเองอยู่แล้ว ไม่ต้องอธิบายเพิ่มหรอก

-สังคมไทยส่วนหนึ่งเป็นสังคมชอบติและจับผิด ทั้งที่ตัวเองไม่เคยสร้างสรรค์อะไร

-สังคมไทยส่วนหนึ่งเป็นสังคมที่ขี้อิจฉา ดังนั้นตัวอิจฉาจึงได้รับความนิยม

-โต๊ะทำงานโล่งๆ จะทำให้ทำงานได้ดี

-บางครั้งเรื่องของคนอื่นก็ไม่ต้องเอามาแบก

-อดีตแก้ไขไม่ได้

-ปัจจุบันเกิดจากอดีตทั้งนั้น ดังนั้นอนาคนมาจากปัจจุบัน

-ทำปัจจุบันให้ดี (เริ่มเดี๋ยวนี้)

-ความคิดสำคัญจริง แต่การลงมือทำสำคัญกว่า

-อย่าติดกับดักของการเอาแต่คิดสร้างสรรค์เพียงอย่างเดียว จงลงมือทำ

-เปลี่ยนความคิดเป็นผลงานซะ

-ความฝันที่ไม่มีแผนและไม่มีการดำเนินการก็จะลอยอยู่อย่างนั้น

-การกระทำสำคัญกว่าคำพูด

-ขี้โกรธ ขี้น้อยใจ ขี้กลัว ขี้อิจฉา ขี้เบื้อ ขี้เหงา ขี้ห่วง ขี้เกียจ ขี้รำคาญ ขี้เมาท์ ขี้วีน ...ขี้เหล่านี้ใครเลิกได้ชีวิตสบายแน่นอน

-เงิน 70,000 ล้านบาทตายแล้วเอาไปไม่ได้ 

-แต่ดูเหมือนปัญญา ความคิด การมองโลกในแง่ดี ความรู้สึกดีๆ การยิ้มแย้มแจ่มใส ความอิ่มใจจากการช่วยเหลือผู้อื่น และจิตใจที่ผ่องใสจะเอาไปได้

-การเปลี่ยนงานบ้างจะช่วยให้เข้าใจโลก

-ทำสิ่งที่ชอบจะทำได้ดี

-ถ้าอยากเปลี่ยนโลก วิธีที่ง่ายสุดคือ เปลี่ยนแปลงสิ่งที่ไม่ดีของเราทิ้งไปหนึ่งอย่างก่อน

-เกิดมาแล้วมีชีวิตแบบนี้ครั้งเดียวก็น่าจะทำให้ดีที่สุด

-อยากทำอะไรทำเลย จะได้ไม่เสียใจทีหลัง

-การไม่ได้ทำสิ่งที่ต้องการจะตามหลอกหลอนไปตลอดชีวิต

-ถ้าเรื่องนั้นไม่เดือนร้อนใครก็ทำไป

-ถูกปฏิเสธแล้วไง หลังจากถูกปฏิเสธเราก็ยังเท่าเดิมอยู่ดี

-ยิ่งถูกปฏิเสธบ่อยๆ จะทำให้เก่งขึ้น(ในการจัดการความรู้สึก)

-หน้าด้านดีกว่าหน้าบาง ฝ้าจะได้ไม่ขึ้น

-คนชนะชนะได้ไม่ตลอด คนแพ้จึงแพ้ไม่ได้ตลอดเช่นกัน

-ถ้าภูมิใจกับการเกิดมามีชีวิต ชีวิตจะภูมิใจกับเราเช่นกัน

-ทุกวันมีคนไม่ตื่นลืมตามากมาย จงขอบคุณทุกวันที่ได้มีชีวิตอยู่ต่อ

-ตายไปแล้วจะอดทำสิ่งที่อยาก ดังนั้นรีบทำซะ

-วันไหนคิดว่าเป็นวันดี มันจะดีอย่างประหลาด

-วันไหนคิดว่าแย่ มันจะแย่เป็นชุดๆ

-ดังนั้นต้องฝึกคิดถึงแต่เรื่องดีๆ

-ความคิดลบก็เหมือนเชื้อไวรัสติดต่อได้

-ความคิดดีก็เหมือนเชื้อไวรัสติดต่อได้เช่นกัน

-ชีวิตถ้าไม่เลือกก่อน สุดท้ายจะถูกบังคับให้เลือก

-การจับฉลากก่อนทำให้ได้เลือก

-การจับฉลากคนสุดท้ายคือถูกบังคับให้เลือก

-ถ้าเป็นไปได้ขอจับก่อนก็ดี

-หัดชมตัวเองบ้าง เพราะการเกิดมาเป็นคนไม่ใช่เรื่องง่ายหรอก

-หัดชมคนอื่นบ้าง คำชมไม่เสียเงิน

-หัดยิ้มบ้าง รอยยิ้มไม่เสียเงิน

-หัดให้ความสำคัญกับคนอื่นบ้าง เพราะเราเองก็อยากได้รับความสำคัญเช่นกัน

-ถ้ามีโอกาสจงช่วยเหลือ พลังของการช่วยเหลือกันเป็นพลังที่ดี ถึงไม่ได้รับอะไรตอบแทนกลับมา มันแค่ลอยตัวอยู่ในโลกก็เวิร์กแล้ว

-แต่บางเรื่องถ้าช่วยเหลือไม่ได้จริง ต้องหัดวางเฉยบ้าง

-คนเราไม่ใช่ซุปเปอร์แมน (ที่เป็นตัวละครสมมติ)

-หวังมาก ยิ่งผิดหวังมาก งั้นทำโดยไม่ต้องหวังเลยดีกว่า

-ทำแม่งเลยยยย ไม่ต้องคิดไรหรอก

-ทำแบบไม่หวังผลก็ดีจะได้ไม่รู้สึกแย่ ที่เหลือคือโบนัส

-อย่าโกรธบ่อย เพราะตัวจะแดงๆ

-ตามใจปากระวังอ้วน

-ออกกำลังกายบ่อยๆ ดี

-ร่างกายดี จิตใจดี

-สภาพแวดล้อมดี จิตใจดี

-ห้องจึงควรโปร่ง โล่ง สบาย

-อะไรที่ไม่ใช้เกินหนึ่งปี หมายความว่าไม่ได้ใช้แล้ว ทิ้งหรือให้คนอื่นจะเข้าท่ากว่า

-อาการปวดหัวและไมเกรนแก้ได้ด้วยการนั่งสมาธิ แต่คนส่วนใหญ่ไม่ยอมทำ

-คิดมากได้ แต่ไม่ใช่ฟุ้งซ่าน

-แต่บางครั้งก็ไม่ต้องคิดมาก ใช้ความรู้สึกตัดสินบ้างก็ดี

-เพลงคลาสสิกช่วยให้ใจเย็นและสงบ

-บางครั้งเราก็เก็บของไว้เต็มสมอง ปล่อยวางบ้าง อะไรบ้าง

-ยิ่งเกลียดยิ่งเจอ ถ้าทำได้อย่าเกลียดใครเลยดีกว่า

-ระวัง! พลังของความเกลียดเป็นแรงดึงดูดชั้นดี

 

 

หมายเหตุ-ภาพ ไมเคิล จอร์แดน อดีตนักบาสอันดับหนึ่งของโลก ผู้เคยถูกแมวมองเมินมาก่อน เป็นนักบาสที่ลอยตัวค้างกลางอากาศตอนชู๊ตได้นานกว่าคู่แข่งประมาณ 2-3 วินาที ทำให้คู่แข่งบล็อกไม่ได้ เทคนิคการลอยตัวค้างกลางอากาศได้นานเชื่อว่าเกิดจากการฝึกฝนอย่างหนัก ทำแต้มเฉลี่ยได้นัดละ 30 แต้ม